
เรื่องเงินกู้ ๔ แสนล้าน ยังคงเป็นประเด็นร้อนที่พรรคฝ่ายค้านทั้งขยำและขยี้
เกรงรัฐบาลอนุทินจะทำให้ประเทศได้รับความเสียหาย โดยเฉพาะหากเสียวินัยทางการคลัง เสียหายใหญ่หลวงแน่นอน
"กรณ์ จาติกวณิช" จากประชาธิปัตย์กัดเรื่้องนี้ไม่ปล่อยครับ
เขามีข้อแนะนำว่า
"...หากรัฐบาลจริงใจจะลดภาระประชาชน สามารถ 'ลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน' และ 'ปรับสูตรคำนวณราคาน้ำมัน' ได้ทันที ซึ่งจะเป็นการแก้ต้นตอของปัญหาค่าครองชีพโดยไม่ต้องรอแก้ที่ปลายทางด้วยการออก พ.ร.ก.เงินกู้..."
คุยกับมนุษย์ตัวเป็นๆ มาเยอะแล้วลองถาม AI ดูบ้างว่า คิดเห็นประการใด
ป้อนคำถามให้ gemini ช่วยตอบ ๓ คำถาม
คำถามแรก การแก้ปัญหาค่าครองชีพของประชาชน ระหว่าง ลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน กับ คนละครึ่งพลัส อย่างไหนช่วยประชาชนได้มากกว่ากัน มีข้อดีข้อเสียอย่างไร
ได้คำตอบดังนี้ครับ...
-------------------
การเปรียบเทียบระหว่าง การลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน กับ นโยบายคนละครึ่งพลัส มีมิติที่ช่วยประชาชนแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับว่าเรามองจากมุมไหนครับ ทั้งสองมาตรการมีจุดเด่นและข้อจำกัดที่ควรนำมาพิจารณา ดังนี้:
๑.การลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน (เชิงโครงสร้างและต้นทุน) การลดภาษีน้ำมัน (โดยเฉพาะดีเซล) ส่งผลกระทบกว้างขวางต่อระบบเศรษฐกิจในระดับมหภาค
ช่วยทุกคนโดยอ้อม: เมื่อราคาน้ำมันลดลง ต้นทุนการขนส่งและต้นทุนการผลิตสินค้าจะลดลงตาม ช่วยสกัดกั้นการขึ้นราคาสินค้าอุปโภคบริโภค ซึ่งเป็นการช่วยประชาชนทุกคนไม่ว่าจะมีสมาร์ทโฟนหรือได้รับสิทธิ์หรือไม่
ลดภาระกลุ่มผู้ประกอบการ: ช่วยเหลือกลุ่มโลจิสติกส์ เกษตรกร และโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นฟันเฟืองหลักของเศรษฐกิจ
ข้อเสีย: รัฐสูญเสียรายได้มหาศาล (เช่น การลดภาษี ๕ บาท/ลิตร อาจทำให้รายได้รัฐหายไปกว่า ๑๐,๐๐๐ ล้านบาทต่อเดือน) และอาจไม่ช่วยกลุ่มคนที่ไม่มีรถยนต์โดยตรงเท่าที่ควร
๒.นโยบายคนละครึ่งพลัส (เชิงกระตุ้นการใช้จ่ายและสภาพคล่อง) นโยบายนี้เป็นการ "ฉีดเงิน" เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจฐานรากโดยตรง
ช่วยกลุ่มเป้าหมายโดยตรง: ประชาชนได้รับวงเงิน (เช่น ๒,๐๐๐-๒,๔๐๐ บาท) เพื่อลดภาระค่าอาหารและของใช้จำเป็นรายวัน เห็นผลทันทีในแง่ของการมีเงินเหลือในกระเป๋าเพิ่มขึ้น
กระตุ้นร้านค้ารายย่อย: เงินหมุนเวียนในตลาดสดและร้านค้า SME ได้ดีกว่าการลดภาษีน้ำมัน เพราะเงื่อนไขบังคับให้ใช้กับร้านค้าขนาดเล็ก
ข้อเสีย: มีข้อจำกัดเรื่องเทคโนโลยี (ต้องใช้ผ่านแอปพลิเคชัน) และเป็นการกระตุ้นระยะสั้นที่อาจส่งผลให้เกิดเงินเฟ้อในระยะยาวได้
--------------------
คำถามที่ ๒ ให้ gemini ประเมินผลกระทบต่อเศรษฐกิจ จากโครงการคนละครึ่งพลัสของรัฐบาลอนุทิน ได้ความตามนี้ครับ...
-------------------------
การประเมินผลกระทบต่อเศรษฐกิจจากโครงการ "คนละครึ่งพลัส" (หรือโครงการไทยช่วยไทยพลัส) ในปี ๒๕๖๙ สามารถวิเคราะห์ได้ทั้งในแง่บวกที่เป็นแรงขับเคลื่อน และข้อจำกัดที่ต้องระวัง ดังนี้ครับ
๑.ผลกระทบเชิงบวก (Economic Boosters) กระตุ้นการบริโภคภาคเอกชนทันที: โครงการนี้ถูกออกแบบมาเพื่อดึงเม็ดเงินออกจากกระเป๋าประชาชนโดยมีรัฐช่วยจ่าย ๕๐% ซึ่งจะช่วยเพิ่มกำลังซื้อให้แก่กลุ่มเป้าหมายกว่า ๓๐ ล้านคน โดยเฉพาะในช่วงที่กำลังซื้อในประเทศเริ่มอ่อนแรง
สร้างเงินหมุนเวียนในระบบ (Multiplier Effect): คาดว่าจะช่วยหนุนยอดค้าปลีกให้เติบโตขึ้น ตัวอย่างเช่นในปี ๒๕๖๘ มีการประเมินว่าอาจช่วยให้ GDP ภาคค้าปลีกโตเพิ่มเป็น ๓.๑% (จากเดิม ๒.๘%) เนื่องจากเงินกระจายไปยังร้านค้ารายย่อยและผู้ประกอบการขนาดเล็กทั่วประเทศ
ลดภาระค่าครองชีพ: การสนับสนุนวงเงิน (เช่น ข่าวระบุว่าอาจถึง ๔,๐๐๐ บาท แบ่งจ่ายรายเดือน) ช่วยบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ทำให้ประชาชนมีสภาพคล่องในมือมากขึ้น
๒.ข้อจำกัดและข้อควรระวัง (Potential Limitations)
ผลกระทบระยะสั้น: นักวิชาการบางส่วนมองว่าโครงการนี้เป็นเพียงการ "ประคองเศรษฐกิจ" มากกว่าการสร้างความยั่งยืน เพราะหากไม่มีมาตรการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจอื่นควบคู่ไป เมื่อจบโครงการกำลังซื้ออาจกลับมาซบเซาเช่นเดิม
งบประมาณและหนี้สาธารณะ: การใช้เงินงบประมาณจำนวนมาก (ประมาณ ๖.๖ หมื่นล้านบาทในบางเฟส) อาจส่งผลต่อวินัยการเงินการคลังในระยะยาว หากไม่สามารถสร้างรายได้กลับเข้าสู่รัฐได้ในสัดส่วนที่คุ้มค่า พฤติกรรมการใช้จ่าย: มีความกังวลว่าประชาชนอาจใช้จ่ายไปกับสินค้าที่ไม่จำเป็นเพียงเพราะมีส่วนลดจากรัฐ ซึ่งอาจไม่ได้ส่งผลดีต่อการออมหรือเสถียรภาพทางการเงินส่วนบุคคลในระยะยาว
๓.สรุปเปรียบเทียบ
ด้านที่ได้รับผลกระทบ คือผลกระทบเชิงบวกข้อควรระวัง
ร้านค้ารายย่อย ยอดขายเพิ่มขึ้นทันที กระจายรายได้สู่ชุมชนร้านค้าต้องเข้าระบบภาษี/แอปพลิเคชันประชาชนลดภาระค่าใช้จ่าย มีเงินเหลือใช้ส่วนอื่น อาจกระตุ้นการบริโภคเกินตัว
ภาพรวมเศรษฐกิจ GDP ภาคค้าปลีกขยายตัว เงินหมุนเวียนเร็วเป็นการกระตุ้นเพียงชั่วคราว ไม่ยั่งยืน สรุป: คนละครึ่งพลัส ถือเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพในการฉีดสภาพคล่องเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจฐานรากอย่างรวดเร็ว
แต่จะได้ผล "สุดทาง" หรือไม่ ขึ้นอยู่กับการเชื่อมโยงกับมาตรการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างอื่นๆ ของรัฐบาลในช่วงเวลาดังกล่าวครับ
--------------
คำถามที่ ๓ พ.ร.ก.กู้เงิน ๔ แสนล้านขัดวินัยการคลังหรือไม่
-------------
ผลกระทบต่อ "วินัยการเงินการคลัง"
การกู้เงินครั้งนี้ทำให้เกิดข้อถกเถียงในหลายประเด็นเกี่ยวกับวินัยทางการคลัง:
เพดานหนี้สาธารณะ: ปัจจุบัน หนี้สาธารณะของไทยอยู่ที่ประมาณ ๖๖.๓๘% ของ GDP (ข้อมูล มี.ค. ๒๕๖๙) การกู้เพิ่มอีก ๔ แสนล้านบาท จะทำให้สัดส่วนหนี้ขยับขึ้นไปอยู่ที่ประมาณ ๖๗.๓%-๖๘% ซึ่งถือว่าใกล้เพดานที่กฎหมายกำหนดไว้ไม่เกิน ๗๐% มากขึ้นทุกที
--------------
ครับ...ก็เกือบชนเพดาน
แต่ถ้าสามารถแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้ก็สามารถลดเพดานหนี้สาธารณะลงมาได้ในระดับหนึ่งเช่นกัน
นี่คือข้อมูลเบื้องต้น เอาไว้ไปถกเถียงกับคนรอบข้างได้ครับ.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ค้านสมชื่อ
ขิงกันน่าดูครับ... นโยบายแจกเงินของรัฐบาลอนุทิน ถูกถล่มจากพรรคฝ่ายค้าน โดยเฉพาะพรรคส้ม เป็นรายวัน ความโดยรวมคือ กู้มาแจก ไม่ถูกวัตถุประสงค์
ผู้ชนะอยากแก้ ผู้แพ้อยากรื้อ
คุยเรื่องรัฐธรรมนูญกันหน่อยครับ...หลังจากทำประชามติประชาชน ๒๑ ล้านเสียง ต้องการให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ บรรดาพรรคการเมืองเขาก็เดินหน้าทันที สร้างดาวคนละดวง! นี่ขนาดยังอยู่ในชั้นเสนอร่างแก้ไขนะครับ ยังหาจุดร่วมแทบไม่ได้เลย
วันที่ส้มต้องรบกับส้ม
ต้องฟ้องรัฐบาลซะหน่อย... วานนี้ (๕ มิถุนายน) มีโอกาสไปใช้ "ไทยช่วยไทยพลัส" ซื้อก๋วยเตี๋ยวแถวๆ ออฟฟิศไทยโพสต์ หลังจากอิ่มหนำสำราญแล้ว เรียกเก็บเงิน คำแรกแม่ค้าถามว่า "มีไทยรักไทยมั้ย"
ผลงานพรรคส้ม
ชื่อของ "สุรพล นิติไกรพจน์" ดูเหมือนจะเป็นที่รังเกียจของมวลชนสีส้มเยอะพอควร ทั้งๆ ที่เป็นนักกฎหมายที่เก่งกาจลำดับต้นๆ ของประเทศ
รอผู้นำปราบโกง
หลายวันมานี้มีการพูดถึงการคอร์รัปชันกันมาก ที่ด่าก็ด่ากันไป ที่แก้ตัวก็ลิ้นพัน ประเทศไทย ณ วันนี้ ก็ยังไม่มีการพูดถึงการแก้ปัญหาคอร์รัปชันที่จริงจังและจับต้องได้
อะไรๆ ก็ 'ไอโอ'
วันนี้คุยกันเรื่อง “ไอโอ” ครับ ที่จริงไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไร แต่มันเป็นเรื่องน่ารำคาญ พรรคการเมืองที่พูดเรื่องไอโอมากที่สุดคือพรรคส้ม

