
“แกนนำกลุ่ม 40 อดีตสว.” มัดรวม 5 จุดสลบหวังศาลรธน.ฟัน “เศรษฐา” กระเด็นหลุดเก้าอี้ เก็บของออกจากตึกไทยคู่ฟ้า ย้ำพฤติการณ์เป็นตัวหลัก นำชื่อคนมีมลทินขึ้นทูลเกล้าฯ
14 ส.ค.2567 – ในวันพุธ 14 ส.ค. เวลา 15.00 น. เป็นวันที่ ศาลรัฐธรรมนูญ จะนัดอ่านคำวินิจฉัยคดี นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ตกเป็นผู้ถูกร้องในคำร้องคดี กลุ่ม 40 อดีตสมาชิกวุฒิสภา(สว.) ยื่นคำร้องให้ศาลรธน.วินิจฉัยกรณี นายเศรษฐา นำความกราบบังคมทูลฯ เพื่อโปรดเกล้าแต่งตั้งนายพิชิต ชื่นบานเป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
นายสมชาย แสวงการ แกนนำกลุ่ม 40 อดีตสว.กล่าวว่า ทางกลุ่มผู้ร้องมีความมั่นใจในการสู้คดี ซึ่งในคำแถลงปิดคดีที่ยื่นต่อศาลรธน. ทางกลุ่มผู้ร้องได้สรุปย้ำ 5 ประเด็นสำคัญว่านายเศรษฐา ในฐานะนายกฯมีหน้าที่ต้องรับผิดชอบในการนำรายชื่อนายพิชิต ขึ้นกราบบังคับทูลฯ เป็นรัฐมนตรี ที่จะต้องมีการตรวจสอบอย่างละเอียดรอบคอบ ไม่ให้มีสิ่งใดบกพร่อง แต่เรื่องนี้ สิ่งสำคัญก็คือ นายเศรษฐา รู้อยู่แล้วหรือควรรู้อยู่แล้วสองครั้ง ไม่ใช่แค่ครั้งเดียวว่านายพิชิต มีปัญหาเรื่องคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามการเป็นรัฐมนตรี ตามรัฐธรรมนูญ
นายสมชาย กล่าวว่า ครั้งแรกคือตอนกำลังตั้งรัฐบาลเศรษฐา 1 ที่จะตั้งนายพิชิต กับนายไผ่ ลิกค์ เป็นรมต.แต่แล้วก็ถอนชื่อออก เพรามีปัญหาเรื่องคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามตามรธน.มาตรา 160 (4)และ(5) ซึ่งสังคมรับรู้และสื่อมวลชนก็รับรู้ว่า ทั้งสองชื่อมีปัญหา นายเศรษฐา จะปฏิเสธไม่รับรู้ไม่ได้ เพราะรับรู้ตั้งแต่ต้น จึงไม่นำชื่อขึ้นทูลเกล้าฯ แต่นายกฯ ก็อาจจะอ้างทางการเมืองว่าทั้งสองคน ถอนตัวไม่ประสงค์จะมีชื่อ ก็ว่ากันไป อีกทั้ง ก็ยังสามารถเสนอชื่อคนอื่นเป็นรัฐมนตรีแทนได้ เพราะตอนตั้งรัฐบาลครั้งแรก รายชื่อเสร็จเมื่อ 1 ก.ย. 2566 แล้วมาปรับครม.อีกครั้งช่วงเมษายน 2567 รวมเวลา 7 เดือนเศษ นายกฯ ถ้าจะปรับครม.ก็เสนอชื่อคนอื่นแทนนายเศรษฐาได้
นายสมชาย ระบุว่า และการที่ให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีทำหนังสือถามความเห็นคณะกรรมการกฤษฎีกา หลังนายพิชิตกับนายไผ่ ลิกค์มีปัญหา การทำหนังสือถามความเห็นไปที่กฤษฏีกา ก็ต้องถามแบบให้พิจารณาทั้งมาตรา ในเรื่องเกี่ยวกับหากมีข้อสงสัยเรื่องคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามของการเป็นรัฐมนตรี ไม่ใช่ถามแค่ว่า มีปัญหาขัดกับมาตรา 160 (6) และ (7) หรือไม่ เหตุใดไม่ถามให้ครบไปเลยว่า ขัดมาตรา 160เลยหรือไม่ ที่ผ่านมา เวลาหากสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีจะสอบถามกฤษฎีกา ก็จะถามโดยให้กฤษฎีกาพิจารณาว่ารัฐมนตรีแต่ละคนมีปัญหาเรื่องคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามหรือไม่
นายสมชาย ยกตัวอย่างว่า สมัยที่ตนเองเคยเป็นประธานกมธ.วิสามัญตรวจสอบประวัติฯ ของผู้ได้รับการเสนอชื่อเป็นองค์กรอิสระหลายแห่ง ของวุฒิสภา เวลาคณะกรรมาธิการฯ สอบถามหรือขอข้อมูลหน่วยงานราชการ ที่ตามหลักปฏิบัติ จะมีการถามไปยัง 21 หน่วยงานเพื่อขอให้ตรวจสอบข้อมูล เช็คประวัติ เช่นสำนักงานป.ป.ช. , สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน, สำนักงานศาลยุติธรรม -สำนักงานอัยการสูงสุด-สำนักข่าวกรองแห่งชาติ -สำนักงานตำรวจแห่งชาติ -ศาลปกครอง ทางกมธ.ฯ จะไม่ได้ถามว่า คนที่ส่งชื่อไปมีปัญหาเรื่องคุณสมบัติตามรธน.มาตรา 160 วงเล็บใดวงเล็บหนึ่ง หรือไม่ แต่กมธ.ฯ จะถามไปเลยว่า คนที่ส่งชื่อมาให้ตรวจสอบ เคยมีคดีอะไรหรือไม่ หรือเคยถูกตรวจสอบอะไรหรือไม่
นายสมชาย ระบุว่า แล้วหน่วยงานต่างๆ ก็จะตอบมา เช่น บอกว่าบุคคลใดกล่าวเคยตกเป็นจำเลยหรือมีคดีความมีชื่ออยู่ ถ้าแบบนี้ ก็เท่ากับไม่ผ่านคุณสมบัติฯ ไม่ใช่ไปเลือกตั้งคำถามกับบางหน่วยงาน เช่น บุคคลคนนี้ ที่เคยมีคดีอยู่ที่ศาลปกครอง คดีสิ้นสุดหรือยัง ศาลยกคำร้องหรือไม่ ถ้าแบบนี้เรียกว่า ถามแบบเฉพาะเจาะจง ที่ไม่ถูกต้อง การถามให้ตรวจสอบประวัติ-คุณสมบัติต้องห้าม ต้องถามทั้งหมด ไม่ใช่ถามแบบเฉพาะเจาะจง
นายสมชายกล่าวต่อไปว่า การตั้งรัฐมนตรีครั้งแรกของรัฐบาลนายเศรษฐา เมื่อกันยายน 2566 การถามเรื่องคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของคนที่มีชื่อเป็นรัฐมนตรี ต้องถามทั้งหมด ถามให้ครอบคลุม ถามทุกอนุมาตรา ของมาตรา160 และมาตรา 98 จะเลือกถามเฉพาะบางอนุมาตราแบบที่ทำไม่ได้ นี้คือรู้ครั้งแรก ว่านายพิชิต มีปัญหาเรื่องคุณสมบัติ
นายสมชาย กล่าวอีกว่า รู้ครั้งที่สองคือ ในช่วงปรับครม.และมีชื่อนายพิชิต จะได้เป็นรมต. นายเศรษฐาให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนว่า ได้ตรวจสอบกับคณะกรรมการกฤษฎีกาก่อนนำชื่อนายพิชิตฯ ขึ้นทูลเกล้าฯในการปรับครม. แต่เมื่อมีการตรวจสอบพบว่า สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ไม่ได้มีการทำหนังสือไปถึงคณะกรรมการกฤษฎีกาเพื่อขอหารือก่อนนำชื่อนายพิชิตขึ้นทูลเกล้าฯ มีแค่การถามครั้งแรกเมื่อ 1 ก.ย. 2566 ในช่วงการตั้งรัฐบาลครั้งแรก จึงเท่ากับว่า นายกฯก็รู้ตัวดีว่า ไม่ได้ถามกฤษฏีกา แต่กลับบอกกับสื่อมวลชนว่าหารือไปยังกฤษฏีกาแล้ว
“ถือเป็นการไม่ซื่อสัตย์สุจริตในการตอบ ทำโดยไม่รับผิดชอบ ทำให้สังคมสับสน เกิดความเข้าใจว่า ตรวจสอบคุณสมบัตินายพิชิตอีกครั้งหนึ่งแล้ว ทั้งที่นายพิชิต เคยถูกคุมขังหกเดือนในคดีถุงขนม 2 ล้านบาท ซึ่งคดีนี้ คนที่อยู่ในวงการตุลาการ นักกฎหมายรู้ดีว่า ถือเป็นคำพิพากษา แต่ที่เรียกว่าคำสั่งศาลให้จำคุกเพราะตอนเริ่มต้น ความผิดมันเกิดขึ้นที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาฯ ที่ตอนเกิดเหตุคดีถุงขนม ยังเป็นศาลเดียว ไม่เหมือนปัจจุบัน ที่ให้อุทธรณ์ได้จึงเป็นสองศาล อีกทั้งศาลยุติธรรม ยังได้มีการดำเนินคดีอาญา กับกลุ่มผู้กระทำผิดในคดีถุงขนมสองล้านบาท ในข้อหา ติดสินบนเจ้าพนักงาน โดยนำรูปถ่ายเงิน -พยานบุคคลไปแจ้งความกับตำรวจ จนคดีไปถึงอัยการ แต่อัยการกลับสั่งไม่ฟ้อง ซึ่งพบว่าอัยการสูงสุด เวลานั้นคือหนึ่งในสามแคนดิเดตนายกฯคนปัจจุบันของพรรคเพื่อไทย” นายสมชาย ระบุ
นายสมชาย ระบุด้วยว่า ซึ่งนายเศรษฐา ก็สามารถสอบถามอดีตอัยการสูงสุดคนดังกล่าวเพื่อถามข้อมูลได้ นอกจากนี้ ที่สำคัญมาก คือสำนักงานศาลยุติธรรม ยังทำบันทึกถึงสภาทนายความหลังเกิดคดีถุงขนม เพื่อให้สภาทนายความเพิกถอนใบอนุญาตการว่าความ การเป็นทนายความของนายพิชิต เพราะทำผิดจริยธรรม-จรรยาบรรณอย่างร้ายแรง ที่สภาทนายความมีระเบียบไว้ว่า หากถูกเพิกถอนใบอนุญาตครบห้าปีแล้ว สามารถไปยื่นเรื่องขอใบอนุญาตใหม่ได้ แต่จากการตรวจสอบพบว่า ทีมทนายความถุงขนมที่มีด้วยกันสามคน ถึงตอนนี้ทั้งหมด ยังไม่ได้รับใบอนุญาตทนายความ ซึ่งส่วนใหญ่ คนที่ถูกถอนใบอนุญาตพอครบห้าปีไปขอใหม่ ก็ได้รับเกือบหมด ยกเว้นกรณีมีความผิดร้ายแรง
“กรณีถุงขนม ถือว่ามีความผิดร้ายแรง สภาทนายความ ถึงไม่มีการคืนใบอนุญาตว่าความ ให้กลุ่มทนายความคดีถุงขนม ซึ่งพบว่ากลุ่มดังกล่าวเคยไปยื่นคำร้องต่อศาลปกครอง จนคดีไปถึงศาลปกครองสูงสุด ซึ่งศาลปกครองสูงสุดมีคำตัดสินยืนว่าสิ่งที่สภาทนายความทำถูกต้องแล้ว ดังนั้นเท่ากับนายเศรษฐา รู้อยู่แล้วเป็นครั้งที่สอง โดยรู้และสามารถตรวจสอบได้ แต่ไม่ตรวจสอบก่อนนำชื่อขึ้นทูลเกล้าฯ นายกฯจะมาอ้างว่าไม่รู้กฎหมายไม่ได้เรียนนิติศาสตร์ ไม่ได้เรียนรัฐศาสตร์จะอ้างแบบนี้ไม่ได้ คนไทยทุกคนต้องรู้กฎหมาย และนายกฯมีคณะที่ปรึกษากฎหมายคือกฤษฎีกา แต่ตอนที่ทำหนังสือไปถึงกฤษฎีกา มีการเลือกถามความเห็น ถามไม่ครบ
นายสมชาย ระบุว่า สิ่งที่เกิดขึ้นตามคำร้อง นายเศรษฐา ถือเป็นตัวการหลัก ไม่ใช่ตัวประกอบ นายกฯคือตัวการในความไม่ซื่อสัตย์สุจริต ในการนำรายชื่อนายพิชิตขึ้นทูลเกล้าฯ ที่ต้องนำชื่อคนที่ไม่มีปัญหาข้อกฎหมาย ไม่มีลักษณะต้องห้าม การเป็นรัฐมนตรี แต่นายเศรษฐา ไม่ซื่อสัตย์สุจริตในการทำหน้าที่นายกรัฐมนตรี เพราะคดีนายพิชิต มีหลักฐานครบถ้วนหมด ปฏิเสธไม่ได้ นายกรัฐมนตรี ทำผิดมาตรฐานประมวลจริยธรรมอย่างร้ายแรงของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ถ้าพิจารณาตามข้อกฎหมายและข้อเท็จจริง นายเศรษฐา พ้นจากการเป็นนายกรัฐมนตรีแน่นอน เพราะข้อกฎหมายกับข้อเท็จจริง
“นายเศรษฐา ก็ยอมรับว่าทำจริง จะมาบอกว่าไม่รู้กฎหมายไม่ได้ ยิ่งเป็นนายกฯ ผู้บริหารสูงสุดของประเทศต้องรู้กฎหมาย ทำตามกฎหมาย หากเป็นชาวบ้านทั่วไปทำผิดคดีลหุโทษ แล้วอ้างว่าไม่รู้กฎหมาย ศาลยังอาจพอทุเลาคดีให้รอลงอาญาได้ แต่กรณีของนายกฯ เป็นความผิดร้ายแรง ไม่ซื่อสัตย์สุจริต จะมาอ้างไม่รู้ไม่ได้ เป็นความรับผิดชอบของนายกฯต้องพ้นจากตำแหน่ง แต่สุดท้าย ศาลรธน.จะวินิจฉัยอย่างไร ในฐานะตัวแทนกลุ่ม 40 สว. ก็มั่นใจนายกฯทำผิดร้ายแรง ไม่ต่างจากคดีอดีตผู้นำประเทศคนอื่นๆ ที่เคยถูกศาลรธน.สั่งให้พ้นจากตำแหน่งเช่นกรณีของยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่สมัยเป็นนายกฯย้ายเลขาธิการสมช.เพื่อเอาญาติมาเป็นผบ.ตร.เป็นการเอื้อให้กับเครือญาติ ศาลรธน.ก็ให้ยิ่งลักษณ์ พ้นจากการเป็นนายกฯ กรณีของนายเศรษฐา ก็น่าจะวินิจฉัยให้นายเศรษฐา พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ส่วนว่าหากนายเศรษฐา พ้นจากนายกฯแล้วใครจะมาเป็นนายกฯต่อ อย่าไปกังวล หากใครทำผิดกฎหมาย ไม่ว่ามีตำแหน่งอะไร ก็ต้องผิด ต้องรับผิดชอบ แล้วคนอื่นก็ขึ้นมาทำหน้าที่แทน”นายสมชาย ระบุ.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
'สนธิญา' ยื่นผู้ตรวจการฯ ส่งศาล รธน. ฟันพรรคกล้าธรรม ส่งผู้สมัครมีประวัติจำคุก
“สนธิญา” ร้องผู้ตรวจฯ ชี้ขาด “ธรรมนัส- กก.บห.กล้าธรรม” หลังส่งผู้สมัครขาดคุณสมบัติลงชิงเขต 8 นครศรีธรรมราช ลั่นไม่ได้เตะตัดขาสกัดร่วมรัฐบาล ชี้ต้องการให้เป็นบรรทัดฐานทุกพรรคเฟ้นหาผู้สมัคร
ศาล รธน. ตีตกคำร้อง 'เจ๋ง ดอกจิก' ปม 'พีระพันธุ์' ตั้งนั่งคณะทำงาน
ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเอกฉันท์ไม่รับคำร้อง “เจ๋ง ดอกจิก” ขอวินิจฉัย “พีระพันธุ์” ปมแต่งตั้งเป็นคณะทำงาน
ปชน. ตัดงบศาลรัฐธรรมนูญ 7.9 ล้าน ใช้ภาษีสร้างเครือข่ายระดับสูง ประชาชนได้อะไร
น.ส.พนิดา มงคลสวัสดิ์ สส.สมุทรปราการ พรรคประชาชน ขอตัดลดงบประมาณของศาลรัฐธรรมนูญ ในหลักสูตรอบรมหลักสูตร หลักนิติธรรมเพื่อประชาธิปไตย(นธป.) 7,915,000 บาท เพราะเป็นเงินภาษีประชาชนที่ถูกนำมาใช้สร้างเครือข่ายระดับผู้นำ
เอาแล้ว! ยื่นยุบพรรคประชาชนรับเงินไม่ชอบจาก 'ไอซ์ รักชนก'
'ทันกวินท์' บุก กกต. ยื่นยุบพรรคประชาชน หลังรับเงินไม่ชอบจาก 'ไอซ์ รักชนก' พร้อมจี้ ป.ป.ช. เช็กบิลเส้นทางเงินหลังพบพิรุธบริจาคพรรค 2 แสน แต่แจ้งมีหนี้ 2 ล้าน และแจ้งยอดบริจาค ป.ป.ช. แค่ 3.6 หมื่น
เตรียมหนาว! ศาล รธน.มติเอกฉันท์รับคำร้อง กกต. ฟันเด็กกล้าธรรม
ศาล รธน. มติเอกฉันท์รับคำร้อง กกต. ฟัน 'ก้องเกียรติ เกตุสมบัติ' ปมรู้อยู่แล้วแต่ปกปิดคดีลักทรัพย์ ยื่นศาลสั่งเพิกถอนสิทธิสมัคร สส. ขีดเส้นแจงแก้ข้อกล่าวหาใน 15 วัน
'นิพิฏฐ์' โพสต์ชวนศิษย์เก่า ปชป. รวมตัวสนทนารำลึกความหลัง
นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ อดีตส.ส.พัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ข้อความระบุว่า สิ่งที่หายไป

