'ธรรมนัส' เผยกำลังดูข้อกฎหมาย หาช่องออกจากพลังประชารัฐ แต่ยังคงเป็น สส.

5 ก.ย.2567 - ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า สส.พะเยา พรรคพลังประชารัฐ เปิดเผยว่า กลุ่มของตนได้ลาออกจากการเป็นกรรมการบริหารพรรคพลังประชารัฐ หลังจากที่ประกาศไม่ยุ่งเกี่ยวกับพรรค โดยลาออกทันทีในวันที่ 20 ส.ค. ทั้ง 6 คน ประกอบด้วย ร.อ.ธรรมนัส นายไผ่ ลิกค์ สส.กำแพงเพชร นายอรรถกร ศิริลัทยากร สส.ฉะเชิงเทรา นางบุญยิ่ง นิติกาญจนา สส.ราชบุรี นายบุญสิงห์ วรินทร์รักษ์ และนายสัมพันธ์ มะยูโซ๊ะ สส.นราธิวาส ซึ่งหนังสือลาออกของทั้ง 6 คน ได้เขียนเรียนนายทะเบียนพรรคการเมือง ลงวันที่ 20 ส.ค.67 และให้มีผลนับตั้งแต่วันที่ออกเอกสารฉบับนี้ ขณะที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ลงเลขรับเมื่อวันที่ 29 ส.ค.67

ผู้สื่อข่าวถามว่า ไม่ได้มีการแจ้งพรรคใช่หรือไม่ว่า จะไม่เข้าร่วมประชุมกรรมการบริหารพรรค ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า เราไม่ได้แจ้งเขา เราลาโดยตรงกับนายทะเบียนพรรคการเมือง นั่นคือ เลขาธิการ กกต.

ร.อ.ธรรมนัส เปิดเผยด้วยว่า ขณะนี้กำลังดูข้อกฎหมายว่า จะออกจากพรรคอย่างไร แบบถูกกฎหมาย แต่ยังคงสถานภาพ​เป็น สส.อยู่

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

'ธรรมนัส' ลุยสงขลาชี้ยังไม่คุยสูตรการเมือง 'เขียว-ส้ม-แดง'

นายธรรมนัส พรหมเผ่า หัวหน้าพรรคกล้าธรรม ลงพื้นที่จังหวัดสงขลา พร้อมด้วยนางปวีณา หงสกุล ซึ่งร่วมเดินทางมาด้วย เพื่อพบปะ นายเดชอิศม์ ขาวทอง และสมาชิกพรรค ณ ที่ทำการนายเดชอิศม์

'ธรรมนัส' ลงสงขลา ย้ำอีกรอบ ไม่มีดีลตั้งรัฐบาลส้ม แดง เขียว

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคกล้าธรรม ลงพื้นที่จังหวัดสงขลา พร้อมด้วยนางปวีณา หงสกุล ซึ่งร่วมเดินทางมาด้วย เพื่อพบปะนายเดชอิศม์ ขาวทอง และสมาชิกพรรค ณ ที่ทำการนายเดชอิศม์ โดยมีการประชุมหารือแนวทางการทำงานและขับเคลื่อนนโยบายในพื้นที่ ก่อนเดินทางต่อไปยังจังหวัดพัทลุง

'ธรรมนัส' แจงบินโมนาโก พาครอบครัวไปเที่ยว ไม่ได้นัดเจอทักษิณ ซัดไม่ใช่พวกอีแอบ

“ธรรมนัส” แจงบิน “โมนาโก” พาครอบครัวพักผ่อน ลั่นไม่ใช่พวกอีแอบ ไม่จำเป็นต้องบินไปพบ “ทักษิณ” ข้ามทวีป ชี้เช็กเส้นทางบินก็รู้ความจริง พร้อมติด #ไม่มีปฏิญญาMonaco

'ธรรมนัส' ปูดข่าว ผู้บริหารหลายกรมจะโดนย้าย เพราะไม่สนองนโยบายการเงินมากกว่าการงาน

นายธรรมนัส พรหมเผ่า สส.พะเยา และหัวหน้าพรรคกล้าธรรม โพสต์ภาพพร้อมข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า ได้ยินข่าวมาว่า!!! จะมีการย้ายผู้บริหารระดับสูงหลายๆกรมเพราะไม่สนองนโยบาย“การเงิน”มากกว่า”การงาน“