'มาลี ลำโพงเฟกนิวส์' ปลุกสมรภูมิข้อมูลเท็จ แปรข่าวลวงเป็นฝันร้ายกัมพูชา!

จากทุ่นสังหารสู่สมรภูมิข่าวสารที่ไม่มีรั้วลวดหนามกั้น เรื่องราวของ มาลี โสเจียตา โฆษกกระทรวงกลาโหมกัมพูชา ที่ถูกวางตัวเป็น “ลำโพงเฟกนิวส์” ปั้นวาระโจมตีไทย แต่การกระทำเหล่านี้กำลังส่งผลสะเทือนและย้อนคืนมาสั่นคลอนเครดิตของกัมพูชาบนเวทีโลกเสียงระเบิดจากทุ่นสังหารดังขึ้นอีกครั้งบนแนวชายแดนไทย-กัมพูชา แม้ข้อตกลงหยุดยิงจะถูกลงนามอย่างเป็นทางการ แต่พื้นดินยังคงพรากขาทหารไทยต่อหน้าสหายร่วมหน่วย สถานการณ์ย้ำชัดว่าการหยุดยิงบนโต๊ะเจรจา ไม่ได้แปลว่าชายแดนปลอดภัย

ตั้งแต่วันที่ 7 สิงหาคมเป็นต้นมา ทหารไทยในหลายพื้นที่ชายแดนตกเป็นเหยื่อทุ่นระเบิดชนิด PMN-2 ที่ฝ่ายไทยยืนยันว่า ถูกลักลอบนำมาวางใหม่จากฝั่งกัมพูชาอย่างต่อเนื่อง ทั้งบาดเจ็บสาหัสและสูญเสียขา หลักฐานเชิงกายภาพชัดเจน ไม่ใช่ซากระเบิดเก่าแต่อย่างใด

พลโทหญิง มาลี โสเจียตา โฆษกกระทรวงกลาโหมกัมพูชา ปฏิเสธเสียงแข็ง พร้อมยืนยันว่ากัมพูชาไม่มีการใช้ทุ่นระเบิดใหม่ และพื้นที่เกิดเหตุเป็นเขตอธิปไตยของกัมพูชา ขณะที่ฝ่ายไทยยืนหยัดด้วยหลักฐานและข้อเท็จจริง

แต่แทนที่จะยอมรับข้อเท็จจริง มาลีกลับตั้งสมรภูมิข้อมูลใหม่ บิดเบือนเรื่องจริง โจมตีฝ่ายไทยว่าขาดความโปร่งใส และปล่อยเฟกนิวส์บังคับให้ไทยต้องวิ่งไล่ตามแก้เกม

นี่คือ เฟกนิวส์เชิงรุก ที่สร้างวาระขึ้นมาเอง แล้วบังคับให้คู่กรณีต้องวิ่งไล่ตามเกมของเธอ

การปฏิเสธแบบปิดทุกประตูของมาลี คือจุดเริ่มของ “สมรภูมิข้อมูลเท็จ” เธอไม่ได้เพียงปฏิเสธ แต่ยังบิดทิศกระแสข่าวไปสู่ประเด็นที่กัมพูชาคุมได้ เช่น การกล่าวหาฝ่ายไทยว่า “ใส่ร้าย” เพื่อสร้างเงื่อนไขเผชิญหน้าใหม่ แม้หลักฐานภาคสนามจากฝ่ายไทยจะขัดแย้งกับคำพูดนั้น

หลายครั้งที่มาลีใช้เวทีสื่อเป็น ลำโพงขยายเสียง สำหรับปล่อยข้อความที่พิสูจน์ไม่ได้ทันที แต่กลับแพร่กระจายเร็วกว่า ขณะที่ข่าวจากฝั่งไทยต้องผ่านการตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อนเผยแพร่ ทำให้ไทยตกอยู่ในจังหวะ “ตามแก้” ขณะที่กัมพูชากำลังเดินเกมรุกเต็มที่

นี่คือรูปแบบคุ้นตาในสงครามข้อมูลยุคใหม่ การสร้างประเด็นที่บังคับให้คู่กรณีเสียเวลาชี้แจง คือการลดทอนความน่าเชื่อถืออย่างต่อเนื่อง เมื่อทำซ้ำเพียงไม่กี่วัน ก็สามารถเปลี่ยนการรับรู้ของสาธารณชนได้ แม้ข้อเท็จจริงในสนามรบจะไม่ขยับเลยก็ตาม

การตอบโต้ของมาลีในเหตุการณ์นี้ จึงไม่ใช่แค่การปกป้องภาพลักษณ์กัมพูชา แต่คือการตั้งแนวรบใหม่บนพื้นที่ที่มองไม่เห็น และขยายไปไกลเกินกว่าพรมแดนที่มีรั้วลวดหนามกั้น

ชีวิตส่วนตัวของมาลีผูกพันกับโครงสร้างอำนาจกัมพูชาอย่างแน่นแฟ้น เส้นทางของเธอไม่ได้เริ่มต้นจากห้องประชุมใหญ่ หากมาจากหมู่บ้านใน จังหวัดกำปงจาม ที่เติบโตมาในครอบครัวชาวนา ก่อนจะย้ายเข้าสู่เสียมเรียบเพื่อศึกษาต่อในวัยรุ่น

มาลี โสเจียตา เกิดเมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน  2526 เริ่มต้นชีวิตราชการในปี 2549 ที่กระทรวงกิจการสตรี จากนั้นก้าวขึ้นเป็นเจ้าหน้าที่สภาสตรีแห่งชาติ และมีบทบาทในองค์กรเยาวชนของพรรคประชาชนกัมพูชา (CPP)

จุดเปลี่ยนสำคัญคือการเข้าร่วมสหภาพสหพันธ์เยาวชนกัมพูชา ซึ่งเป็นปีกเยาวชนของพรรค CPP ที่เปิดพื้นที่ให้เธอได้เรียนรู้การทำงานการเมืองตั้งแต่ระดับรากหญ้า

ก้าวต่อมาคือการเป็นแกนนำพรรค CPP ประจำอังกอร์ธม ภายใต้การดูแลของ เตีย เซ็ยฮา ผู้ว่าราชการจังหวัดเสียมเรียบ บุตรชายของ เตีย บัญ ความผูกพันนี้ยิ่งแน่นแฟ้นขึ้นเมื่อมาลีแต่งงานกับ ก้อง ฟก อดีตปลัดกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งเปิดประตูให้เธอเข้าสู่เครือข่ายการทูตและการเมืองระดับสูง

ในปี 2556 มาลีได้รับตำแหน่ง ปลัดกระทรวงกลาโหม และในปี 2566 เธอได้รับพระราชทานยศ “พลโทหญิง” จากพระมหากษัตริย์กัมพูชา โดยมีการรับรองจาก เตีย บัญ ผู้บัญชาการทหารสูงสุดของประเทศ ผู้ครองตำแหน่งรัฐมนตรีกลาโหมยาวนานที่สุด และเป็น ขุนพลคู่ใจของฮุน เซน

ปี 2566 ยังเป็นจุดเปลี่ยนอีกครั้ง เมื่อ เตีย บัญ ส่งมอบตำแหน่งรัฐมนตรีกลาโหมให้บุตรชาย เตีย เซ็ยฮา เพื่อสืบทอดอำนาจในสายตระกูล มาลีถูกดึงจากงานพรรคเข้าสู่ตำแหน่งข้าราชการการเมือง ควบยศ “พลโท” และได้รับมอบหมายให้เป็น โฆษกกระทรวงกลาโหม พร้อมเก้าอี้รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี

ในมุมของสื่อกัมพูชา การแต่งตั้งนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่มันคือสัญญาณทางการเมืองว่า “มาลี” คือ “คนของตระกูลฮุน” อย่างเต็มตัว โดยเฉพาะเมื่อภาพการกราบ ลุงบัญ-ป้าเตือน ช่วงสงกรานต์ถูกเผยแพร่ จึงไม่เพียงสะท้อนความสัมพันธ์ส่วนตัว แต่ยังแสดงถึงความไว้วางใจที่ถูกสืบทอดจาก ผู้นำกองทัพรุ่นเก่า สู่เครือข่ายรุ่นใหม่ของตระกูลฮุน

เมื่อมาลีออกมาพูดในนามกลาโหม คำว่า “เฟกนิวส์” จึงไม่ใช่แค่ข้อโต้แย้งธรรมดา แต่เป็นเครื่องมือเชิงยุทธศาสตร์ที่สอดคล้องกับท่าทีและผลประโยชน์ของตระกูลฮุนโดยตรง

หลังหยุดยิงที่ชายแดนไทย–กัมพูชา บรรยากาศในพื้นที่เริ่มผ่อนคลาย แต่ เกมข้อมูล ยังเดินหน้าต่อ  ครั้งนี้ไม่ใช่แค่การตอบโต้ แต่เป็นการ จัดวางบทบาทของมาลีให้เป็นกลไกหลัก ในการคุมเรื่องเล่าของฝั่งพนมเปญ

เธอกลายเป็น จุดศูนย์กลาง ที่ทุกหน่วยงานด้านความมั่นคงและสื่อในเครือรัฐบาลต้องส่งสัญญาณผ่าน ตั้งแต่ข่าวสั้นในโทรทัศน์รัฐ ไปจนถึงโพสต์บนเพจท้องถิ่นที่เข้าถึงชุมชนชายแดน ทำให้ภาพลักษณ์และข้อมูลที่เผยแพร่ ถูกควบคุมในทิศทางเดียว อย่างแทบสมบูรณ์

ผลคือ ข้อความของมาลีไม่เพียงเดินทางสู่ประชาชนกัมพูชา แต่ยัง ข้ามพรมแดนเข้าสู่สื่อไทย บ่อยครั้งจนกลายเป็นประเด็นให้รัฐบาลไทยต้องตอบคำถามต่อสาธารณะ ซึ่งนั่นยิ่งตอกย้ำสถานะของเธอในฐานะ กระบอกเสียงหลักของเครือข่ายอำนาจในกัมพูชา

และแม้เสียงปืนจะหยุดลง แต่ เครือข่ายการสื่อสาร ที่เธอควบคุมยังคงทำงานต่อเนื่อง สะสมทุนทางการเมืองทั้งให้ตัวเธอเองและต่อสายสัมพันธ์กับตระกูลฮุน อิทธิพลที่อาจใช้ต่อรองได้ในทุกสมรภูมิ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความมั่นคงหรือการเมืองภายใน

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่กำลังเขย่าฐานของสมรภูมิข้อมูล ไม่ใช่เสียงอาวุธ แต่คือ “หลักฐานดิจิทัล” ที่สามารถพิสูจน์ได้ภายในไม่กี่ชั่วโมง ภาพถ่ายพร้อมพิกัด เวลาเกิดเหตุ และลำดับเหตุการณ์ที่ตรวจสอบข้ามแหล่งได้อย่างแม่นยำ

เรื่องเล่าที่กัมพูชาเผยแพร่ผ่านโฆษกกระทรวงกลาโหม จึงต้องเจอกับคู่แข่งใหม่ คือ ความจริงที่ยืนยันได้จากหลายทิศทาง ทั้งหลักฐานจากภาคสนาม ไม่ว่าจะเริ่มจากหมู่บ้านชายแดน หรือคลิปสั้นบนโซเชียล มันถูกนำไปเทียบกับข้อมูลจากผู้สังเกตการณ์และสื่อภายนอก จนยากที่จะบิดเบือน

ทุกครั้งที่มีเหตุทุ่นระเบิด “ลำโพงเฟกนิวส์” จะรีบปักป้ายโทษฝ่ายไทยด้วยข้อหา “บุกรุก-ประมาท” แต่ในภาคสนาม ข้อมูลจากหลายมุมกล้องและบันทึกเวลาที่เชื่อมกัน กลับชี้ชัดว่าอะไรคือข้อเท็จจริง และอะไรคือการสร้างเรื่อง

ผลที่ตามมา คือ พรมแดนของข่าวไม่ได้หยุดอยู่ในกัมพูชาอีกต่อไป สิ่งที่เคยใช้ปลุกกระแสในประเทศ กลับกำลังถูกสะท้อนกลับอย่างรวดเร็วเมื่อเผยแพร่สู่สายตาต่างชาติ ยิ่งเมื่อกัมพูชามีพันธกรณีห้ามใช้ทุ่นสังหารบุคคลอยู่แล้ว คำถามจึงไม่ได้อยู่ที่ “ใครเสียงดัง” แต่คือ “ใครยืนอยู่บนมาตรฐานที่ตกลงกัน”

นี่คือจังหวะที่สถานการณ์เริ่มพลิกจากเกมโต้เถียงในสื่อ ไปสู่สมรภูมิที่โลกภายนอกจับตาด้วยเอกสารและหลักฐาน ยิ่งปล่อยให้ข่าวลวงหมุนวนซ้ำมากเท่าไร เสียงของกัมพูชาก็ยิ่งเบาลงในเวทีสากล และนั่นคือจุดที่น้ำหนักของข้อเท็จจริงจะชี้ขาดทุกอย่าง

บนเวทีภูมิภาคและระดับโลก เกมวัดกันด้วยสามเงื่อนไข ข้อมูลต้องสอดคล้องกัน, พฤติกรรมต้องต่อเนื่อง, และ ต้องเคารพพันธกรณีที่ลงนามไว้ ใครหลุดข้อใดข้อหนึ่งยังพอแก้ตัวได้ แต่ถ้าพลาดครบ ความน่าเชื่อถือก็ร่วงทันที

สำหรับกัมพูชา การใช้ข่าวบิดเบือนอาจสร้างผลทางการเมืองระยะสั้นภายในประเทศ แต่เมื่อข้ามพรมแดน มันกลับกลายเป็น หลักฐานด้านลบ ที่ถูกบันทึกและหยิบมาพิจารณาซ้ำ ยิ่งปิดกั้นการตรวจสอบ ยิ่งตอกย้ำภาพว่ากัมพูชาเดินสวนทางกับมาตรฐานที่เคยให้คำมั่นต่อประชาคมโลก

ผลกระทบจึงลุกลามไปถึงความร่วมมืออื่นๆ ตั้งแต่ การเก็บกู้ทุ่นระเบิด โครงการพัฒนาชายแดน ไปจนถึง ช่องทางเศรษฐกิจที่ต้องพึ่งพาความเชื่อมั่นจากคู่ค้า และเมื่อนานาชาติมองเห็น “พฤติกรรมบิดเบือน” ซ้ำแล้วซ้ำเล่า การเจรจาและโครงการต่างๆ ก็จะชะลอหรือหยุดชะงัก

ทุกข่าวลวงที่ปล่อยออกไป ไม่ได้เพียงพุ่งเป้าโจมตีไทย แต่ยังย้อนกลับมาลดเครดิตของกัมพูชาในทุกเวที ไม่ว่าจะเป็นการประชุม รายงาน หรือการจดจำของผู้มีสิทธิ์ตัดสินใจในระดับสูง จนค่อยๆสะสมเป็น ภาพจำ ว่ากัมพูชากำลังเดินห่างออกไปจากมาตรฐานที่เคยยืนยันว่าจะปฏิบัติตาม

ในสมรภูมิข่าวสารยุคนี้ การสูญเสียที่ร้ายแรงที่สุดไม่ใช่การเสียพื้นที่ แต่คือ การเสียความน่าเชื่อถือ และเมื่อความน่าเชื่อถือหายไป เรื่องเล่า ก็จะถูกเขียนขึ้นใหม่โดยคนอื่น ซึ่งนั่นคือ ฝันร้ายของกัมพูชาที่กำลังก่อตัว.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

'สีหศักดิ์' นั่งหัวหน้าคณะเจรจา UNCLOS ตั้ง 2 อดีตประธานศาลทะเลสากล ชาวแอฟริกาใต้-เยอรมันร่วมทีม

นายสีหศักดิ์​ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีแล้วรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบให้ตนเป็นหัวหน้าคณะเจรจาฝ่ายไทย และนายทรงชัย ชัยปฏิยุทธ​ เอกอัครราชทูต​ ณ​ กรุงคูเวต รองหัวหน้า เข้าร่วมคณะกรรมาธิการประนอมภาคบังคับ ตามอนุสัญญา สหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทางทะเล (UNCLOS)

รมช.ดีอี ลุยสร้างเครือข่ายต้าน “เฟกนิวส์” ภาคอีสาน ยกระดับสร้างภูมิคุ้มกัน รู้เท่าทันภัย “สแกมเมอร์”

วันที่ 12 มิถุนายน 2569 นางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานเปิดงาน การจัดฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อสร้างการรับรู้ให้รู้เท่าทันและรับมือกับข่าวปลอม ครั้งที่ 2 ภายใต้โครงการศูนย์ประสานงานและแก้ไขปัญหาข่าวปลอม (Anti Fake News Center: AFNC) จังหวัดอุบลราชธานี

นายกฯ สยบข่าวกัมพูชาขนรถถังประชิดชายแดน ยันไม่มีรายงานในที่ประชุม สมช.

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เป็นประธานการประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ครั้งที่ 4/2569 โดยมี นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรมว.ต่างประเทศ พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม นายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการ สมช. และผู้บัญชาการเหล่าทัพ เข้าร่วมประชุม

กอ.รมน. เตือน! หยุดแชร์ภาพ AI ปลอม 'ในหลวง–พระราชินี'

กอ.รมน. เตือนหยุดแชร์ภาพ AI ปลอม 'ในหลวง–พระราชินี' และพระบรมวงศานุวงศ์ วอนปชช.ใช้วิจารณญาณ ตรวจสอบแหล่งที่มาทุกครั้ง ป้องเฟกนิวส์ไม่ให้สังคมสับสน

UNCLOS ประนอมภาคบังคับ จากติมอร์-เลสเต กับออสเตรเลีย สู่แนวรบ ไทย-กัมพูชา

จากสถานการณ์ไทย-กัมพูชา หลังจากที่รัฐบาลไทยแสดงท่าทีเข้าสู่กระบวนการประนอมภาคบังคับภายใต้กติกา UNCLOS ขณะเดียวกันหลังจากมีข่าวว่า จีนเตรียมส่งมอบรถถัง T-59D

อดีตบิ๊กข่าวกรอง ชี้ไทยต้องพึ่งตัวเอง อย่าหวังชาติมหาอำนาจมาเป็นมิตร นอกจากมีผลประโยชน์

นายนันทิวัฒน์ สามารถ อดีตเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และอดีตรองผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ โพสต์เฟซบุ๊ก ว่า พึ่งตัวเอง ช่วงนี้​ เกิดดราม่า​ ไทยจีนพี่น้องกัน​