ละเอียดยิบ! เปิดขั้นตอนราชทัณฑ์ คุมขัง 'ทักษิณ' เข้าเรือนจำ 1 ปี

ผ่าขั้นตอนราชทัณฑ์คุมขัง “ทักษิณ” หลังศาลฎีกาฯ สั่งบังคับโทษจำคุก 1 ปี ฝากเงินเข้าบัญชีไม่เกิน 15,000 บาท - ระบุรายชื่อญาติ 10 คนสำหรับเยี่ยม

9 กันยายน 2568 - ตามที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง สั่งบังคับโทษทักษิณ 1 ปี นับตั้งแต่วันนี้ โดยให้เหตุผลว่าการรักษาตัวและการส่งตัวไม่ถูกต้องตามระเบียบราชทัณฑ์ จากนั้นเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ได้คุมตัวขึ้นรถตู้เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร เพื่อเข้าสู่กระบวนการรับโทษตามคำพิพากษาศาล ตามที่ได้มีการรายงานข่าวไปแล้วนั้น

ที่ เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร ถนนงามวงศ์วาน แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กทม. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 11.50 น. ที่ผ่านมา ขบวนรถตู้เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร สีขาว จำนวน 3 คัน ได้ขับเข้ามาถึงบริเวณเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ โดยรถตู้คันที่มีนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ถูกควบคุมตัวนั่งมาด้วยนั้น คือ รถตู้ทะเบียน 1 นง 7412 กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นคันหน้าสุดของขบวน นอกจากนี้ ยังมีรถตู้ ยี่ห้อ Mercedes-Benz สีเทา จำนวน 2 คัน ปิดหัวและท้ายขบนรถตู้เข้าไปในเรือนจำฯ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตามขั้นตอนแล้วหลังจากศาลอ่านคำสั่ง เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ต้องควบคุมตัวนายทักษิณมาที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร เพื่อเข้าสู่กระบวนการรับโทษตามคำพิพากษา และเข้าสู่ขั้นตอนการจำแนกแยกลักษณะผู้ต้องขัง ซึ่งนายทักษิณ ถือเป็นผู้ต้องขังสูงอายุ 76 ปี โดยจากการตรวจสอบข้อมูลกรมราชทัณฑ์ เกี่ยวกับมาตรฐานการปฏิบัติงานด้านการควบคุมผู้ต้องขัง (Standard Operating Procedures for Custodial Measures)

ในส่วนการปฏิบัติ-การจัดสวัสดิการต่อผู้ต้องขังสูงอายุ ซึ่งบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย. 2564 พบเนื้อหาสาระสำคัญและจำแนกการดูแลผู้ต้องขังสูงอายุที่อยู่ในการควบคุมของกรมราชทัณฑ์น่าสนใจ อาทิ นิยามผู้ต้องขังสูงอายุ หมายถึง ผู้ต้องขังที่มีอายุ 60 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป โดยขั้นตอนรับตัวกลุ่มผู้ต้องขังสูงอายุ ราชทัณฑ์จะดำเนินการเช่นเดียวกับผู้ต้องขังทั่วไป เริ่มจากจัดทำประวัติ รายละเอียดเกี่ยวกับคดี กําหนดโทษ ประวัติการต้องโทษ ประวัติการรักษาพยาบาล ภูมิลําเนา จํานวนบุตร ตลอดจนความสัมพันธ์ในครอบครัวญาติที่สามารถติดต่อได้ โดยเก็บไว้ในระบบข้อมูลผู้ต้องขัง เพื่อนำไปประกอบการวางแผนปฏิบัติอย่างถูกต้องเหมาะสม

อย่างไรก็ตาม ตามกระบวนการ ระเบียบกรมราชทัณฑ์ว่าด้วยการตรวจร่างกายผู้ต้องขังเข้าใหม่และผู้ต้องขังเข้า-ออกเรือนจำ พ.ศ. 2561 ระบุว่า เมื่อเรือนจำได้รับตัวผู้ต้องขังเข้าใหม่แล้วให้เจ้าพนักงานเรือนจำที่รับตัวให้ตรวจสอบความถูกต้องว่าเป็นบุคคลตามชื่อที่ปรากฏในหมายอาญา หรือเอกสารอันเป็นคำสั่งของเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจตามกฏหมายหรือไม่ ประกอบด้วย การตรวจสอบชื่อนามสกุลและเลขประจำตัวประชาชนของผู้ต้องขังตามที่ปรากฏในบัตรประจำตัวประชาชน และพิมพ์ลายพิมพ์นิ้วมือผู้ต้องขัง และเทียบความถูกต้องกับลายพิมพ์นิ้วมือที่ส่งมา

จากนั้นเมื่อเจ้าพนักงานเรือนจำได้ตรวจสอบจนแน่ใจแล้วว่าผู้ต้องขังที่รับตัวมาเป็นบุคคลเดียวกับบุคคลตามหมายอาญา หรือเอกสารคำสั่งของเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจ ให้ดำเนินการ “จัดทำทะเบียนประวัติผู้ต้องขังเข้าใหม่” ในวันที่รับตัว

โดยมีรายละเอียดอย่างน้อยดังนี้ ชื่อ-นามสกุล ผู้ต้องขัง เลขประจำตัวประชาชน หรือเอกสารแสดงตนของผู้ต้องขังเท่าที่ทราบ ข้อหาหรือฐานความผิดที่ผู้นั้นได้กระทำ พิมพ์ลายนิ้วมือหรือสิ่งแสดงลักษณะเฉพาะของบุคคล และตำหนิรูปพรรณ สภาพร่างกายและจิตใจ ความรู้ ความสามารถ

เมื่อจัดทำทะเบียนประวัติผู้ต้องขังเข้าใหม่เสร็จสิ้นแล้วจะเข้าสู่ขั้นตอน “การตรวจค้นตัวและสัมภาระ” ซึ่งสิ่งของที่ผู้ต้องขังติดตัวมา ทางราชทัณฑ์จะแยกเป็นสิ่งของต้องห้าม สิ่งของอนุญาต สิ่งของไม่อนุญาต และเงินสด แล้วให้ดำเนินการ ดังนี้

1.กรณีสิ่งของต้องห้าม ถ้าไม่ใช่ของที่มีไว้นอกเรือนจำแล้วเป็นความผิดอาญา ให้จัดการแบบเดียวกับสิ่งของไม่อนุญาต แต่ถ้าเป็นของที่มีไว้นอกเรือนจำแล้วเป็นความผิดตามกฎหมายให้ยึดไว้เป็นของกลางแล้วแจ้งความดำเนินคดีต่อพนักงานสอบสวนในวันรุ่งขึ้น

2.กรณีสิ่งของที่อนุญาต ให้ผู้ต้องขังเก็บไว้ในล็อกเกอร์ส่วนตัวเท่านั้น ห้ามนำขึ้นไปเก็บ ไว้บนเรือนนอน

3.กรณีสิ่งของที่ไม่อนุญาต ให้แยกเก็บไว้แล้วดำเนินการคืนญาติจำหน่าย หรือทำลาย ตามที่กำหนดไว้ในกฎหรือระเบียบที่เกี่ยวข้อง

4.กรณีเงินสด ให้รับฝากไว้ตามระเบียบที่เกี่ยวข้อง ในกรณีที่เรือนจำไม่ได้ใช้ระบบรับฝากเงินอิเล็กทรอนิกส์แล้วเงินสดมีเกินจำนวนที่กำหนดไว้ในระเบียบ ให้รับฝากไว้ก่อนแล้วติดต่อคืนจำนวนที่เกินกำหนดให้กับบุคคลที่ผู้ต้องขังแจ้งไว้ ถ้าไม่สามารถหาผู้ที่จะคืนเงินจำนวนที่เกินดังกล่าวได้เลย ให้อนุโลมรับฝากไว้แต่ไม่ให้รับฝากเพิ่มจากบุคคลภายนอกอีก

อย่างไรก็ตาม เสื้อผ้า สิ่งของมีค่า เครื่องประดับ นาฬิกา สร้อยแหวน พระเครื่อง เป็นต้น ปกติแล้วไม่ว่าผู้ต้องขังจะนำสัมภาระใดเข้ามา เจ้าหน้าที่เรือนจำก็จะไม่อนุญาตให้นำผ่านเข้าไปภายในเรือนจำ ส่วนเสื้อผ้าเจ้าหน้าที่จะเก็บไว้เพื่อให้ญาติติดต่อขอรับกลับไป หรือผู้ต้องขังประสงค์ให้เจ้าหน้าที่เก็บไว้ให้ก่อนได้ (ในกรณีที่ผู้ต้องขังแจ้งว่าได้มีการยื่นขอประกันตัวต่อศาล อยู่ระหว่างรอฟังคำสั่งของศาล) แต่ระยะเวลาต้องไม่เกินระหว่าง 7-15 วัน

ขณะที่สิ่งของมีค่า เจ้าหน้าที่จะรับฝากไว้ให้เช่นกัน และจะมีการจดบันทึกรายการว่ามีสิ่งของอะไรบ้าง ผู้ต้องขังฝากไว้เมื่อวันที่เท่าไร เมื่อพ้นโทษก็ติดต่อขอรับกลับ หรือจะให้ญาติติดต่อขอรับแทนก็ได้

เมื่อเสร็จสิ้นขั้นตอนการตรวจค้นตัวและสัมภาระ ถัดไปจะเข้าสู่ขั้นตอน “การคัดกรองโรค” โดยเจ้าหน้าที่พยาบาลหรือผู้ที่ผ่านการอบรมด้านงานพยาบาลของเรือนจำดำเนินการตรวจสุขภาพเบื้องต้นแก่ผู้ต้องขังและหากผู้ต้องขังมีโรคประจำตัว ยารักษาโรค (เพื่อเจ้าหน้าที่เก็บยาไว้ให้และจะสอบถามถึงการกินยาว่าแพทย์สั่งให้กินยาอย่างไร) หรือหากมีใบรับรองแพทย์ก็ให้ยื่นแสดงกับเจ้าหน้าที่

อีกทั้งจะมีการบันทึกรายงานเกี่ยวกับบาดแผลหรืออาการเจ็บป่วยของผู้ต้องขังก่อนเข้าเรือนจำฯ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญ เพื่อใช้ยืนยันว่าผู้ต้องขังได้มีลักษณะบาดแผลหรืออาการเจ็บป่วยมาก่อนที่จะเข้าไปในเรือนจำไม่ได้เกิดจากการถูกทำร้ายหลังก้าวเข้าเรือนจำแต่อย่างใด และผู้ต้องขังจะต้องเซ็นชื่อกำกับการบันทึกดังกล่าวด้วยตัวเอง เพื่อตรวจสอบว่าข้อความดังกล่าวเป็นข้อเท็จจริงหรือไม่

ส่วนกระบวนการตรวจคัดกรองโรคโควิด-19 ก่อนจำแนกแยกแดนนั้น เจ้าหน้าที่จะให้มีการกักโรคระยะเวลา 5 วัน ที่ห้องกักโรค แดนแรกรับ เพื่อป้องกันไม่ให้เชื้อโรคแพร่กระจาย ดังนั้น เมื่อครบกำหนดกับโรคโควิดแล้วไม่พบว่ามีเชื้อโควิด ก็จะเข้าสู่ขั้นตอนการประชุมของคณะจำแนกแยกแดนผู้ต้องขังเด็ดขาด เพื่อพิจารณาว่าจะให้ไปคุมขังยังแดนใด โดยมีข้อระมัดระวังว่าการจำแนกผู้ต้องขังไปคุมขังยังแดนใดจะต้องไม่เป็นการคุมขังร่วมกับคู่กรณีหรือคู่ความที่เคยมีปัญหากันมาก่อน เพื่อป้องกันเหตุการณ์ทะเลาะวิวาท กลั่นแกล้ง หรือการทำร้ายร่างกายกัน ซึ่งถือเป็นการระมัดระวังความปลอดภัยในการดูแลผู้ต้องขังระหว่างที่อยู่ในเรือนจำ

ส่วนถ้าหากระหว่างการกักโรค พบว่าผู้ต้องขังมีปัญหาเรื่องสุขภาพร่างกายที่เป็นข้อกังวล หรือโรคประจำตัวกำเริบ จำเป็นต้องใช้เครื่องมืออุปกรณ์ทางการแพทย์ เจ้าหน้าที่เรือนจำและแพทย์ประจำเรือนจำ จะมีการพิจารณาเพื่อส่งตัวผู้ต้องขังออกไปรับการรักษาที่ทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์ ซึ่งจะมีห้องกักโรคโควิดอยู่แล้วเช่นเดียวกัน แต่หากอาการเจ็บป่วยได้รับการรักษาทุเลาดีขึ้น ก็จะต้องนำตัวผู้ต้องขังกลับมาคุมขังยังเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานครดังเดิม

เมื่อดำเนินการตรวจค้นตัว คัดกรองโรค และจัดการทรัพย์สินที่ติดตัวของผู้ต้องขังเสร็จแล้ว ให้เจ้าพนักงานเรือนจำแจ้งให้ผู้ต้องขังทราบข้อบังคับของเรือนจำระเบียบเกี่ยวกับการปฏิบัติตัวของผู้ต้องขัง สิทธิ หน้าที่และประโยชน์ของผู้ต้องขัง รวมทั้งเรื่องอื่นที่จําเป็น เมื่อเจ้าพนักงานเรือนจำได้ดำเนินการในเรื่องต่างๆที่กำหนดไว้ข้างต้นครบถ้วนแล้ว เจ้าหน้าที่จะดูด้วยว่าผู้ต้องขังรายดังกล่าวเป็นผู้กระทำความผิดจากคดีประเภทใด เพื่อเข้าสู่ขั้นตอนจำแนกลักษณะผู้ต้องขัง เช่น เป็นผู้ต้องขังจากคดีอุกฉกรรจ์ร้ายแรง คดียาเสพติด หรือคดีที่กระทำความผิดซ้ำในความผิดเกี่ยวกับเพศหรือที่ใช้ความรุนแรงหรือไม่ หรือคดีทุจริต ฯลฯ เพื่อวางมาตรการ หรือทาง ผบ.เรือนจำฯ อาจจะมีการสั่งการให้เจ้าหน้าที่ผู้คุมเฝ้าจับตากวดขันเข้มงวดเป็นพิเศษ และยังเป็นการป้องกันการคิดสั้นของผู้ต้องขังได้ด้วย

รวมถึงจะมีการจัดลำดับชั้นนักโทษ โดยจะต้องเป็นกรณีที่เป็นนักโทษคดีเด็ดขาด คือ ศาลมีคำสั่งพิพากษาเรื่องโทษจำคุกเรียบร้อย ไม่ว่าจะเด็ดขาดชั้นต้น เด็ดขาดชั้นอุทธรณ์ หรือเด็ดขาดชั้นฎีกา ซึ่งกรณีที่ผู้ต้องขังรายใดไม่เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน หรือ เรียกว่าเป็นการต้องโทษครั้งแรก เมื่อเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์พิจารณาองค์ประกอบต่าง ๆ แล้ว ผู้ต้องขังจะได้รับการจัดลำดับชั้นนักโทษเป็นนักโทษเด็ดขาดชั้นกลาง ทั้งนี้ สำหรับกระบวนการแรกรับผู้ต้องขังใหม่ เจ้าพนักงานเรือนจำจะมีการใช้เวลาทั้งสิ้นประมาณ 1 ชม. ต่อผู้ต้องขังหนึ่งราย

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ระหว่างกระบวนการกักโรคโควิด-19 ระยะเวลา 5 วัน ผู้ต้องขังจะสามารถเยี่ยมได้เพียงทนายความ แต่เมื่อครบระยะเวลากักโรคเรียบร้อยแล้ว จึงจะสามารถเยี่ยมญาติได้ โดยจะต้องเป็นญาติที่ถูกระบุอยู่ในบัญชีรายชื่อการเยี่ยมญาติ 10 รายชื่อ ซึ่งรายชื่อดังกล่าวนี้สามารถเปลี่ยนแปลงได้ภายหลังครบ 30 วัน ส่วนเรื่องการฝากเงินเข้าบัญชีเงินฝากผู้ต้องขัง เพื่อใช้เป็นค่าใช้จ่ายซื้อของอุปโภคบริโภคระหว่างอยู่ในเรือนจำนั้น มีจำนวนเงินสูงสุดที่สามารถฝากเงินได้ไม่เกิน 15,000 บาท ส่วนมีความคืบหน้าจากกรมราชทัณฑ์อย่างไร จะมีการรายงานให้ทราบต่อไป.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

คปท. บุก ก.ยุติธรรม ค้านพักโทษ 'ทักษิณ' ชี้พฤติการณ์ทำผิดชัดต้องถูกลดชั้นผู้ต้องขัง

คปท. บุกกระทรวงยุติธรรม ค้านพักโทษ "ทักษิณ" หลังจ่อคุมขังครบ 8 เดือน ในช่วง พ.ค.นี้ ฉะ รมว.ยธ. อย่าหลับตาข้างเดียวเรื่องเกณฑ์พักโทษ แนะ คณะกรรมการพิจารณาพักโทษ 3 ชั้น นำพฤติกรรมย้อนหลัง ตั้งแต่กรณีไปนอนชั้น 14 รพ.ตำรวจ จนศาลฎีกาฯ สั่งบังคับโทษ 1 ปี มาพิจารณาด้วย แย้ม ”ทักษิณ“ กระทำความผิดระหว่างคุมขัง ควรถูกปรับลดชั้นเป็นชั้นต้องปรับปรุง ไม่ใช่ชั้นกลาง ติง ”เขยทักษิณ“ ปล่อยข่าวพักโทษก่อนเลือกตั้งใหญ่ 69 ใช้เรียกคะแนนสงสาร หวังผลการเมืองให้เพื่อไทย

'คปท.' ข้องใจ 'ราชทัณฑ์' หลับตาข้างหนึ่ง จัดชั้นนักโทษให้ 'ทักษิณ' เลื่อนชั้น ได้รับสิทธิ์พักโทษ

นายพิชิต ไชยมงคล แกนนำเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) โพสต์เฟซบุ๊ก ว่า ยุติธรรมหลับตาข้างหนึ่ง

ใครกันแน่ที่เปลี่ยนไป! ทำไมเลือกตั้งครั้งนี้ ต้องยืนอยู่คนละข้าง

นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ และอดีต สส.พัทลุง โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า ผมเปลี่ยนไป หรือ ใครเปลี่ยนไป

'ทักษิณ' เข้าเกณฑ์ได้พักโทษ พ.ค.69 'ปอ ปิฎก' ตัวแทนครอบครัวเข้าเยี่ยม

นายปิฎก สุขสวัสดิ์ หรือ ปอ สามี น.ส.แพทองธาร ชินวัตร บุตรเขยของนายทักษิณ ชินวัตร ทำหน้าที่เป็นตัวแทนครอบครัวเข้าเยี่ยมนายทักษิณ

'อิ๊งค์' เยี่ยม 'ทักษิณ' ติดคุกครบ 4 เดือน ฝากเพื่อไทยสามัคคีกัน

น.ส.แพทองธาร ชินวัตร หรือ อิ๊งค์ พร้อมด้วย นายปิฎก สุขสวัสดิ์ หรือ ปอ สามี เป็นตัวแทนครอบครัว รวมถึง นายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความส่วนตัว ทั้งหมดมีสีหน้ายิ้มแย้ม และยกมือไหว้สื่อมวลชนรวมถึงมวลชนคนเสื้อแดงที่มาปักหลักรออยู่ด้านหน้าเรือนจำ โดยการเยี่ยมอาจใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง

ใครกันที่เปลี่ยนไป! เมื่อก่อนคนใต้ไม่ชอบ 'พท.-ธรรมนัส'

นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ อดีต สส.พัทลุง โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า ตามจริง เมื่อก่อนคนปักษ์ใต้ ไม่ชอบพรรคเพื่อไทยเลย