การเมืองไทย รัฐธรรมนูญคืออาหารหลัก ประชาชนคือของหวาน

บนโต๊ะการเมือง เชฟใหญ่ผลัดกันเสิร์ฟ “รัฐธรรมนูญ” เหมือนเมนูคอขาดบาดตาย ขณะที่ “ประชาชน” ถูกเก็บไว้ปลายมื้อเป็นของหวานที่ไม่แน่ว่าจะเสิร์ฟหรือแค่ตั้งโชว์ พรรคหนึ่งประกาศรื้อทั้งครัว อีกพรรคยกเมนูประนีประนอม อีกรัฐบาลรีบจัดจานตามสัญญา แข่งกันวุ่นวายกับสูตรกติกา ส่วนคนกินจริงๆเหมือนจ่ายบุฟเฟต์ราคาเต็ม แต่ได้แต่นั่งดูครัวโชว์จนอยากลุกขึ้น “คว่ำโต๊ะ” ให้มันจบๆไปการเมืองไทยไม่ต่างจากงานเลี้ยงใหญ่ที่เชฟใหญ่เอาแต่เถียงกันเรื่อง สูตรอาหาร ข้างบนโต๊ะถกกันไม่จบว่าจะปรุง รัฐธรรมนูญ รสไหน จัดจานอย่างไร เสิร์ฟด้วยวิธีไหน ทั้งที่ จานข้าวง่ายๆ ของคนทั่วไปยังไม่ถูกยกออกมา

ในวัฒนธรรมการกิน อาหารหวาน มักถูกเสิร์ฟทีหลัง เป็นเพียงของปิดท้ายมื้อ เพิ่มรสชุ่มคอแต่ไม่ทำให้ท้องอิ่มจริงๆ

การเมืองไทยเวลานี้ก็เช่นกัน รัฐธรรมนูญ ถูกเชิดขึ้นเป็น อาหารหลัก นักการเมืองทำท่าเหมือนนี่คือเมนูที่ขาดไม่ได้ หากไม่ปรุงใหม่ประเทศจะอดตาย แต่พอถึงคราวพูดถึง ปากท้อง เรื่องนั้นกลับถูกเลื่อนไปทีหลังเหมือน ของหวาน ที่มีไว้ประดับโต๊ะมากกว่าหล่อเลี้ยงชีวิตจริง

โต๊ะการเมือง เต็มไปด้วยเมนูศัพท์หรูหรา “ประชามติ” “สภาร่างรัฐธรรมนูญ” “หลักนิติธรรม” ยาวเหยียดเหมือนเมนูฝรั่งเศสที่คนส่วนใหญ่ไม่เข้าใจ ขณะที่นอกสภา คนยังต่อคิวกิน ข้าวแกง 40 บาท กินเสร็จก็ยังไม่อิ่ม ต้องยอมทั้งที่กระเป๋าเบาลงทุกวัน

นี่คือความย้อนแย้งที่น่าขันขื่น ฝั่ง นักการเมือง ยังแข่งกันชิมกติกาเหมือนเมนูหรูที่จัดจานสวยงาม แต่ฝั่งผู้คนทั่วไปยังคงนั่งรอ อาหารจริง ที่ไม่เคยมาถึงสักที

หลังคำวินิจฉัยของ ศาลรัฐธรรมนูญ 10 กันยายน 2568 ที่กำหนดว่าหากจะร่างใหม่ ต้องทำ ประชามติ 2–3 ครั้ง และประชาชนไม่มีสิทธิเลือก ส.ส.ร. โดยตรง ครัวการเมืองก็พลันคึกคักราวกับเชฟรีบเข้าครัว

พรรคภูมิใจไทย รีบยก “เมนูตามสัญญา” เสิร์ฟทันที ตั้งคณะกรรมการศึกษาแก้รัฐธรรมนูญ เพื่อแสดงว่าไม่ผิดเงื่อนไข 5 ข้อ ที่เคยทำไว้กับ พรรคประชาชน ทั้งที่รัฐบาลใหม่ยังไม่ทันเข้าถวายสัตย์และยังไม่ได้แถลงนโยบาย แต่ต้องรีบโชว์ว่า “ทำตามสูตร”

ด้าน พรรคประชาชน ไม่ได้แต่งเติมเล็กน้อย แต่ประกาศว่าจะ “รื้อโต๊ะ ปรุงใหม่ทั้งฉบับ” โดยยืนยันว่า สภาร่างรัฐธรรมนูญ ต้องมาจากการ เลือกตั้ง 100% ไม่ใช่แค่โรยเกลือพริกเพิ่มรส แต่คือการเปลี่ยนครัวทั้งชุด ตั้งแต่หมวดแรกจนหมวดสุดท้าย เจตนาชัดว่าต้องครอบคลุมทุกหมวดทุกมาตรา

ส่วน พรรคเพื่อไทย เลือกจัด “เมนูประนีประนอม” ประกาศว่าจะไม่แตะหมวดสถาบันฯ แต่ชูจานใหม่อย่าง “ปฏิรูประบบราชการ” และ “ยกระดับกระบวนการยุติธรรม” รสไม่จัด แต่ช่วยสร้างภาพว่าพรรคยังใส่ใจคนกิน โดยไม่ไปขัดใจ ผู้ใหญ่ในครัว

โต๊ะการเมือง จึงเต็มไปด้วยเมนูที่แต่ละฝ่ายยกขึ้นมา แต่คำถามยังคงอยู่เมนูเหล่านี้จะทำให้ ใครอิ่มจริง หรือแค่ จัดจานให้สวยงาม?

ปัญหาคือ เมนูประชามติ ที่ศาลรัฐธรรมนูญวางกรอบเอาไว้ มันไม่ได้เสิร์ฟเพียงครั้งเดียว แต่ต้องวนจาน 2–3 รอบ เหมือนเลื่อนอาหารหลักออกไปเรื่อยๆ ให้คนรอจนท้องร้องดังขึ้นทุกที

และแต่ละครั้งที่เสิร์ฟ ไม่ใช่เมนูราคาถูกๆ เพราะ ประชามติหนึ่งครั้ง ต้องใช้งบประมาณนับพันล้านบาท ทั้งค่าเจ้าหน้าที่ ค่าหีบบัตร ค่าอุปกรณ์ ค่าโฆษณารณรงค์ เงินทั้งหมดนี้ล้วนมาจาก ภาษี ที่ถูกยกไปวางบนโต๊ะกติกา ขณะที่โต๊ะของครัวเรือนกลับยังว่างเปล่า

นักการเมือง บางส่วนกลับสบายใจ เพราะการมี ประชามติหลายครั้ง คือการ ซื้อเวลา ยืดเกมออกไปอีก สามารถอ้างได้ว่า “ยังไม่ถึงคิวเสิร์ฟจริง” แต่สำหรับผู้รอ นี่คือการต้องทนหิวโดยไม่รู้ว่าจะได้กินเมื่อไร

ยิ่งไปกว่านั้น การทำประชามติหลายครั้งยังเป็น กับดักทางการเมือง ที่ใช้เป็นข้ออ้างได้ตลอด หากทำไม่สำเร็จ ก็โทษว่ากระบวนการยังไม่เสร็จ หรือประชามติไม่ผ่าน ผลคือ โต๊ะการเมือง หมุนวนกับขั้นตอน แต่ จานข้าวจริง ยังไม่ถูกยกมา

คำถามคือ เมื่อเมนูนี้ถูกเสิร์ฟซ้ำแล้วซ้ำเล่า คนรอจะทนต่อไปได้อีกนานแค่ไหน ก่อนจะลุกออกจากโต๊ะทั้งที่ยังหิว

ขณะที่งบประมาณ หลายพันล้าน ถูกกันไว้สำหรับการทำประชามติแต่ละครั้ง ครอบครัวจำนวนมากกลับต้องหมุนเงินทุกวันเพื่อซื้อกับข้าว บางบ้านต้องกู้หนี้ยืมสิน บางครอบครัวลดจำนวนมื้ออาหารลง

ประชามติ จึงเป็นเพียง พิธีกรรมในครัว ที่สิ้นเปลืองทรัพยากร แต่ไม่ทำให้ท้องอิ่ม ต่างจาก อาหารหลัก ที่ทุกคนเฝ้ารอ การเมืองกลับเอาแต่ถกเถียง สูตรและกติกา ว่าจะปรุงอย่างไรและเสิร์ฟเมื่อไร โดยลืมไปว่าคนรอไม่ได้ต้องการความสวยงามของเมนู แต่ต้องการคำตอบง่ายๆ ว่าจะได้กินจริงเมื่อไร

นี่คือความย้อนแย้งที่โหดร้าย โต๊ะการเมือง เต็มไปด้วยจานกติกาที่ถูกจัดเรียงซ้ำแล้วซ้ำเล่า ส่วนโต๊ะของผู้คนยังคงร้างเปล่า ถูกเลื่อนออกไปเหมือน ของหวาน ที่ไม่มีใครตั้งใจจะยกมาเสียที

การเมืองที่ยึด รัฐธรรมนูญ เป็นอาหารหลักเพียงอย่างเดียว ทำให้เรื่อง ปากท้อง และชีวิตจริงถูกวางทิ้งไว้ปลายโต๊ะ ไม่ว่าจะเป็น ค่าครองชีพ หนี้สิน หรือการทำมาหากินที่ลำบากขึ้น ทั้งหมดนี้ยังไม่ได้รับการหยิบยกขึ้นมาอย่างจริงจัง เพราะนักการเมืองทุ่มน้ำหนักไปที่กติกาเป็นหลัก

หากการแก้ รัฐธรรมนูญ ไม่เชื่อมโยงกับชีวิตจริง มันก็ไม่ต่างจากการจัดเลี้ยงที่หรูหราแต่ไม่มีใครอิ่มจริง

สิ่งที่ยังไร้คำตอบคือ นักการเมือง จะ “แก้” อะไรจริงๆในรัฐธรรมนูญ ทุกพรรคต่างโบกมือบอกว่าจะเขียนใหม่ จะปรุงสูตรใหม่ แต่ไม่มีใครเปิดเมนูให้ดูเลยว่ากำลังทำอะไรอยู่ ผลลัพธ์คือร้านอาหารที่เรียกแขกเข้ามานั่งโต๊ะ แต่ไม่เคยบอกว่าจะเสิร์ฟแกงจืดหรือแกงเผ็ด สุดท้ายทุกคนก็ยังต้องนั่งรอด้วยท้องว่าง

หาก นักการเมือง ยังเททรัพยากรไปกับ พิธีกรรมประชามติ ที่กินงบมหาศาล แต่ไม่เหลียวแลมื้ออาหารของคนส่วนใหญ่ ประเทศนี้ก็จะติดอยู่กับโต๊ะอาหารที่ เชฟใหญ่กินกันเอง ขณะที่คนที่เหลือนั่งรอจนหมดแรง

สิ่งที่ถูกยกขึ้นเสมอคือ รัฐธรรมนูญ ในฐานะอาหารหลัก จานนี้ถูกถกเถียงจนเต็มโต๊ะ ขณะที่ ของหวาน ซึ่งแทนประชาชน กลับถูกเลื่อนออกไปท้ายมื้อ ถูกปฏิบัติราวกับเป็นของตกแต่ง จะมีหรือไม่มีก็ได้ ทั้งที่แท้จริงแล้วนี่คือสิ่งที่ทำให้มื้ออาหารสมบูรณ์

ความอดทน มีขีดจำกัด หากยังจัดลำดับผิดอยู่เช่นนี้ วันหนึ่งคนหิวอาจไม่เพียงลุกหนี แต่เลือกจะ “คว่ำโต๊ะ”  ทิ้ง เพื่อบอกนักการเมืองว่าพวกเขาไม่ได้รอของหวานที่เสิร์ฟช้าเกินไป แต่รอข้าวมื้อจริงที่ไม่เคยมาถึง!

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

จบข่าว! ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเอกฉันท์ตีตกปมกล่าวหา 'อนุทิน' ฝ่าฝืนจริยธรรมร้ายแรง

'ศาลรัฐธรรมนูญ' มีมติเอกฉันท์ไม่รับคำร้อง 'คดีถนนสาธารณะขึ้น-ลงอากาศยาน' ชี้ผู้ร้องยื่นซ้ำไร้สาระใหม่ ปมกล่าวหา 'อนุทิน' ฝ่าฝืนจริยธรรมร้ายแรง ขัดรธน.

'แหวง' ชิ่งสื่อ ไม่ให้สัมภาษณ์ปัญหาเลือกตั้ง อ้างไปประชุมที่อื่น

เลขาฯกกต. ทำนักข่าวรอเก้อ ชิ่งไม่ให้สัมภาษณ์ บอกรีบไปประชุมคณะทำงานรายงานผลการนับคะแนนเลือกตั้งร่วมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

คปท. ร้องกกต. ตั้งข้อสังเกตหลัง 'ไอลอว์' ชี้นำประชาชน เห็นชอบแก้ รธน. ผิดกฎหมายหรือไม่

ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายพิชิต ชัยมงคล แกนนำกลุ่มนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) เดินทางยื่นห

'ธงทอง' ร่ายยาว 9 ข้อ โหวตฉีกรธน.60 เพราะประชาชนไม่มีส่วมร่วม ไม่โปร่งใส ที่มาสว.บิดเบี้ยว

นายธงทอง จันทรางศุ อดีตคณะที่ปรึกษานโยบายของนายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร อดีตที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรีเศรษฐา ทวีสิน