'หมอเปรม' ให้เกาะติดคดีบัตรเลือกตั้งจะเป็นเพียงภาพลวงตาหรือความยุติธรรมที่แท้จริง

สว.เปรมศักดิ์ชี้มติศาลรธน. 6:3 รับคำร้องกกต. แต่ไม่สั่งหยุดหน้าที่เป็นมติลูกผสมเอาใจแรงกดดันสังคมอาจเป็นเพียง 'ควันบังตา' สุดท้ายเรื่องเงียบเมื่อกระแสจางลง ชวนสังคมช่วยจับตาดูผลระยะยาว

19 มี.ค.2569 - นพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ สมาชิกวุฒิสภา ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีศาลรัฐธรรมนูญมีมติ 6 ต่อ 3 รับคำร้องจากผู้ตรวจการแผ่นดิน เพื่อพิจารณาประเด็นข้อร้องเรียนเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ว่า มติดังกล่าวมีลักษณะเป็นลูกผสมที่น่าจับตาอย่างยิ่ง แม้ศาลจะมีมติรับคำร้องไว้พิจารณา แต่กลับไม่มีคำสั่งให้ กกต.หยุดปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งสะท้อนภาพที่เหมือนจะรับฟังเสียงประชาชน แต่ยังไม่ตัดสินใจเดินให้สุดทาง โดยมองว่าเป็นการตอบสนองต่อกระแสสังคมที่กำลังตั้งคำถามถึงความโปร่งใสของ กกต. โดยเฉพาะกรณีคิวอาร์โค้ดหรือบาร์โค้ดที่ถูกตั้งข้อสังเกตว่าอาจกระทบต่อหลักการลงคะแนนลับ

นพ.เปรมศักดิ์ กล่าวว่า มันเหมือนการยื่นมือไปรับกระแส แต่ยังไม่กล้ากำมือให้แน่น แนวโน้มหลังจากนี้อาจเกิดสถานการณ์ที่เมื่อกระแสสังคมแผ่วลง คำวินิจฉัยในท้ายที่สุดอาจออกมาในทิศทางที่สวนทางกับความคาดหวัง และทำให้เรื่องดังกล่าวค่อย ๆ เลือนหายไป

"ผมได้ยินเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในลักษณะนี้มากขึ้น และทำให้รู้สึกไม่สบายใจ จึงอยากเรียกร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาเรื่องนี้อย่างรอบคอบ บนหลักเหตุและผล ไม่ใช่เพียง รับไว้เพื่อประคองกระแสในระยะสั้น แต่ปล่อยให้ความจริงจมหายไปในระยะยาว กฎหมายไม่ใช่เวทีแสดงละคร จะรับบทเปิดเรื่องอย่างเข้มข้น แต่ปล่อยตอนจบให้เงียบงันไม่ได้" นพ.เปรมศักดิ์ กล่าว

ทั้งนี้ จากการประเมินกระแสในฝั่งรัฐบาล พบว่า ไม่ได้มีความกังวลต่อมติดังกล่าวมากนัก เนื่องจากเชื่อว่าศาลรัฐธรรมนูญไม่น่าจะมีคำสั่งให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะตามที่มีการร้องเรียน แม้จะมีบางส่วนมองว่า มติดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้อยู่ภายใต้อิทธิพลทางการเมืองใด ๆ แต่ก็ไม่ควรตัดสินจากเพียงการรับคำร้องเท่านั้น ตนเรียกร้องสังคมอย่าดูแค่ฉากเปิด ต้องดูตอนจบด้วย อีก 2-3 เดือนข้างหน้า คำตอบจะชัดว่าเป็นความยุติธรรม หรือเป็นเพียงภาพลวงตา

นพ.เปรมศักดิ์ ยังตั้งข้อสังเกตว่า ในสถานการณ์ปัจจุบัน ประชาชนจำนวนไม่น้อยเริ่มให้ความสำคัญกับเสถียรภาพของรัฐบาลและการแก้ไขวิกฤตประเทศ มากกว่าประเด็นความถูกต้องตามหลักกฎหมาย เมื่อความมั่นคงของรัฐบาลถูกยกขึ้นมาเหนือความถูกต้องของกฎหมาย สังคมก็อาจกำลังยอมแลกหลักการกับความอยู่รอดโดยไม่รู้ตัว

 

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

เดินหน้าไม่มีถอย ไทยช่วยไทยพลัส “ปกรณ์”คุมเกมสู้คดีศาลรธน.

รัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล กางแผนตั้งรับ-สู้คดี “พระราชกำหนดกู้เงิน 4 แสนล้านบาท”ออกมาทันที หลังเมื่อวันจันทร์ที่ 18 พ.ค.ที่ผ่านมา “ศาลรัฐธรรมนูญ” มีมติรับคำร้องกรณีที่สส.ฝ่ายค้าน เข้าชื่อเสนอให้ศาลรธน.วินิจฉัยว่าการที่รัฐบาล ออก”พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศพ.ศ.2569 วงเงิน 4 แสนล้านบาท”ไม่เข้าข่าย รัฐธรรมนูญมาตรา 172 วรรค 1หรือไม่

นักวิชาการชี้ ‘แผนงานที่ 2’ เป็นจุดตายที่ทำ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านเสี่ยงไม่รอด

วัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กระบุว่า  พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน กับ “แผนงานที่ 2”: ศาลรัฐธรรมนูญจะตีตกได้อย่างไร ภายใต้รัฐธรรมนูญ 2560

นายกฯหนู มั่นใจกู้เงิน 4 แสนล้านเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ ลั่นตอนนี้มีแต่แย่งกันให้กู้

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีศาลรัฐธรรมนูญมีมติรับคำร้องวินิจฉัยเรื่องพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงาน

'ภราดร' ยันรัฐบาลเดินหน้า พรก.กู้เงิน ลงทะเบียนคนละครึ่งพลัส 25 พ.ค.นี้ ชี้ศาล รธน. ไม่มีคำสั่งให้ชะลอ

"ภราดร" ยันรัฐบาลเดินหน้ากู้เงินได้ เหตุศาลไม่ได้ให้ชะลอหรือหยุด คลังเตรียมชี้แจงภายใน 7 วัน บอกไม่กระทบลงทะเบียนโครงการไทยช่วยไทย

'ศาลรัฐธรรมนูญ' รับวินิจฉัย พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน สั่งครม.แจงใน 7 วัน

ศาลรัฐธรรมนูญ มีมติรับคำร้องกรณีที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 133 คน เข้าชื่อเสนอความเห็นต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะผู้ร้อง เพื่อขอให้ศาลศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญมาตรา 173 วรรค 1 ว่าพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศพ.ศ.2569 ไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญมาตรา 172 วรรค 1 โ