เสียงลำโพงยามค่ำจากแนวชายแดนสระแก้ว ดังขึ้นจากฝั่งไทยในหมู่บ้านหนองจาน-หนองหญ้าแก้วไม่ใช่เพื่อความบันเทิง แต่เป็นเสียงของความรู้สึก ที่อยากบอกว่า “แผ่นดินตรงนี้ยังมีเจ้าของ”
ผู้อยู่เบื้องหลังคือ กัน จอมพลัง อินฟลูเอนเซอร์เชิงสังคม และประธานมูลนิธิกันจอมพลัง ผู้มักกระโดดเข้ามาในทุกเหตุการณ์ใหญ่ในนามของการ “ช่วยเหลือประชาชน”
ครั้งนี้เขานำรถเครื่องเสียงขนาดใหญ่เข้าพื้นที่ชายแดน เปิดเสียง “ผีหลอก เสียงโหยหวน และเสียงเครื่องบิน” ข้ามพรมแดนไปยังหมู่บ้านฝั่งกัมพูชา
กันอธิบายว่านี่คือ “ยุทธวิธีสร้างสรรค์” เพื่อเตือนว่า พื้นที่ตรงนั้นยังเป็นของไทย แต่เสียงที่ดังขึ้นกลับกลายเป็นสัญญาณที่ สะเทือนเกินพอดี จนสังคมต้องหันมาฟังว่า เสียงแบบใดกันแน่ควรดังแทนชาติ
เหตุการณ์จากแนวชายแดนสระแก้ว กลายเป็นประเด็นระดับประเทศในเวลาอันรวดเร็ว เพราะมันแตะสองเส้นที่อ่อนไหวที่สุดของสังคมไทย คือ ความมั่นคง และ สิทธิมนุษยชน
เมื่อข่าวแพร่กระจาย กลุ่มนักสิทธิมนุษยชนออกมาแสดงความเห็นทันที
อังคณา นีละไพจิตร ตั้งคำถามต่อรัฐบาล ว่าเหตุการณ์นี้อาจกระทบต่อหลักสิทธิมนุษยชนและภาพลักษณ์ประเทศ ส่วน สุณัย ผาสุข จาก Human Rights Watch ประเทศไทย มองว่าการเปิดเสียงข้ามแดนคือการคุกคามทางจิตวิทยาและอาจถูกอีกฝ่ายนำไปขยายผลในเวทีระหว่างประเทศ
แต่เสียงของคนในพื้นที่กลับพูดอีกอย่าง พวกเขาบอกว่านี่คือ “เสียงเตือนแทนกำลัง” เพราะชายแดนไม่ใช่เส้นบนแผนที่ แต่คือชีวิตจริงที่ต้องปกป้องอยู่ทุกวัน
พื้นที่หนองจานและหนองหญ้าแก้ว อยู่ในเขตที่ไทยยืนยันอธิปไตยชัดเจน แต่มีชาวกัมพูชาบางส่วนเข้ามาปักหลักอยู่อาศัย เจ้าหน้าที่รัฐจึงต้องดำเนินการอย่าง ระมัดระวัง ใช้การสื่อสารแทนการเผชิญหน้า
เสียงจากลำโพงของ “กัน จอมพลัง” แม้ไม่ใช่เสียงของรัฐ แต่สะท้อนความรู้สึกของประชาชนบางกลุ่ม ที่มองว่ารัฐดำเนินการช้าเกินไปในเวลาที่ชายแดนเริ่มมีการรุกคืบทีละน้อย
ทว่าความรู้สึกกับการแสดงออกมีเส้นละเอียดที่ต้องระวัง เพราะเรื่องชายแดนไม่ใช่พื้นที่ของการทดลอง แต่คือเขตที่ทุกคำพูด ทุกเสียง มีน้ำหนัก มากกว่าที่คิด
สิ่งที่กัน จอมพลังทำอาจสะท้อนความห่วงใยต่อแผ่นดิน แต่อีกด้านก็เผยให้เห็นว่า การแสดงออกแม้ตั้งใจดี ก็ต้องรู้จังหวะของพื้นที่ ไม่ให้กลายเป็นชนวนทางความสัมพันธ์
ชายแดนไม่ใช่เวทีของความกล้า เพราะทุกการเคลื่อนไหวย่อมส่งแรงสะเทือนเกินพื้นที่นั้น สิ่งที่เริ่มจากความรู้สึก อาจกลายเป็นแรงสั่นที่กระทบต่อเส้นประสาทของรัฐทั้งระบบ
ในเวลาเดียวกัน เสียงจากฝั่งนักสิทธิมนุษยชนก็มักสูงเกินพื้นจริง เพราะพวกเขาเห็นเพียงหลักการ แต่ไม่เคยยืนอยู่ในหมู่บ้านที่ต้องเฝ้าระวังทุกคืน
ความขัดแย้งครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องระหว่างสองประเทศ แต่คือความแตกต่างของ วิธีคิดภายในประเทศเดียวกัน
ฝ่ายหนึ่งเชื่อในพลังของศรัทธาและอารมณ์ อีกฝ่ายยึดมั่นในหลักสิทธิสากล ส่วนรัฐต้องยืนตรงกลางระหว่างสองแรงกด
อังคณา และ สุณัย พูดในนามของ “หลักการ” กัน จอมพลัง พูดในนามของ “ความรู้สึกต่อแผ่นดิน” ทั้งสามเสียงต่างจริงใจในมุมของตัวเอง แต่ขาด สมดุล ที่ทำให้เสียงหนึ่งไม่กลบอีกเสียงหนึ่ง
บนโลกออนไลน์ เสียงลำโพงของกัน จอมพลัง ดังไปไกลกว่าชายแดนสระแก้ว จนกลายเป็นกระแสในสังคมไทย ผู้คนจำนวนหนึ่งยกให้เขาเป็นภาพแทนของ “ความกล้า” ที่กล้าทำในสิ่งที่รัฐดูเหมือนจะยังไม่กล้าทำ
แต่เมื่อความกล้านั้นข้ามเส้นของ “ความพอดี” มันก็เริ่มกลายเป็น “การแทนที่หน้าที่ของรัฐ” โดยไม่รู้ตัว เพราะหน้าที่ของพลเมืองคือส่งเสียงเตือน ไม่ใช่ถือเสียงแทนรัฐ
อีกฟากหนึ่ง กลุ่มนักสิทธิมนุษยชนเร่งปกป้องภาพลักษณ์ประเทศ จนบางครั้งดูเหมือนปกป้อง “หลักการ” มากกว่าชีวิตของคนแนวรั้ว
สองเสียงนี้จึงกลบเสียงกลาง ๆ ของชาวบ้าน ที่อยากเห็นเพียง การอยู่ร่วมอย่างสงบโดยไม่ต้องมีใครยกไมค์หรือเครื่องขยายเสียง มาแข่งกันว่าฝ่ายไหนรักชาติมากกว่า
รัฐไทยไม่ได้เงียบ แต่จำเป็นต้องดำเนินการอย่าง รอบคอบ เพราะทุกถ้อยคำจากฝั่งไทยอาจถูกจับไปตีความได้หลายชั้นในทางการทูต
ขณะที่รัฐบาลเดินอย่างระมัดระวัง บางฝ่ายกลับมองว่าช้า และช่องว่างนั้นเองที่ทำให้คนอย่างกัน จอมพลัง เข้ามาแทนเสียงของรัฐในพื้นที่สาธารณะ
คำถามที่ควรย้ำคือ เมื่อการแสดงออกล้ำเส้นความละเอียดอ่อนของชายแดน หากเกิดแรงสะท้อนกลับ ประเทศจะต้องรับอะไรไว้บ้าง และใครจะรับผิดชอบ
เสียงลำโพงยังดังในบางคืน แม้เหตุการณ์จะผ่านไปเพียงไม่กี่วัน แต่ความถี่ของเสียงกลับกลายเป็นเครื่องหมายคำถามกลางใจสังคมไทย
เราจะยอมให้ อารมณ์แทนการจัดการ ได้แค่ไหน และจะยอมให้ หลักสิทธิที่ลอยจากพื้นกลายเป็นเสียงหลักของประเทศหรือไม่
สังคมไม่ได้ต้องการเสียงที่ดังสุด แต่ต้องการเสียงที่ แม่นยำพอจะรักษาสมดุล ระหว่างความมั่นคงกับมนุษยธรรม รัฐต้องชัดเจนไม่เพิกเฉย ประชาชนต้องรู้ ขอบของความรับผิดชอบ ส่วนนักสิทธิมนุษยชนต้องกล้าฟัง เสียงจากผืนดินจริง
เหตุการณ์ชายแดนครั้งนี้ไม่ได้บอกว่าใครถูกหรือผิด แต่มันฉายภาพความซับซ้อนของสังคมไทย ที่ยังหาจุดร่วมระหว่าง “สิทธิ” และ “หน้าที่” ไม่ได้
บางกลุ่มยึดหลักสิทธิจนลืมพื้นที่ของรัฐ อีกกลุ่มยกความรักชาติจนกลบเสียงของเหตุผล ส่วนรัฐเองก็ยังต้องเรียนรู้ว่าจะรักษาพื้นที่กลางให้มั่นคงโดยไม่ปิดกั้นใคร
เสียงลำโพงของกัน กับไมค์ของนักสิทธิ จึงเป็นเพียงภาพสะท้อนของประเทศ ที่ยังไม่แน่ใจว่า “เสียงแบบไหนคือเสียงของความรับผิดชอบ”
เสียงที่ชายแดนยังคงดังอยู่ ไม่ใช่เพราะรัฐเพิกเฉย แต่เพราะทุกอย่างต้องทำอย่างระมัดระวังในพื้นที่ที่อ่อนไหวที่สุดของประเทศ
เสียงของ กัน จอมพลัง ดังเกินพอดี จนกลายเป็นสัญญาณว่า การแสดงออกของพลเมือง แม้ตั้งใจดี ก็ต้อง รู้จังหวะของพื้นที่และผลที่ตามมา
อีกฟากหนึ่ง เสียงของนักสิทธิมนุษยชน กลับลอยอยู่บนหลักการที่ไม่แตะพื้นจริง ละเลยความซับซ้อนของชีวิตชายแดน ที่ไม่อาจตัดสินได้ด้วยบรรทัดเดียวของสิทธิ
สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่ความเงียบของรัฐ แต่คือความไม่พอดีของเสียง ที่ดังจากคนละทิศ เสียงหนึ่งเร่งเกินไป อีกเสียงหนึ่งสูงเกินไป และทั้งคู่ต่างลืมว่า ประเทศนี้ยังมี เสียงกลางๆ ของคนธรรมดาที่อยากเห็นแผ่นดินสงบ โดยไม่ต้องใช้ทั้งลำโพงหรือไมค์มาพิสูจน์ความรักชาติอีกต่อไป.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
'แก้วตา' ซบพรรคแดง สมัครสมาชิก 'เพื่อไทย' เลือกพื้นที่ทางการเมืองอีกครั้ง
'แก้วตา' สวมชุดสีแดง สมัครเป็นสมาชิก 'พรรคเพื่อไทย' อย่างเป็นทางการ เผยเลือกพื้นที่ทางการเมืองอีกครั้ง เพื่อเดินหน้าผลักดันคุณค่า สิทธิมนุษยชน ประชาธิปไตย ความเสมอภาค และความเท่าเทียมของประชาชนทุกคน ให้เกิดขึ้นจริง
'แก้วตา' ฟาด 'สมยศ' ใช้อำนาจบีบบังคับเหยื่อ จนรู้สึกหนีไม่ได้ ยอมเงียบเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
น.ส.ธิษะณา ชุณหะวัณ (แก้วตา) อดีต สส.กทม.พรรคประชาชน โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว กรณีของนายสมยศ พฤกษาเกษมสุข โดยระบุถึงพฤติกรรมและความเข้าใจของสังคมต่อผู้เสียหายจากเหตุความรุนแรงทางเพศ ระบุว่า
'สว.อังคณา' น่าอนาถ 'สมยศ' ขอโทษโดยไม่สำนึกผิด ชอบอ้างประชาธิปไตย แต่ใช้อำนาจแสวงประโยชน์ทางเพศ
นางอังคณา นีละไพจิตร สมาชิกวุฒิสภา และอดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า ขอโทษยังไงให้เป็นความผิดของเหยื่อ (victim blaming) อ้าง “อยู่กินกัน” สองปี อยู่กินบนความสัมพันธ์แบบไหนก่อน ผสห. เขาก็บอกแล้วว่าเป็นความสัมพันธ์ที่ต้องพึ่งพากัน หนีไม่ได้เพราะมีบุญคุณ เป็นความสัมพันธ์เชิงอำนาจ เวลาไปทำงานต่างจังหวัดก็ถูกบังคับให้นอนห้องเดียวกัน
'บิ๊กดุลย์' ไม่ตอบโดรนบินตามแนวชายแดน เตรียมอพยพชาวกัมพูชา กลับบ้านหนองจาน
‘บิ๊กดุลย์’ ไม่ตอบคำถาม โดรนบินตามแนวชายแดน -เตรียมอพยพชาวกัมพูชา กลับบ้านหนองจาน จ.สระแก้ว บอกสื่อ ถาม โฆษกกลาโหม
เดือด! 'เพนกวิน' ซัด 'รองหน.ปชน.' ทัศนคติต่อสิทธิมนุษยชนแย่มาก คำพูดเหมือนพวกผู้นำเผด็จการ
เพนกวิน ซัด อาจารย์ต้น-วีระยุทธ ทัศนคติต่อสิทธิมนุษยชนแย่มาก เป็นคำพูดที่พวกผู้นำเผด็จการ ทั้งในอดีตและปัจจุบันชอบพูดกัน
'ผอ.JIC' ลั่นไม่ได้ให้เชื่อไทย แต่ขอโลกเช็กข้อเท็จจริง ย้ำเคารพ UN
'ผอ. JIC ไทย' ลั่นไทยไม่ได้ขอให้โลกเชื่อเรา แต่ขอให้โลกตรวจสอบข้อเท็จจริง ย้ำเคารพ UN-สิทธิมนุษยชน แต่ต้องรับฟังสองฝั่งชายแดน

