จาก ‘ทหารมีไว้ทำไม’ ถึงคำขอโทษของพิธา แผลการเมืองของพรรคส้ม

การหาเสียงเลือกตั้งครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางบรรยากาศที่ต่างจากหลายปีที่ผ่านมาอย่างชัดเจน เรื่องความมั่นคงไม่ได้เป็นเพียงประเด็นเชิงนโยบายหรือถ้อยคำในเวทีอภิปราย แต่กลายเป็นความรู้สึกจริงของประชาชนที่เห็นสถานการณ์ชายแดน เห็นข่าวความตึงเครียด และมองบทบาทของกองทัพผ่านเหตุการณ์ตรงหน้า

การเมืองที่เคยพูดเรื่องกองทัพอย่างง่ายดายในบางช่วง จึงเริ่มถูกจับจ้องมากขึ้น และถูกพิจารณาในบริบทที่ไม่เอื้อให้ใช้ภาษาการเมืองแบบเดิมได้เหมือนที่ผ่านมา

พรรคส้มลงพื้นที่หาเสียงในช่วงนี้ ไม่ได้เจอเพียงคำถามเรื่องเศรษฐกิจหรือปากท้อง แต่ต้องเผชิญคำถามที่ถูกเก็บสะสมมานานเกี่ยวกับท่าทีต่อกองทัพ คำถามเหล่านี้ไม่ใช่ของใหม่ หากแต่ถูกหยิบกลับมาอีกครั้งในจังหวะที่บริบทเปลี่ยนไป

เมื่อสถานการณ์ด้านความมั่นคงกลายเป็นเรื่องจริง คำถามเดิมจึงหนักขึ้น และไม่สามารถเลี่ยงได้ด้วยการเบี่ยงไปพูดนโยบายด้านอื่นเหมือนที่ผ่านมา

ศูนย์กลางของแรงกดดันรอบนี้หนีไม่พ้น “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกลและผู้นำทางความคิดของพรรคส้ม ผู้เคยใช้วาทกรรม “ทหารมีไว้ทำไม” บนเวทีหาเสียงอย่างชัดเจน และเคยได้รับเสียงตอบรับจากผู้ฟังบางกลุ่ม

วาทกรรม “ทหารมีไว้ทำไม” ถูกพูดขึ้นอย่างเป็นทางการบนเวทีปราศรัยหาเสียงในการเลือกตั้งปี 2566 ไม่ใช่คำพูดที่หลุดออกมาโดยบังเอิญ แต่เป็นส่วนหนึ่งของการสื่อสารทางการเมืองในช่วงที่บรรยากาศประเทศยังไม่มีแรงกดดันด้านความมั่นคงเหมือนปัจจุบัน คำพูดลักษณะนี้ถูกใช้เพื่อตั้งคำถามและโจมตีบทบาทของกองทัพ และได้รับเสียงสนับสนุนจากฐานผู้ฟังบางกลุ่มในช่วงเวลานั้น

บนเวทีหาเสียงช่วงเดียวกัน ยังมีการขยายความต่อเนื่องถึงแนวคิดว่า หลายประเทศที่อยู่ใกล้กันเคยขัดแย้งกัน แต่วันนี้ไม่จำเป็นต้องเผชิญหน้าทางทหาร บางประเทศสามารถลดกองทัพลงได้ และบางประเทศอาจไม่จำเป็นต้องมีกองทัพเลย หากผู้นำฉลาดพอ รวมถึงข้อสงสัยที่ตั้งไว้ว่า หากถูกรุกรานจริงก็ไม่เชื่อว่าจะสามารถรบชนะได้ ถ้อยคำเหล่านี้จึงถูกจดจำในฐานะชุดความคิดที่ใช้หาเสียง ไม่ใช่คำพูดแยกเป็นครั้ง ๆ

แต่ในสนามเลือกตั้งปัจจุบัน คำพูดชุดเดียวกันกลับกลายเป็นภาระทางการเมือง ถูกหยิบมาทวนซ้ำ และถูกใช้ตั้งคำถามถึงแนวคิดของพรรคส้มโดยตรง

คำอธิบายและคำขอโทษที่ออกมา ไม่ได้เกิดขึ้นในเวทีหาเสียงภายในประเทศ แต่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 9 มกราคม 2569 ในกิจกรรม Pita US Tour ที่วัดไทยลอสแอนเจลิส สหรัฐอเมริกา เวทีพบปะคนไทยในต่างแดนที่ถูกใช้ย้อนกลับไปอธิบายถ้อยคำทางการเมืองในอดีต

บนเวทีดังกล่าว พิธาเอ่ยปากขอโทษต่อทหารสนามรบ ทหารชั้นผู้น้อย และทหารที่ปฏิบัติหน้าที่จริง โดยยอมรับว่าการใช้วาทกรรม “ทหารมีไว้ทำไม” ในช่วงหาเสียงก่อนหน้านั้นพูดไม่ชัด และทำให้เกิดความเข้าใจผิด ทั้งย้ำว่าขณะพูดไม่ได้หมายถึงทหารที่เสียสละในภาคสนาม

พิธาชี้แจงเพิ่มเติมว่าสิ่งที่ต้องการวิพากษ์ในเวลานั้นคือทหารบางกลุ่ม เช่น ทหารสนามกอล์ฟ หรือทหารที่เกี่ยวข้องกับการรัฐประหาร ไม่ได้หมายถึงทหารสนามรบหรือทหารมืออาชีพ พร้อมยอมรับว่าถ้อยคำที่ใช้ในช่วงนั้นไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน

แม้จะเป็นเวทีนอกประเทศ แต่ช่วงเวลาของการขอโทษและการชี้แจงดังกล่าวกลับตรงกับฤดูหาเสียงก่อนการเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ในทางการเมือง คำขอโทษเช่นนี้ไม่อาจแยกออกจากจังหวะเวลาได้ เพราะเกิดขึ้นในช่วงที่พรรคส้มต้องเผชิญแรงกดดันจากการลงพื้นที่หาเสียงจริง และกำลังเสียเปรียบในประเด็นความมั่นคง

การขยับถ้อยคำในช่วงนี้จึงถูกอ่านว่าเป็นการเอาตัวรอดในสนามเลือกตั้ง มากกว่าการเปลี่ยนจุดยืนทางความคิดอย่างเป็นระบบ

ก่อนหน้าวันนี้ วาทกรรม “ทหารมีไว้ทำไม” ไม่ได้ถูกพูดเพียงครั้งเดียว แต่เชื่อมโยงกับถ้อยคำอื่นที่ถูกใช้ต่อเนื่อง ทั้งการยกตัวอย่างว่าหลายประเทศที่อยู่ใกล้กันเคยขัดแย้งกัน แต่วันนี้ไม่จำเป็นต้องเผชิญหน้าทางทหาร บางประเทศสามารถลดกองทัพลงได้ และบางประเทศอาจไม่จำเป็นต้องมีกองทัพเลย หากผู้นำฉลาดพอ

รวมถึงข้อสงสัยที่ตั้งไว้ว่า หากถูกรุกรานจริงก็ไม่เชื่อว่าจะสามารถรบชนะได้ ทำให้คำพูดเหล่านี้ถูกจดจำร่วมกันในฐานะชุดความคิดเดียว ไม่ใช่ถ้อยคำแยกเป็นครั้ง ๆ

นอกจากนี้ ยังมีการยกตัวอย่างการปะทะทางทะเลในยุคใหม่ว่าไม่ได้เป็นการรบด้วยเรือดำน้ำหรืออาวุธหนัก แต่เกี่ยวข้องกับเรือประมงและกรณีตัวอย่างในภูมิภาค

คำพูดชุดนี้ถูกนำมาประกอบการรับรู้ของสังคมต่อบทบาทและความจำเป็นของกองทัพอย่างต่อเนื่อง

ในช่วงเวลาที่ประเทศไม่มีแรงกดดันด้านความมั่นคง วาทกรรมลักษณะนี้ยังมีพื้นที่ทางการเมือง โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ฟังบางส่วน แต่เมื่อสถานการณ์ชายแดนกลายเป็นเรื่องจริง คำพูดในอดีตจึงถูกนำมาเปรียบเทียบกับบริบทปัจจุบันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ภาพทหารในพื้นที่ปฏิบัติหน้าที่ทำให้คำถามเรื่องกองทัพไม่ใช่ประเด็นเชิงแนวคิดอีกต่อไป แต่กลายเป็นเรื่องที่เชื่อมกับความรู้สึกของประชาชนโดยตรง

ท่าทีที่เปลี่ยนไปในฤดูหาเสียงจึงถูกอ่านว่าเป็นการขอคะแนนอย่างชัดเจน จากวันที่ใช้ถ้อยคำแข็งกร้าวต่อกองทัพ มาสู่วันที่พูดว่ารักทหาร เข้าใจทหาร และย้ำความเสียสละของทหารสนามรบในแทบทุกเวที

การเปลี่ยนท่าทีและภาษาเช่นนี้ไม่ได้ช่วยลบคำถามเก่า แต่กลับตอกย้ำข้อสงสัยเรื่องความสม่ำเสมอของจุดยืนมากขึ้น

จาก “ทหารมีไว้ทำไม” มาถึงคำขอโทษในต่างแดน เส้นทางนี้สะท้อนปัญหาที่ลึกกว่าตัวบุคคล คือผลลัพธ์ของการใช้วาทกรรมในวันที่คิดว่าปลอดภัย แล้วต้องมารับแรงตีกลับในวันที่บริบทเปลี่ยนไปทั้งกระดาน

สนามเลือกตั้งไม่ใช่พื้นที่ลบอดีต และการเมืองไม่มีปุ่มรีเซ็ตคำพูด พรรคส้มกำลังเผชิญบทเรียนที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ จากเส้นทางที่เลือกเดินมาตลอดหลายปี.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

'พรรคส้ม' ตอกลิ่ม ภาพสยบรอยร้าว 2 น. 1 พ. สะท้อนขัดแย้งหนัก จับตาปรับ ครม.หนู 2 จูบปากหรือเขี่ยทิ้ง

นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีภาพสยบรอยร้าวของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กับนายเนวิน ชิดชอบ ประธานสโมสรฟุตบอลบุรีรัมย์ยูไนเต็ด และนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม

'พริษฐ์' เปิดหลักฐานเส้นเงิน อ้างโยงขบวนการโกง สว. 2 จังหวัด

นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ว่า ขบวนการโกง สว. ที่กำลังถูกกล่าวหานั้น ไม่ได้หมายถึงเพียงการจัดตั้งเครือข่ายผู้สมัครเพื่อแลกคะแนนกันอย่างเป็นระบบ แต่ยังรวมถึงพฤติกรรมในการจ้างคนมาลงสมัคร เพื่อให้มาลงคะแนนเสียงให้กับผู้สมัครตัวจริงที่ทางขบวนการได้ล็อกตัวไว้ผ่านโพยใบสั่ง

'เอ็ดดี้' ชี้ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ไม่ใช่ 'กองทัพตั้งตัวขึ้นมาปกครองภาคใต้'

เอ็ดดี้ อัษฎางค์ ยมนาค นักวิชาการอิสระ โพสต์ข้อความประเด็นการเรียกร้องให้ยุบกอ.รมน.ว่า กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ไม่ใช่ “กองทัพตั้งตัวขึ้นมาปกครองภาคใต้”

'เอ็ดดี้ อัษฎางค์' วิเคราะห์ใครอันตรายกว่ากัน ส้มรื้อราก-น้ำเงินรวบอำนาจ

นายอัษฎางค์ ยมนาค หรือ เอ็ดดี้ นักวิชาการอิสระ โพสต์เฟซบุ๊กเผยแพร่บทความเรื่อง "ใครอันตรายกว่ากัน" ส้มรื้อราก น้ำเงินรวบอำนาจ มีเนื้อหาดังนี้การเมืองไทยในวันนี้ดูเหมือนกำลังบีบให้ประชาชนเลือกอยู่ระหว่างความเสี่ยงสองแบบ

'เดชรัต' ผู้รับผิดชอบนโยบายปฏิรูป สปสช. พรรคส้ม แจง 3 ข้อ ยืนยันไม่คิดล้มบัตรทอง

นายเดชรัต สุขกำเนิด ผู้อำนวยการศูนย์นโยบายเพื่ออนาคตของพรรคประชาชน โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า ในดราม่าเรื่อง พรรคประชาชน จะล้ม บัตรทอง หรือ สปสช. มีหลายข้อกล่าวหาด้วยกัน ผมในฐานะผู้ดูแลนโยบายด้านคุณภาพชีวิตของพรรคประชาชน ขอชี้แจงหลัก 3 ข้อ และขอสรุปข้อรับฟังที่ผมรับฟังจากทุกท่านในส่วนที่เหลือ

'ทนายอั๋น' หอบหลักฐานยื่น 'ปชน.' ชง อสส. ฟ้องศาล ฟันแก๊งฮั้ว สว.

'ทนายอั๋น' หอบหลักฐานยื่น สส.ปชน. ชงอัยการสูงสุดส่งฟ้องศาลรัฐธรรมนูญ ลากคอขบวนการฮั้ว สว. ผิดมาตรา 49 พร้อมฟันกกต. ผิด 157 ด้าน 'ภัณฑิล' ย้ำต้องคุ้มครองพยาน ไม่ใช่ข่มขู่