รัฐธรรมนูญไม่ใช่ยาวิเศษ ทำไมกา ‘ไม่เห็นชอบ’ จึงไม่ใช่ล้าหลัง

8 กุมภาพันธ์ 2569 คือวันที่ประชาชนต้องตัดสินใจเกี่ยวกับกติกาสูงสุดของประเทศ ว่าจะเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญขึ้นมาใหม่ การตัดสินใจครั้งนี้มีผลต่อโครงสร้างอำนาจ หลักประกันสิทธิเสรีภาพ และทิศทางประเทศในระยะยาว

รัฐธรรมนูญไม่ใช่กฎหมายทั่วไป แต่เป็นกฎหมายสูงสุดที่รวมหลักประกันสิทธิเสรีภาพ กลไกตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจรัฐ รวมถึงมาตรฐานการใช้อำนาจของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองไว้ทั้งหมด เมื่อกติกานี้ถูกเสนอให้รื้อทั้งฉบับ คำอธิบายจึงต้องหนักแน่นกว่าการบอกว่าอยากให้ดีกว่าเดิม และต้องชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่าปัญหาอยู่ตรงไหน

เหตุผลหลักที่ถูกใช้สนับสนุนการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ คือการระบุว่ารัฐธรรมนูญปัจจุบันไม่เป็นประชาธิปไตย และไม่สามารถคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนได้เพียงพอ

เหตุผลนี้ฟังดูใหญ่ แต่จำเป็นต้องพิจารณาควบคู่กับข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นจริงในสังคม

หากมองจากสภาพการเมืองในชีวิตประจำวัน ประชาชนสามารถวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลได้ มีการเลือกตั้ง มีการเปลี่ยนรัฐบาล มีการถกเถียงในสภา และมีการตรวจสอบผ่านศาลและองค์กรอิสระ ระบบการเมืองไม่ได้ปิดตาย และไม่ได้ไร้พื้นที่ของเสรีภาพอย่างสิ้นเชิง

การกล่าวว่าไม่มีประชาธิปไตยหรือไม่มีสิทธิเสรีภาพเลย ย่อมไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงที่ปรากฏอยู่

ในขณะเดียวกัน สิทธิเสรีภาพที่มีอยู่ยังเผชิญปัญหาในทางปฏิบัติในบางกรณี แต่ปัญหาเหล่านี้ไม่ได้เกิดจากการไม่มีสิทธิในตัวบท หากเกิดจากระดับความเข้มข้นของการคุ้มครองสิทธิและการบังคับใช้กลไกที่มีอยู่

การรื้อรัฐธรรมนูญทั้งฉบับจึงไม่ใช่คำตอบเดียว และไม่ใช่คำตอบที่จำเป็นต้องเลือกเป็นอันดับแรก

ไม่มีรัฐธรรมนูญฉบับใดในโลกที่ทำให้มนุษย์ทุกคนเท่ากันได้

ความไม่เท่ากันเกิดจากชีวิตจริงของผู้คน ตั้งแต่ฐานะ ครอบครัว การศึกษา โอกาส และทรัพยากร รัฐธรรมนูญไม่สามารถลบความแตกต่างเหล่านี้ออกไปได้

หน้าที่ของรัฐธรรมนูญจึงไม่ใช่การทำให้ทุกคนเหมือนกัน แต่คือการวางกรอบไม่ให้ผู้มีอำนาจใช้อำนาจเกินขอบเขต และไม่ให้ใครถูกปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรมภายใต้กติกาเดียวกัน

ความเสมอภาคในทางรัฐธรรมนูญ หมายถึงการบังคับใช้กติกาเดียวกันกับทุกคน โดยเฉพาะผู้ที่ถืออำนาจรัฐอยู่ในมือ

สิทธิเสรีภาพจึงไม่ได้มีความหมายเพียงการเขียนรับรองไว้ในกฎหมาย แต่ต้องเชื่อมโยงกับกลไกควบคุมอำนาจอย่างเป็นรูปธรรม หากผู้มีอำนาจสามารถใช้อำนาจได้โดยไม่ต้องรับผิด สิทธิที่เขียนไว้ย่อมยากจะเกิดผลจริง

รัฐธรรมนูญที่ใช้อยู่ในปัจจุบันวางกลไกควบคุมอำนาจไว้ค่อนข้างเข้ม โดยเฉพาะมาตรฐานจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง กลไกเหล่านี้ถูกนำมาใช้จริง และส่งผลต่อการดำรงตำแหน่งของนักการเมืองระดับสูง

แสดงให้เห็นว่าระบบไม่ได้ปล่อยให้อำนาจลอยตัว

ประสบการณ์ของสังคมไทยยังสะท้อนอีกว่า ต่อให้กติกาถูกมองว่าดี หากเปิดช่องให้รวมศูนย์อำนาจได้ คนที่ไม่เคารพกติกาก็สามารถใช้ระบบนั้นผูกขาดอำนาจได้

รัฐธรรมนูญปี 2540 ซึ่งเคยถูกยกย่องว่าก้าวหน้า ก็เคยเปิดทางให้เกิดการผูกขาดอำนาจในสภา กลไกตรวจสอบอ่อนแรง และนำไปสู่ความขัดแย้งรุนแรงในเวลาต่อมา

บทเรียนนี้ทำให้เห็นว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่ชื่อว่าดีหรือไม่ดี หากอยู่ที่การวางกลไกถ่วงดุลให้รัดกุมเพียงใด

นอกเหนือจากสิทธิเสรีภาพและกลไกตรวจสอบ ยังมีอีกประเด็นหนึ่งที่ประชาชนจำนวนมากให้ความสำคัญเป็นพิเศษ นั่นคือบทบัญญัติในหมวดหนึ่งและหมวดสองของรัฐธรรมนูญ ซึ่งกำหนดตัวตนและโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ

หมวดหนึ่งว่าด้วยรูปแบบรัฐและอำนาจอธิปไตย ระบุว่าประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียว จะแบ่งแยกมิได้ และอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย โดยมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

ขณะที่หมวดสองว่าด้วยพระมหากษัตริย์ กำหนดสถานะและหลักการสำคัญของสถาบันซึ่งเป็นรากฐานทางประวัติศาสตร์และจิตใจของสังคมไทย

บทบัญญัติทั้งสองหมวดนี้เป็นเสาหลักของรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ เป็นกรอบที่ทำให้กติกาอื่น ๆ ตั้งอยู่บนฐานเดียวกัน

นี่คือเหตุผลที่สังคมไทยมองว่าสองหมวดนี้เป็นเรื่องอ่อนไหว และต้องการความระมัดระวังสูงที่สุด

แม้ในทางกฎหมายจะมีการอธิบายว่าสองหมวดนี้ถูกคุ้มครองไว้และแก้ไขได้ยาก แต่ความกังวลของประชาชนจำนวนมากไม่ได้อยู่ที่ถ้อยคำทางเทคนิค

หากอยู่ที่การเปิดกระบวนการยกร่างใหม่ทั้งฉบับ ซึ่งไม่มีหลักประกันทางการเมืองว่าทุกฝ่ายจะยืนบนจุดยืนเดียวกันต่อโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ

ในความเป็นจริง มีพรรคการเมืองบางพรรคที่ไม่เคยให้คำยืนยันอย่างชัดเจนว่าจะไม่แตะสองหมวดนี้ และเลือกอ้างเพียงว่าบทบัญญัติถูกล็อกไว้แล้ว

สำหรับสังคมที่ผ่านความขัดแย้งมาอย่างยาวนาน ความไม่ชัดเจนเช่นนี้ย่อมสร้างความกังวลอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

เหตุผลที่หมวดหนึ่งและหมวดสองถูกมองว่าเป็นหัวใจของความกังวล ไม่ได้เกิดจากอคติทางการเมือง

หากเกิดจากบทเรียนที่ผ่านมาในสังคมไทยว่า ความขัดแย้งที่แตะต้องตัวตนของรัฐและสถาบันหลัก มักนำไปสู่ความแตกแยกที่ลึกและยาวนานกว่าความขัดแย้งด้านนโยบาย

รัฐธรรมนูญที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน อย่างน้อยได้วางหลักในสองหมวดนี้ไว้ชัดเจน และทำหน้าที่เป็นหลักยึดที่ทำให้การเมืองในเรื่องอื่นยังสามารถแข่งขันและถกเถียงกันได้โดยไม่ลุกลามไปสู่ความไม่แน่นอนเชิงโครงสร้าง

การจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ โดยไม่มีหลักประกันทางการเมืองที่ชัดเจนว่าจะไม่แตะสองหมวดนี้ ทำให้ความกังวลของสังคมไม่ใช่เรื่องเกินจริง

เพราะเมื่อเปิดกระบวนการแล้ว การต่อรองและการตีความเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้เสมอ

ในเวลาเดียวกัน การตัดสินใจเปิดกระบวนการยกร่างใหม่ยังมีต้นทุนที่ต้องคำนึงถึง หากรวมการลงประชามติและขั้นตอนที่เกี่ยวข้องทั้งหมด งบประมาณที่ต้องใช้มีมูลค่าระดับหลักหมื่นล้านบาท

ต้นทุนนี้ไม่ใช่เพียงตัวเลขในเอกสาร แต่คือทรัพยากรของประเทศในช่วงที่ประชาชนจำนวนมากยังเผชิญปัญหาปากท้องและภาระทางเศรษฐกิจ

กระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ไม่ได้จบลงในวันประชามติ หากมีมติเห็นชอบ ประเทศยังต้องผ่านการยกร่างและการลงประชามติอีกอย่างน้อยสองครั้ง

ซึ่งหมายถึงช่วงเวลาที่ยืดเยื้อของความไม่แน่นอน ทั้งทางการเมืองและทางเศรษฐกิจ

การเปลี่ยนกติกาสูงสุดย่อมส่งผลต่อความเชื่อมั่นของระบบโดยตรง โดยเฉพาะในบริบทโลกที่เต็มไปด้วยความผันผวน ความขัดแย้งระหว่างประเทศ การแข่งขันทางเศรษฐกิจ และการเคลื่อนย้ายเงินทุน

ประเทศจำนวนมากให้ความสำคัญกับความต่อเนื่องและความชัดเจนของกติกามากกว่าการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่ไม่จำเป็น

สำหรับประเทศอย่างไทย ความแน่นอนของระบบเป็นปัจจัยสำคัญต่อการลงทุน การจ้างงาน และเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ

การเปิดกระบวนการยกร่างทั้งฉบับในช่วงที่โลกไม่แน่นอน จึงเป็นความเสี่ยงที่ต้องชั่งน้ำหนักอย่างรอบคอบ

อีกทางเลือกหนึ่งที่มีอยู่แล้ว คือการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตรา ระบบปัจจุบันเปิดช่องให้ทำเช่นนั้นได้ และเคยถูกใช้มาแล้ว

วิธีนี้ทำให้สังคมเห็นชัดว่าแก้อะไร กระทบจุดใด และยังรักษาจุดแข็งของโครงสร้างเดิมไว้ได้

การรื้อทั้งฉบับคือการเปิดทุกส่วนพร้อมกัน โดยไม่มีหลักประกันว่าจุดแข็งของระบบเดิมจะไม่ถูกตัดทิ้ง และไม่มีใครรับรองได้ว่าสิ่งใหม่จะดีกว่าหรืออย่างน้อยเทียบเท่ากับที่มีอยู่

ความเสี่ยงนี้ไม่ได้เกิดจากการตัดสินใจของประชาชน หากเกิดจากกระบวนการหลังจากนั้นซึ่งเต็มไปด้วยการต่อรองเชิงอำนาจตามธรรมชาติของการเมือง

ข้อถกเถียงสำคัญจึงไม่ใช่ว่าประเทศควรเปลี่ยนหรือไม่ควรเปลี่ยน แต่คือควรเปลี่ยนด้วยวิธีใด และยอมรับความเสี่ยงระดับใด

การไม่เห็นชอบกับการรื้อทั้งฉบับ คือการเลือกไม่ทำลายหลักประกันที่ยังทำงานได้จริงไปพร้อมกัน

รัฐธรรมนูญไม่ใช่ยาวิเศษ ต่อให้เขียนใหม่ ปัญหาหลายอย่างก็ยังต้องแก้ผ่านการบริหาร ความสามารถ และความรับผิดชอบของรัฐบาลในแต่ละช่วงเวลา

กติกาเป็นเพียงกรอบ แต่การใช้กรอบนั้นต่างหากที่กำหนดทิศทางของประเทศ

วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 จึงเป็นวันที่ประชาชนต้องชั่งน้ำหนักระหว่างความเสี่ยงกับความแน่นอน

การไม่เห็นชอบไม่จำเป็นต้องถูกมองว่าเป็นการถอยหลัง หากเป็นการเลือกไม่เปิดความไม่แน่นอนทั้งระบบ ในช่วงเวลาที่ประเทศต้องการเสถียรภาพของกติกามากกว่าความหวังที่ยังไม่มีหลักประกัน.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

กกต. สกัดทุจริตเลือกตั้ง ให้ตำรวจ-อส. ตั้งด่านทั่วประเทศ พบซื้อเสียงแล้วหลายจังหวัด

ร.ต.อ.ชนินทร์ น้อยเล็ก รองเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง พร้อมด้วย ว่าที่ร้อยตรีภาสกร สิริภคยาพร รองเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง ร่วมแถลงข่าว “การป้องกันปราบปรามและทุจริตเลือกตั้งของการเลือกตั้ง สส. และการออกเสียงประชามติ

'กกต.บุรีรัมย์' ตีปี๊บเลือกตั้ง เตรียมแผนรับมือเหตุสุดวิสัยชายแดน

กกต.บุรีรัมย์ รณรงค์ชวนประชาชนใช้สิทธิเลือกตั้งและประชามติ 8 ก.พ. ตั้งเป้าไม่น้อยกว่า 70% ชี้หากเกิดเหตุสุดวิสัยชายแดน พร้อมกำหนดสถานที่ลงคะแนนใหม่นอกเขต หรือปิดการลงคะแนน

MEA เปิดศูนย์ปฏิบัติการควบคุมระบบไฟฟ้า การไฟฟ้านครหลวง การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและออกเสียงประชามติ ยกระดับความมั่นคงด้านระบบไฟฟ้ารองรับการเลือกตั้งตลอด 24 ชม.

MEA หรือ การไฟฟ้านครหลวง ตระหนักถึงความสำคัญของการใช้สิทธิเลือกตั้งและออกเสียงประชามติ มุ่งสร้างความเชื่อมั่นแก่ประชาชน เปิด “ศูนย์ปฏิบัติการควบคุมระบบไฟฟ้า การไฟฟ้านครหลวง การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการออกเสียงประชามติ” อย่างเป็นทางการ