‘ดอน’ จับตาเวทีโลกถกแก้ปม ‘รัสเซีย-ยูเครน’ มั่นใจไทยมีแผนรับมือทุกด้าน

‘รมว.การต่างประเทศ’ ระบุไทยจับตาเวทีโลกถกประเด็นตึงเครียด รัสเซีย-ยูเครน หวังสร้างจุดเริ่มต้นสู่จุดจบความขัดแย้ง แต่หากยึดเยื้อเชื่อกระทบทั้งโลก ชี้ รบ.มีแผนรับมือ วอนคนไทยสามัคคี สร้างฐานประเทศเข้มแข็ง

28 ก.พ.2565-นายดอน ปรมัตถ์วินัย รองนายกรัฐมนตรีและรมว.การต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์ภายหลังนายกรัฐมนตรีเรียกรองนายกฯและหน่วยงานเกี่ยวข้องหารือด่วนถึงสถานการณ์ระหว่างรัสเซียและยูเครนว่า หากสถานการณ์ยึดเยื้อจะส่งผลกระทบทุกมุมโลก ที่ผ่านมาเราดำเนินการไปหลายอย่าง แต่ไม่ได้ออกมาพูด เพราะมีนักวิชาการ สื่อมวลชน ให้ความรู้กับประชาชนในระดับหนึ่งที่เหมาะสมแล้ว แต่สิ่งที่รัฐบาลทำต้องมองอีกมุมหนึ่งว่าเราดำเนินการอะไรไปบ้าง เพราะเป้าหมายหมายอยู่ที่ตรงนั้น ที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศและประชาชนทั้งปัจจุบันและระยะยาว

นายดอนกล่าวว่า สิ่งที่รัฐบาลกังวลคนไทยจะได้รับผลกระทบมากที่สุดคือผลกระทบมาจากความยึดเยื้อ ซึ่งไม่ใช่แค่คนไทย แต่เป็นทุกๆชาติ โดยฉพาะหากสถานการณ์บานปลาย ซึ่งจะเป็นผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจ การเมือง สังคม ล้วนอยู่ในฐานะที่จะได้รับผลกระทบได้ หากสถานการณ์ยึดเยื้อ การค้าก็น้อยลง การเดินทางท่องเที่ยวก็น้อยลง คนก็รอการลงทุน

“เรารู้อยู่แล้ว เพราะยึดเยื้อเงินเฟ้อก็เกิดขึ้น ราคาพลังงานก็สูงขึ้น เรื่องเหล่านี้รัฐบาลได้คุยกันไม่ต้องกังวล โดยท่าทีของเราที่ผ่านมาทั้งในระดับสหประชาชาติ และระดับประเทศที่ดีลด้วย ทั้งแถลงการณ์ในนามประเทศไทย และแถลงการณ์ร่วมกับอาเซียน รวมไปถึงความพร้อมที่จะช่วยเหลือตามหลักมนุษยธรรมให้กับประชาชนที่ได้รับผลกระทบ ซึ่งถือว่าเราให้ความสำคัญระดับแรก อย่างไรก็ตาม ขอให้รัสเซียและยูเครนพูดจาและหารือกันหาทางออก ซึ่งฟังดูแล้วเป็นความปกติ แต่เป็นความปกติที่จำเป็น และเป็นเรื่องที่ดีที่สุด”  

ถามว่า มีการประเมินสถานการณ์ว่ายึดเยื้อ และเลวร้ายถึงระดับไหน นายดอน กล่าวว่า มีการประเมินแน่นอน แต่ไม่มีคำตอบสุดท้าย ซึ่งเรารู้ว่าการยึดเยื้อไม่ผลดีกับทุกฝ่าย แต่มีความพยายามที่จะให้ยึดเยื้อเหมือนกันเพื่อประโยชน์ในทางใดทางหนึ่ง ในทางยุทธวิธีมันเป็นอย่างนั้นจริงๆกับทุกหตุการณ์ในอดีต ซึ่งเรามองเห็นทุกแง่มุมในเรื่องนี้ แต่วันนี้เรื่องที่ดีมากสุดๆที่เราเห็น คือเรื่องที่ทั้งสองประเทศเขาจะคุยกัน และเราก็หวังว่าจะมีเชิงบวกออกมา แต่เราก็ไม่สามารถปักใจได้เพราะผลประโยชน์แต่ละฝ่ายแตกต่างกัน ฟังดูหมือนทุกคนต้องการความสงบ แต่ก็ยิงกันตลอดเวลา แต่ไม่ได้หมายความว่าเบื้องหลังจะออกมาด้วยวิธีความคิดเดียวกัน เพราะการเมืองระหว่างประเทศมีความซับซ้อนมาก ไม่ได้ดูกันเฉพาะด้านภายนอก เราจึงหวังว่านานาประเทศจะให้ความร่วมมืออย่าจริงจัง เพื่อทำให้เรื่องนี้คลี่คลาย และไม่บานปลาย

ถามว่า ไม่ว่าผลจะออกอย่างไรรัฐบาลมีแผนรองรับทั้งหมดใช่หรือไม่ รองนายกฯ กล่าวว่า เราจำเป็นต้องมี และเราต้องมองไปข้างในหน้าให้ได้ว่าอะไรเป็นอย่างไร รวมทั้งแผนการอพยพคนไทย ที่เรามีอยู่แล้ว ซึ่งจะออกมา 99 คน ในวันที่1-2 มี.ค. แต่ก็ยังมีจำนวนหนึ่งที่ยังไม่พร้อมจะออกมา เพราะมีครอบครัวอยู่นั่น   

ซักว่า จะมีการตั้งวอร์รูมเกาะติดสถานการณ์หรือไม่ รองนายกฯ กล่าวว่า ก็มีพูดกันอยู่ แต่ไม่ขอพูดในรายละเอียดว่าเราจะดูเรื่องนี้อย่างไร แต่ให้ความมั่นใจว่าเรารับรู้ปัญหาในทุกมุม เราไม่ต้องการให้เกิดความวุ่นวายไม่ว่าที่ไหนในโลกนี้ เราต้องการความสงบ เพราะความสงบจะทำให้ทุกประเทศพัฒนาตัวเองได้ โดยเฉพาะช่วงนี้ที่ทุกประเทศเจอสถานการณ์โควิด-19

เมื่อถามย้ำว่า หากสถานการณ์ไม่ดี เราจำเป็นให้ต้องเลือกข้างหรือไม่ รองนายกฯ กล่าวว่า อันนี้เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ขอดูสถานการณ์เป็นจริงในวันนี้ สถานการณ์วันนี้ไม่เลือกข้างดีที่สุด เพราะสถานการณ์จะสงบลงโดยเร็ว โดยทุกคนต้องช่วยกันออกมาเรียกร้อง โดยเฉพาะในภูมิภาคอาเซียน และไม่ใช้เรียกร้องเฉพาะวันนี้ แต่รวมถึงวันข้างหน้าด้วย

ถามต่อว่า ไม่ว่าจุดยืนเราจะเป็นอย่างไร จะไม่ส่งผลกระทบทางลบต่อประเทศไทยใช่หรือไม่ รองนายกฯกล่าวว่า มันโดนผลกระทบทั้งนั้นทุกประเทศมากหรือน้อยแตกต่างกัน ขึ้นอยู่ว่าใครจะรับมือได้มากกว่ากัน ในมุมที่ว่าเราอ่านสถานการณ์ออก และเรามีความพร้อมมากกว่าที่เรามีการพูดคุยกันไปแล้ว

นายดอน กล่าวว่า คืนนี้จะมีการหารือในเวทีคณะมนตรีความมั่นคงสหประชาชาติ(ยูเอ็นเอสซี) ซึ่งเราต้องเตรียมตัวให้ทัน เพื่อแสดงท่าทีและบอกกล่าวว่าที่ผ่านมาเราทำอะไรไปบ้าง และคาดหวังว่าควรจะเกิดอะไรขึ้น และจะได้ความร่วมมือจะนานาประเทศอะไรบ้าง เพื่อให้ผลกระทบต่างๆเบาบางกว่าที่ควรจะเป็น

” คนไทยต้องช่วยกัน ต้องมีความสามัคคี มีความเป็นปึกเเผ่น เป็นเอกภาพ ในบ้านเราต้องมี เพราะถือเป็นจุดแข็งและเป็นฐานของประเทศ ประเทศไหนอ่อนแอก็เป็นเหยื่อได้ง่ายดาย เพราะธรรมชาติของมนุษย์ใครแข็งแรงกว่าจะครอบงำทันที และก็เป็นเช่นนี้มาทุกยุคทุกสมัย และจะต่อเนื่องไปในอนาคตข้างหน้า”   

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ไม่รั่วสตางค์เดียว! ‘อนุทิน’ยัน‘พรก.กู้เงิน4แสนล้าน’นายกฯต้องรับผิดชอบ

"นายกฯ อนุทิน" ลั่น พ.ร.ก.กู้เงินฯ ประกาศใช้แล้ว หลังจากนี้จะดีจะร้ายนายกฯ เป็นผู้รับผิดชอบ ย้ำจะสอดส่องดูแลใช้งบให้เกิดประโยชน์ต่อ ปชช. รับรองไม่รั่วไหลแม้สตางค์แดงเดียว

'เอกนิติ' เปิดเบื้องหลัง 'มูดี้ส์' ปรับเครดิตไทย ไม่กังวลกู้ 4 แสนล้าน

'เอกนิติ' เปิดเบื้องหลังดึงความเชื่อมั่นไทย 'มูดี้ส์' ปรับมุมมองเศรษฐกิจไทยสู่ระดับ Stable แจงแผนมุ่งสร้างการเติบโต เร่งเครื่องการลงทุน ย้ำจุดยืนวินัยการคลัง

เดินหน้าตามนโยบายนายกฯ ลุยปราบ 'นอมินี' โชว์ไตรมาสแรกกวาดล้างบริษัทกลุ่มเสี่ยงลดลง 60%

โฆษกรัฐบาล แจง รัฐลุยปราบ ‘นอมินี’ มุ่งสร้างธุรกิจโปร่งใส เป็นธรรม ตอกย้ำคำประกาศนายกฯ ‘ไม่มีเคลียร์ เด็ดขาดทุกคดี’ ชวนปชช.แจ้งเบาะแส 1570

รัฐบาลน้อมรับนิด้าโพล 'แลนด์บริดจ์' ต้องสื่อสารวงกว้าง

4 พ.ค. 2569 - นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงผลสำรวจนิด้าโพลในหัวข้อ “คนใต้ว่าไง โครงการแลนด์บริดจ์จะมาแล้ว” ที่พบว่า กลุ่มผู้ที่เคยรับรู้ข้อมูลโครงการ จำนวน 1,333 คน (เคยได้ยิน และเข้าใจดีมาก / เคยได้ยิน และพอจะเข้าใจบ้าง /เคยได้ยิน แต่เข้าใจเพียงเล็กน้อย) ส่วนใหญ่ร้อยละ 67.22 เห็นด้วยกับโครงการ โดยแบ่งเป็น เห็นด้วยมาก 34.21% และค่อนข้างเห็นด้วย 33.01% ขณะที่มีประมาณร้อยละ 32.78 ไม่เห็นด้วย สะท้อนทั้งโอกาสของโครงการ และบทบาทของภาครัฐในการสื่อสารข้อมูลอย่างต่อเนื่องและโปร่งใส ส่วนกรณีพบว่าเกินครึ่งหรือร้อยละ 54.53 เคยได้ยินแต่เข้าใจเพียงเล็กน้อยเกี่ยวกับโครงการแลนด์บริดจ์นั้น นางสาวรัชดา กล่าวว่า นี่คือโจทย์ที่รัฐบาลต้องเร่งสื่อสารสร้างการรับรู้ ทั้งกลุ่มประชาชนที่ยังไม่เคยได้ยินหรือไม่เข้าใจ ให้เข้าถึงความข้อมูลมากยิ่งขึ้น “นายกรัฐมนตรี ได้กำชับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งสร้างความเข้าใจต่อสาธารณชนเกี่ยวกับโครงการแลนด์บริดจ์ ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของประเทศ พร้อมเปิดรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การตัดสินใจและการขับเคลื่อนโครงการเป็นไปอย่างรอบด้าน และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศ” โฆษกประจำสำนักนายกฯ ระบุ สำหรับนักวิชาการและผู้สนใจหลายฝ่ายออกมาแสดงความคิดเห็นทั้งสนับสนุนและตั้งข้อสังเกตต่อโครงการอย่างต่อเนื่อง แต่ความเห็นที่สอดคล้องกัน คือ โครงการแลนด์บริดจ์เป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของไทย ทั้งด้านโลจิสติกส์ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การสร้างงาน และการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ ซึ่งอาจเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญต่อเศรษฐกิจในระยะยาว อย่างไรก็ตาม ภาครัฐยังให้ความสำคัญกับข้อคำถามสำคัญ อาทิ มูลค่าการลงทุน ความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ รวมถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชนในพื้นที่ โดยทุกประเด็นต้องถูกศึกษาในรายละเอียด เพื่อกำหนดมาตรการรองรับอย่างเหมาะสม ให้โครงการสามารถดำเนินไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และตรวจสอบได้ “นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำให้ทุกประเด็นต้องอธิบายได้อย่างชัดเจน แม้ภาพรวมจะได้รับการสนับสนุน แต่ยังมีข้อกังวลจากประชาชน ภาครัฐจึงต้องเร่งสื่อสาร สร้างความเข้าใจ และเปิดรับฟังความคิดเห็นอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การขับเคลื่อนโครงการเป็นไปอย่างรอบคอบและได้รับการยอมรับ” นางสาวรัชดา กล่าว.

ขึ้น‘ค่าจ้าง’ต้องมีเหตุผล แรงงานยื่นข้อเสนอพรึ่บ

“อนุทิน” ระบุขึ้นค่าแรงต้องมีเหตุผล รัฐบาลเตือนนายจ้างวันแรงงานแห่งชาติ ลูกจ้างมีสิทธิหยุดงานพร้อมรับค่าจ้างปกติ ถ้าไม่ได้หยุดเพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่า 1 เท่า ค่าล่วงเวลาไม่น้อยกว่า 3 เท่าของอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมง ขณะที่ 27 องค์กรรวมพลยื่น 8 ข้อเรียกร้องรัฐบาล ตั้งกองทุนประกันความเสี่ยง-อัปเกรดสวัสดิการ

นายกฯ อวยพร 'วันแรงงานแห่งชาติ' ชี้ขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำต้องมีเหตุผล

'อนุทิน' อวยพรวันแรงงานแห่งชาติ ขอให้สุขภาพแข็งแรง ทำงานสำเร็จ-มีความมั่นคงในชีวิต ชี้ขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำต้องมีเหตุผล