
“น้ำมันดิบ” เปรียบเสมือนสารตั้งต้นมหาศาล ที่แตกแขนงไปสู่สิ่งต่าง ๆ รอบตัว ตั้งแต่ก๊าซหุงต้มในครัวเรือน, ยางมะตอยที่ใช้สร้างถนน, เม็ดพลาสติกที่เป็นส่วนประกอบของมือถือและเครื่องใช้ไฟฟ้า ไปจนถึงเชื้อเพลิงอากาศยานที่เชื่อมโยงโลกให้เข้าหากัน
และในโลกนี้ที่น้ำมันถือเป็นวัตถุดิบหลักในการเดินหน้ากิจกรรมของมนุษย์ ผลักดันเศรษฐกิจ คำถามที่สำคัญคือ... ประเทศไทยพึ่งพาตัวเองได้แค่ไหน?
โดยข้อมูลล่าสุดจากสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (EPPO) ช่วงปี 2568 เผยให้เห็นภาพที่น่าสนใจ เกี่ยวกับสถานการณ์น้ำมันดิบในประเทศไทย
ไทยผลิตเองได้แค่ 8% ที่เหลือคือการ "นำเข้า"
ตัวเลขที่น่าสนใจที่สุดคือ 92% ของน้ำมันดิบที่คนไทยใช้ มาจากการนำเข้าจากต่างประเทศ ในขณะที่เราสามารถขุดเจาะและผลิตในประเทศได้เพียง 8% เท่านั้น นั่นหมายความว่าหากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดในระดับโลกที่ส่งผลต่อการขนส่งหรือราคาน้ำมัน ไทยเราจะอาจส่งผลกระทบต่อ “ต้นทุนและราคาพลังงาน” ได้
แหล่งที่มาของน้ำมันที่นำเข้าไทย
เมื่อต้องนำเข้าเป็นจำนวนมหาศาล การกระจายความเสี่ยงจึงเป็นกลยุทธ์สำคัญ โดยแหล่งที่มาของน้ำมันดิบถูกแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มหลัก ดังนี้ 1. ตะวันออกกลาง (58%) ยังคงเป็นแหล่งนำเข้าหลักหลักของไทย นำโดยยักษ์ใหญ่อย่าง สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE), ซาอุดีอาระเบีย, กาตาร์, คูเวต และโอมาน
2.แหล่งอื่นๆ ทั่วโลก (24%) เพื่อไม่ให้พึ่งพาแค่จุดเดียว เรามีการนำเข้าจาก สหรัฐอเมริกา, บราซิล, ไนจีเรีย และลิเบีย และตะวันออกไกล / เพื่อนบ้าน (19%) เป็นแหล่งในภูมิภาคใกล้เคียง เช่น มาเลเซีย, อินโดนีเซีย, บรูไน และเวียดนาม
กลยุทธ์ท่ามกลางความไม่สงบ
ด้วยสัดส่วนการนำเข้าจากตะวันออกกลางที่สูงถึง 58% ท่ามกลางความผันผวนของสถานการณ์ในภูมิภาคดังกล่าว ภาครัฐและผู้ประกอบการด้านพลังงานมีการดำเนินมาตรการ เช่น เร่งจัดหาแหล่งน้ำมันดิบใหม่ๆ นอกเหนือจากตะวันออกกลางเพื่อกระจายความเสี่ยง และ เพิ่มความยืดหยุ่นในการจัดหาและขนส่งน้ำมันดิบ เพื่อให้การขนส่งมีความยืดหยุ่นและต่อเนื่องที่สุด
จากตัวเลขนำเข้าน้ำมัน 92% นี้อาจเป็นเพียงสถิติ แต่สิ่งที่ซ่อนอยู่คือคำถามสำคัญประเทศไทยจะสร้าง “ความมั่นคงทางพลังงาน” ได้อย่างไร ในโลกที่ไม่แน่นอนมากขึ้นทุกวัน และมุมมองของการเพิ่มสัดส่วนพลังงานทางเลือก การพัฒนาเทคโนโลยี และการบริหารความเสี่ยงเชิงระบบ อาจเป็น “แนวทางสำคัญ” ในอนาคตก็ได้
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
'ดีอี'ยันข่าวจริงอนุมัติเพิ่มเงินบัตรคนจน เป็น 400 บาท
ดีอี ยันข่าวจริง "อนุมัติเพิ่มเงินบัตรคนจน เป็น 400 บาท เริ่ม 13 เม.ย.-12 พ.ค. 69" ขอเลือกเชื่อ-แชร์ ข้อมูลทางการเท่านั้น
'รบ.อนุทิน'ก้าวข้ามการเมือง สู่วิกฤตรับมือ'ยุคน้ำมันแพง'
หลังการแถลงนโยบายต่อรัฐสภาระหว่างวันที่ 9-10 เม.ย.เสร็จสิ้น รัฐบาลภายใต้การนำของ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย (มท.1) ได้สถานะ อำนาจเต็ม อย่างไม่ต้องสงสัย ด้วยตัวเลข สส.พรรคภูมิใจไทย 192 เสียง ผนวกกับพรรคร่วมจนรวมเป็น 292 เสียง
รัฐบาลฟิตจัด เร่งกม.ค้างท่อ ‘24ฉบับ’ไปต่อ
ครม.เร่งเครื่องกฎหมายค้างท่อ 24 ฉบับ มอบเจ้าสังกัดเร่งดำเนินการต่อ และแจ้ง สลค.ภายใน 24 เม.ย.69 ก่อนเสนอ ครม. ร้องขอรัฐสภาพิจารณาต่อไป

