สภาส่อเดือด! ถกรายงานงบกองทุนบำนาญ สส. 'หมอวรงค์' ทุบโต๊ะเลิกสถานเดียว

ประชุมสภาฯ 2 เม.ย. ส่อเดือด! ถกรายงานงบกองทุนบำนาญ สส. ผู้ทรงเกียรติ ‘หมอวรงค์’ ทุบโต๊ะยกเลิกสถานเดียว หลังเปิดข้อมูลเป็น สส. แค่ปีเดียว ก็ได้สิทธิ เผยตัวเลขงบการเงิน สินทรัพย์ลด-ค่าใช้จ่ายพุ่ง

30 มี.ค. 2569 – ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร สัปดาห์นี้ วันพฤหัสที่ 2 เมษายน มีระเบียบวาระในส่วนของเรื่องที่ประธานสภาฯจะแจ้งให้ที่ประชุมทราบ ซึ่งมีด้วยกัน 5 เรื่อง และหนึ่งในนั้นคือ การรับทราบรายงานของผู้สอบบัญชีและรายงานการเงินกองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา สำหรับปีสิ้นสุดวันที่ 30 กันยายน 2567

ซึ่งกำลังเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจ หลัง นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคไทยภักดี เสนอให้ยกเลิกเงินบำนาญ สส. ที่สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรต้องมีการจัดสรรงบดังกล่าวให้กับอดีต สส.ทุกปี โดย นพ.วรงค์ เปิดเผยข้อมูลไว้ก่อนหน้านี้ว่า เพียงแค่เป็น สส. ปีเดียว และต่อมาสอบตกหรือเลิกเล่นการเมือง ก็ได้รับสิทธิพิเศษดังกล่าว หากมีการยื่นเรื่องขอรับสิทธิฯ

นพ.วรงค์ เปิดเผยว่า วันพฤหัสบดีที่ 2 เม.ย.นี้ ที่ประชุมสภามีการบรรจุระเบียบวาระ รายงานการใช้เงินของกองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา หรือ บำนาญ สส. ประจำปี 2567 ซึ่งจะอภิปรายให้เพื่อนสมาชิก สส. และประชาชนที่ติดตามการถ่ายทอดสดได้เข้าใจรายละเอียดทั้งหมดถึงวัตถุประสงค์ของตนที่ชัดเจนว่า เราอยากจะช่วยปกป้อง เพราะคือภาพลักษณ์ของพวกเรา ภาพลักษณ์ของนักการเมือง เรายอมเสียสละ ประชาชนจะมีความรู้สึกที่ดีกับพวกเรา

“แล้วผมคิดอยู่ในใจอยู่เสมอว่า ภาพนักการเมืองคือภาพของการทุจริตคอร์รัปชัน แล้วการที่จะสร้างภาพที่ดีเราต้องปรับที่ตัวเองก่อน ผมถึงพยายามเรียกร้องว่าพวกเราต้องปรับพวกเราก่อน ถ้าเราปรับพวกเราแล้ว เชื่อว่าการจัดการเรื่องคอร์รัปชัน เรื่องทุจริต หรือแม้แต่เรื่องการเอื้อสิทธิประโยชน์จะ จัดการได้ง่ายขึ้น แต่ถ้าตราบใดของแค่นี้คุณไม่ยอม อย่าไปหวังที่จะพัฒนาชาติบ้านเมือง อย่าไปหวังที่จะดูแลเป็นประโยชน์ของประชาชน” นพ.วรงค์ ระบุ

ทั้งนี้ เท่าที่ดูคร่าวๆ รายงานฉบับนี้ มีประเด็นน่าสนใจเยอะ เพราะเป็นรายละเอียดย่อยที่อย่างน้อยชี้ให้เห็นเลยว่าไล่ตั้งแต่ว่าจำนวนคนที่มีอยู่ (อดีตสมาชิกรัฐสภา) และคนที่มาใช้สิทธิบำนาญ รายงานดังกล่าว ระบุว่ามีคนทั้งหมดสามพันกว่าคน แต่จริงๆ แล้วใช้สิทธิบำนาญแค่ 1,291 คน ซึ่งที่ยื่นขอใช้สิทธิกันเงินยังไม่พอเลย เข้าใจว่าอีกร่วมสองพันคนยังไม่รู้ว่ามีสิทธิดังกล่าว ถ้าอีกสองพันคนมาขอใช้สิทธิ เพราะเขามีสิทธิ เพราะกฎหมายเปิดกว้างจนถึงอดีต สส. สว. ทั้งหมด งบดังกล่าวจะโป่งไปอีกเท่าไหร่ก็ไม่รู้ ดังนั้น บรรดาสิทธิประโยชน์ต่างๆ เหล่านี้ ควรจะต้องตีแผ่กันในสภา และอภิปรายให้ประชาชนได้เห็นภาพทั้งหมด ซึ่งตนมุ่งเป้าไปที่บำนาญ

“สิทธิประโยชน์รายการอื่น. ผมไม่ได้แตะ แล้วเรื่องแบบนี้ พวกนักการเมืองแต่ละพรรคควรแสดงท่าทีจุดยืน ถ้าคุณอาสาเข้ามาทำงานเพื่อชาติบ้านเมือง เพื่อประชาชน คุณก็ต้องยอมเสียสละ ผมอยากจะเรียกร้องให้ทั้ง สส และ สว มาร่วมกันเสียสละ เพราะคิดจะเข้ามาดูแลประชาชน อย่ามาเป็นภาระประชาชนในอนาคต จนถึงขณะนี้ดูเหมือน สว. ก็ยังไม่มีแอ็กชันอะไรเลย ยังไม่มีนะ แต่ผมคิดว่าถึงเวลาเราเริ่มต้น เราควรจะเริ่มต้นในสิ่งที่เป็นของเรา มีคนเรียกร้องผมว่าผมควรจะไปเรียกร้อง สว. ผมคิดว่าเมื่อเริ่มต้นจาก สส. แล้วมันเป็นคู่ขนานกันเป็นคู่แฝด” หัวหน้าพรรคไทยภักดี ระบุ

ส่วนเรื่องข้อเสนอให้ยกเลิกเงินค่าอาหาร สส. ถ้ามีการยกเลิกอาหารกลางวันของ สส. ได้ ต่อไปทางฝั่ง สว. ด้วยกระแสสังคมจะไปด้วยกัน ในทางตรงกันข้าม อย่างเช่นสมาชิกรัฐสภาฝั่ง สว. บางคน เขาก็บอกว่า ต้องมีค่าใช้จ่ายอะไรตั้งเยอะแยะนะ กับภาระสังคมอะไรต่างๆ เขาก็ควรจะได้สิทธิอะไรเหล่านี้บ้าง แต่สมเหตุสมผลหรือไม่กับสิ่งที่มี สว. คนหนึ่งออกมาพูดถึงว่าได้อาสาเข้ามาดูแลประชาชน แล้วทำมาอ้างว่าทำให้ภาระค่าใช้จ่ายสูง ตัวเขาก็ลาออกได้ เพราะเชื่อว่ามีคนพร้อมที่จะเข้ามาดูแลประชาชน โดยที่เผลอๆ ไม่พึ่งพาสิ่งเหล่านี้เลย มีคนดีอีกเยอะที่อยากจะเข้ามา หากใครคิดว่ามาดำรงตำแหน่งแล้ว รู้สึกตัวเองต้องลำบาก ก็อย่าอยู่ ไม่มีใครว่าลาออกได้ แต่สังเกตดูแย่งกันแทบตาย สู้กันแทบตาย ดังนั้นเมื่อคุณสู้กันเพื่อจะมาดูแลประชาชน ก็อย่ามาอ้างว่ามันเป็นภาระตัวเองจะลำบาก ถ้าลำบากเมื่อไหร่ลาออกได้ คนอื่นพร้อมที่จะเข้ามา

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับรายงานของผู้สอบบัญชีและรายงานการเงินกองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา สำหรับปีสิ้นสุดวันที่ 30 กันยายน 2567 ดังกล่าว ซึ่งเป็นรายงานการตรวจสอบบัญชีของสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ในฐานะหน่วยรับตรวจ ได้ส่งรายงานดังกล่าวถึงเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร มีข้อมูลตัวเลขที่น่าสนใจเช่น งบแสดงฐานะการเงิน ณ วันที่ 30 กันยายน 2567 ที่เป็นวันสุดท้ายของปีงบประมาณรายจ่ายฯ พบว่าในส่วนของสินทรัพย์ ในปี 2566 มี 30,839,375.42 บาท แต่ต่อมาในปี 2567 สินทรัพย์ลดลงเหลือ7,625,368.13 บาท ขณะที่งบแสดงผลการดำเนินงานทางการเงินฯ ในส่วนของค่าใช้จ่าย พบว่า ค่าบำเหน็จบำนาญปี 2566 อยู่ที่ 199,303,588.17 แต่ปี 2567 ค่าใช้จ่ายในส่วนดังกล่าวเพิ่มขึ้นเป็น 228,933,705.21 บาท

สำหรับกองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร เกิดขึ้นตามพระราชบัญญัติกองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา พ.ศ. 2556 เพื่อเป็นทุนหมุนเวียนและใช้จ่ายเพื่อช่วยเหลือผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา เป็นเงินทุนเลี้ยงชีพ เงินช่วยเหลือในการรักษาพยาบาล เงินช่วยเหลือในกรณีทุพพลภาพ เงินช่วยเหลือในกรณีถึงแก่กรรม เงินช่วยเหลือในกรณีการให้การศึกษาบุตร และสวัสดิการและสิทธิประโยชน์อื่นตามระเบียบที่คณะกรรมการกองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภากำหนด.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

อดีตบิ๊กข่าวกรอง ชี้ MOU43 สิ้นมนต์ขลัง 'สว.'ยกเลิกแล้วเหลือมติ ครม. หวัง 'นายกฯ' จะไม่เปลี่ยนไปจากหาเสียง

นันทิวัฒน์ ระบุเอ็มโอยู​ 43​ สิ้นมนต์ขลังแล้ว สว.มีมติยกเลิกแล้วเหลือมติครม. แต่คนบางฝ่ายยังกอดเอ็มโอยูไว้แน่น ไม่อยากเลิก​ ยังเห็นมุมดีมีประโยชน์ ยังอาศัยเป็นกรอบในการเจรจากันได้

จับตาจันทร์นี้ ปธ.สภาฯ นัดพรรคการเมืองหารือทบทวนสวัสดิการสส.

ปธ.สภาฯ นัดพรรคการเมืองหารือทบทวนสวัสดิการสมาชิกรัฐสภาจันทร์นี้ “หมอวรงค์”เผยเสนอสามแนวทาง ทุบโต๊ะยกเลิกค่าอาหารสส.ไม่ใช่แค่ปรับลด

'โสภณ' เซ็นคำสั่ง สส. เข้าประชุมสภาฯ ไม่จำเป็นต้องสวมสูท เพื่อประหยัดพลังงาน

นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ลงนามในคำสั่งประกาศสภาผู้แทนราษฎร เรื่องการแต่งกายของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ระบุว่า สืบเนื่องจากสถานการณ์ความขัดแย้งและการสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง ได้ส่งผลกระทบต่อสถานการณ์ด้านพลังงานและเชื้อเพลิงของประเทศ อันเป็นปัจจัยสำคัญในการดำรงชีวิตและเศรษฐกิจของประชาชน