ป.ป.ช.แจงยิบปม 'ศักดิ์สยาม' ไม่ขัดคำตัดสินศาลรัฐธรรมนูญเหตุเจ้าตัวไม่มีเจตนา-ไม่เอื้อประโยชน์

ป.ป.ช. แจงยิบ 'ศักดิ์สยาม' รอดคดีซุกหุ้น เพราะไม่มีเจตนาปกปิดทรัพย์สิน ไม่เอื้อประโยชน์ หจก.บุรีเจริญฯ

23 เม.ย.2569 - นายสุรพงษ์ อินทรถาวร เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ในฐานะโฆษกสำนักงาน ป.ป.ช. แถลงว่า ตามที่ปรากฎเป็นข่าวตามสื่อมวลชนกรณีคณะกรรมการ ป.ป.ช.ได้มีคำวินิจฉัยเกี่ยวกับคดีของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ นั้น สำนักงาน ป.ป.ช. ขอแถลงข้อเท็จจริงในประเด็น ดังต่อไปนี้ 1.กรณียื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. โดยนายศักดิ์สยาม ได้ยื่นบัญชีต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และรัฐมนตรีว่าการ
กระทรวงคมนาคม จำนวน 6 ครั้ง มีรายละเอียดดังนี้ 1.กรณีเข้ารับตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สมัยที่ 1) เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2562 ได้ยื่นบัญชีเมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2562 2.กรณีเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2562 ได้ยื่นบัญชีไว้เพื่อเป็นหลักฐาน เมื่อวันที่ 27 กันยายน 2562 3.กรณีพ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2566 ได้ยื่นบัญชีเมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2567 โดยเป็นการยื่นบัญชีล่าช้าเป็นเวลา 573 วัน ซึ่งเป็นการยื่นบัญชีล่าช้าอันเนื่องมาจากที่ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัย ที่ 1/2567 เมื่อวันที่ 17 มกราคม 2567 ให้ความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลงเฉพาะตัว นับแต่วันที่ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ (วันที่ 3 มีนาคม 2566)4.กรณีพ้นจากตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สมัยที่ 1) เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2566 ได้ยื่นบัญชีเมื่อวันที่ 18 เมษายน 2566 (5.กรณีเข้ารับตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สมัยที่ 2) เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2566 ได้ยื่นบัญชีเมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2566 6.กรณีพ้นจากตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สมัยที่ 2) เมื่อวันที่ 17 มกราคม 2567 ได้ยื่นบัญชีเมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2567 โดยเป็นการยื่นบัญชีล่าช้าเป็นเวลา 16 วัน

ทั้งนี้ ในการยื่นบัญชีทั้ง 6 ครั้ง ของนายศักดิ์สยาม ไม่ปรากฏว่ามีรายการเงินลงทุนที่เป็นหุ้นในห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น ในบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินแต่อย่างใด เมื่อวันที่ 17 มกราคม 2567 ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยที่ 1/2567 โดยวินิจฉัยว่า นายศักดิ์สยาม กับนาย ศ. ได้ตกลงกันให้นำเงินของนายศักดิ์สยาม ไปทำธุรกรรมต่าง ๆ ในนามของนาย ศ. โดยขั้นตอนสุดท้ายได้มีการนำเงินนั้นไปซื้อกองทุน TMB-T-ES-DPlus และกองทุน TMB-T-ES-IPlus ในชื่อนาย ศ. แล้วขายกองทุนดังกล่าวเพื่อชำระค่าสิทธิเงินลงหุ้นให้แก่นายศักดิ์สยาม เช่นนี้เงินจำนวน 119,500,000 บาท ยังคงเป็นของนายศักดิ์สยาม นายศักดิ์สยามจึงยังคงไว้ซึ่งความเป็นหุ้นส่วนหรือผู้ถือหุ้นในห้างหันส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนคอนสตรัคชันโดยมีนาย ศ. เป็นผู้ครอบครองหุ้นของห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น และดูแลห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น แทนนายศักดิ์สยาม มาโดยตลอด อันเป็นการถือหุ้นของรัฐมนตรีที่อยู่ในความครอบครองหรือดูแลของบุคคลอื่นไม่ว่าโดยทางใด ๆ ซึ่งเป็นการกระทำอันเป็นการต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 187 ดังนั้น ความเป็นรัฐมนตรีของนายศักดิ์สยาม จึงสิ้นสุดลงเฉพาะตัว ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (5)

ทั้งนี้ การยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. เมื่อครั้งพ้นจากตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สมัยที่ 2) เมื่อวันที่ 17 มกราคม 2567 นายศักดิ์สยาม ได้ยื่นหนังสือชี้แจงกรณีที่ไม่ได้แสดงรายการเงินลงทุนในห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น ว่า นาย ศ.โต้แย้งความเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในหุ้นส่วนของห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น และไม่ยินยอมปฏิบัติตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรรมนูญ และคัดค้านไม่ให้นายศักดิ์สยาม ระบุรายการทรัพย์สินดังกล่าวในแบบบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน ซึ่งนายศักดิ์สยาม ได้ยื่นฟ้องนาย ศ.ต่อศาลจังหวัดนนทบุรี ขอให้กระทำการตามคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญ โดยขอให้ศาลบังคับให้นาย ศ. โอนสิทธิเงินลงหุ้นในห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น จำนวน 119,500,000 บาท ให้แก่นายศักดิ์สยาม และให้นาย ศ. ดำเนินการแก้ไขเพิ่มเติมหุ้นส่วนผู้จัดการ โดยให้นาย ศ. ออกจากการเป็นหุ้นส่วนไม่จำกัดความรับผิดและหุ้นส่วน และให้นายศักดิ์สยาม เข้าไปเป็นหุ้นหุ้นส่วนไม่จำกัดความรับผิดและหุ้นส่วนแทนนาย ศ. ต่อมาเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2568 นายศักดิ์สยาม และนาย ศ. ได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความต่อศาลอุทธรณ์ภาค 1 โดยนายศักดิ์สยาม ไม่ติดใจให้นาย ศ. โอนสิทธิเงินลงหุ้นในห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น จำนวน 119,500,000 บาท อีกต่อไป และยอมรับว่านาย ศ. เป็นผู้ซื้อหุ้นและเป็นผู้มีสิทธิในการถือหุ้นในห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น จำนวน 119,500,000 บาท โดยเป็นหุ้นส่วนประเภทไม่จำกัดความรับผิด และนาย ศ. ยังคงเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น ซึ่งรายการจดทะเบียนของห้าง ณ วันที่ทำสัญญาประนีประนอมยอมความ เป็นของนาย ศ. ตามที่ได้จดทะเบียนไว้ต่อนายทะเบียนห้นส่วนบริษัท กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ และนายศักดิ์สยาม ยอมรับว่าได้ขายหุ้นให้แก่นาย ศ. ดังนั้น นาย ศ. จึงเป็นผู้มีสิทธิในการดำเนินธุรกิจและบริหารกิจการของห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น ทั้งนี้ เพื่อเป็นการยุติข้อพิพาท นาย ศ. ตกลงจะรับชื้อที่ดินของนายศักดิ์สยาม เป็นการตอบแทน โดยนายศักดิ์สยาม ตกลงจะขายที่ดินทั้งหมดจำนวน 19 แปลง เนื้อที่รวม 323 ไร่ 373 ตารางวา ให้แก่นาย ศ. แบบเหมายกแปลงราคาเฉลี่ยไร่ละ 159.00 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิน จำนวน 51,505,267.50 บาท โดยนาย ศ. ตกลงชำระเงินให้แก่นายศักดิ์สยาม ภายในวันที่ 4 กรกฎาคม 2568
และนายศักดิ์สยาม ตกลงดำเนินการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินทั้งหมดให้แก่นาย ศ. ภายในวันที่ 9 กรกฎาคม 2568 อีกทั้ง นายศักดิ์สยาม และนาย ศ. ไม่ติดใจเรียกร้องสิ่งใดต่อกัน และไม่ติดใจดำเนินคดีใด ๆ ทั้งทางแพ่งและทางอาญาต่อกันอีก ต่อมาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ได้มีคำพิพากษาตามยอม โดยเห็นว่าไม่ขัดต่อกฎหมาย จึงพิพากษาให้คดีเป็นอันเสร็จเด็ดขาดไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2568 นายศักดิ์สยาม ได้มีหนังสือขอปรับปรุงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินให้เป็นปัจจุบัน (ทุกบัญชี) และยื่นเอกสารหลักฐานเพิ่มเติมเพื่อปรับปรุงรายการที่ดินที่ขายและโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้กับนาย ศ. ตามคำพิพากษาตามยอมที่มีการชำระเงินค่าที่ดินให้แก่นายศักดิ์สยาม รวมจำนวน 51,505,267.50 บาท

จากเอกสารหลักฐานทางทะเบียนของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ปรากฏว่านายศักดิ์สยาม ได้โอนเงินลงหุ้นในห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น จำนวน 119,499,000 บาทให้แก่นาย ศ. เมื่อวันที่ 26 มกราคม 2561 และจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงห้างหุ้นส่วน เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2561 ซึ่งเป็นการดำเนินการก่อนวันที่ศาลรัฐธธรรมญจะมีคำวินิจฉัยเมื่อวันที่ 17 มกราคม 2567 โดยนายศักดิ์สยาม และนาย ศ. ได้ซื้อขายสิทธิเงินลงทุนในห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น และชำระเงินเสร็จสิ้น รวมทั้งได้เปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้นทางทะเบียนแล้ว ก่อนที่นายศักดิ์สยาม จะมีหน้าที่ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินต่อคณะกรรมการ ป.ป.ป.ช. ในทุกตำแหน่ง ต่อมาเมื่อศาลรัฐธธรรมนูมีคำวินิจฉัยว่าความเป็นรัฐมนตรีของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ สิ้นสุดลง เนื่องจากนายศักดิ์สยาม ยังคงไว้ซึ่งความเป็นหุ้นส่วนหรือผู้ถือหุ้นในห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชัน โดยมีนาย ศ. เป็นผู้ครอบครองหุ้นและดูแลห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น แทน นายศักดิ์สยาม จึงได้ปฏิบัติตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ โดยขอให้นาย ศ. โอนสิทธิเงินลงทุนในหุ้นของห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนคอนสตชั่น คืนให้กับนายศักดิ์สยาม และให้นาย ศ. ออกจากการเป็นหุ้นส่วนไม่จำกัดความรับผิดและหุ้นส่วนผู้จัดการของห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชัน แต่นาย ศ. เพิกเฉย นายศักดิ์สยาม จึงได้มีการนำคดีมาฟ้องต่อศาลจังหวัดนทบุรี อันเป็นที่มาของคำพิพากษาตามยอมดังกล่าว และเป็นการดำเนินการให้เป็นไปตามคำสั่งของศาลรัฐธธธรรมนูญ ในการแสดงสิทธิเงินลงทุนในห้างหุ้นส่วนจำกัดบุรีเจริญคอนสตรัคชั่น เพื่อติดตามและดำเนินคดีให้ได้สิทธิคืนมา

ประกอบกับหลังจากมีการซื้อขายและโอนเงินลงหุ้นระหว่างนายศักดิ์สยาม กับนาย ศ. เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2561 หลักฐานทางทะเบียนยังปรากฏชื่อนาย ศ. เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการอยู่ โดยยังไม่มีการจดทะเบียนแก้ไข และไม่ปรากฏพยานหลักฐานหรือปรากฎพฤติการณ์อื่นว่า ภายหลังจากที่นายศักดิ์สยาม โอนเงินลงหุ้นให้นาย ศ. แล้ว นายศักดิ์สยาม ไม่ได้เข้าไปบริหารกิจการหรือเกี่ยวข้องกับการดำเนินกิจการของห้างหุ้นส่วนจำกัดบุรีเจริญคอนสตรัคชั่น แต่อย่างใด ส่วนนาย ศ. เมื่อซื้อสิทธิเงินลงหุ้นมาแล้ว ยังแสดงตนเป็นเจ้าของหุ้นในห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น และไม่ยอมโอนคืนเงินลงหุ้นในห้างหุ้นส่วนจำกัดบุรีเจริญคอนสตรัคชัน ให้แก่นายศักดิ์สยาม ทำให้นายศักดิ์สยาม ต้องไปดำเนินการฟ้องร้องต่อศาลจนกระทั่งประนีประนอมยอมความกัน อีกทั้ง เมื่อดำเนินการทางกฎหมายเสร็จสิ้นแล้ว นายศักดิ์สยามได้ขอปรับปรุงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินโดยแจ้งข้อเท็จจริงและแสดงเอกสารหลักฐานการซื้อขายที่ดินและการชำระเงินค่าที่ดินเพิ่มเติมต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช.

ดังนั้น จากพฤติการณ์ดังกล่าวจึงแสดงให้เห็นว่านายศักดิ์สยาม เข้าใจว่าตนได้มีการโอนหุ้นดังกล่าวไปโดยชอบ เนื่องจากมีการจดทะเบียนโอนหุ้น และไม่ปรากฏว่านายศักดิ์สยาม เข้าไปดำเนินการใด ๆ ภายหลังจากมีการโอนหุ้นแล้ว จึงไม่ได้แสดงหุ้นดังกล่าวไว้ในบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน ประกอบกับนายศักดิ์สยาม ได้ดำเนินการตามคำพิพากษาภายหลังจากศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัย และได้มีการแจ้งต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช.เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงของรายการทรัพย์สินและหนี้สิน ซึ่งคณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาเมื่อวันที่ 8 กันยายน 2568 แล้ว เห็นว่า รายการทรัพย์สินและหนี้สินที่แสดงถูกต้องและมีอยู่จริง ผลการตรวจสอบทรัพย์สินและหนี้สินไม่ปรากฏว่าผิดปกติ จึงให้จัดทำผลการตรวจสอบแล้วเปิดเผยให้ประชาชนทราบเป็นการทั่วไปตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.ศ. 2561

ทั้งนี้ จากข้อเท็จจริงข้างต้น กรณีที่นายศักดิ์สยาม ได้ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน โดยไม่ปรากฏว่ามีรายการเงินลงทุนที่เป็นหุ้นในห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น จึงยังฟังไม่ได้ว่าเป็นการจงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินหรือหนี้สินด้วยข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ และมีพฤติการณ์อันควรเชื่อได้ว่ามีเจตนาไม่แสดงที่มาแห่งทรัพย์สินหรือหนี้สินนั้น และข้อเท็จจริงดังกล่าวที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้วินิจฉัยและมีมติเป็นข้อเท็จจริงคนละประเด็นกับกับที่ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยเกี่ยวกับความเป็นรัฐมนตรีของนายศักดิ์สยาม ประกอบกับคณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้นำคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญดังกล่าวมาประกอบการพิจารณาวินิจฉัยแล้ว ดังนั้น มติคณะกรรมการ ป.ป.ช. จึงไม่ขัดหรือแย้งกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ อีกทั้งศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยภายหลังจากที่นายศักดิ์สยาม ได้ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. แล้ว


2. กรณีมีหนังสือร้องเรียนนายศักดิ์สยาม เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กรณีเข้าไปมีส่วนได้เสียในห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น และยังคงไว้ซึ่งความเป็นหุ้นส่วน และใช้อำนาจแทรกแซงเจ้าหน้าที่ของรัฐเพื่อเอื้อประโยชน์ให้ห้างดังกล่าว และนิติบุคคลที่เป็นพวกพ้องของตนได้เข้าทำสัญญากับกรมทางหลวงและกรมทางหลวงชนบท อันเป็นหน่วยงานที่อยู่ภายใต้กำกับดูแล จากการตรวจสอบเบื้องต้น ได้ดำเนินการรรรวบรวมพยานหลักฐานโดยการสอบปากคำพยานยุคคคลจำนวน 25 ปาก และขอทราบข้อเท็จจจริงจากกระทรวงคมนาคม กรมทางหลวง กรมทางหลวงชนบท กรมพัฒนาธุรกิจการค้า สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน และธนาคาร ทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน) รวมถึงคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 1/2567 แล้ว

เห็นว่า การที่ศาลรับฟังข้อเท็จจริงว่านายศักดิ์สยาม ยังคงไว้ซึ่งความเป็นหุ้นส่วน โดยมีนาย ศ. เป็นผู้ครอบครองและดูแลห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น แทนนายศักดิ์สยาม มาโดยตลอดเท่านั้น โดยยังมีปัญหาเกี่ยวกับความเป็นหุ้นส่วนในการถือหุ้นของนายศักดิ์สยาม ที่อาจเข้าลักษณะของการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลกับประโยชน์ส่วนรวมหรือไม่ ดังนั้น การที่นาย ศ. เป็นผู้ครอบครองหุ้นและดูแลบริหารจัดการห้างดังกล่าว และทำสัญญากับกรมทางหลวงและกรมทางหลวงชนบท จึงไม่ปรากฏว่านายศักดิ์สยามได้ใช้อำนาจหน้าที่โดยตรงหรือสามารถใช้อำนาจใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับห้างในการดำเนินกิจการที่เป็นคู่สัญญา รวมถึงไม่ปรากฏว่านายศักดิ์สยาม ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมเข้าแทรกแซงกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างของหน่วยงานในกระทรวงคมนาคมแต่อย่างใด ประกอบกับวงเงินอนมัติในการจัดซื้อจัดจ้างเป็นอำนาจของหัวหน้าส่วนราชการ ไม่อยู่ในอำนาจของรัฐมนตรี และไม่ปรากฏว่านายศักดิ์สยาม ใช้อำนาจในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมเอื้อประโยชน์ให้กับห้างหุ้นส่วนหรือมีการสมยอมกันเสนอราคาของกลุ่มเอกชนในการเข้าเสนอราคากับกรมทางหลวงหรือกรมทางหลวงชนบทแต่อย่างใด และจากการตรวจสอบข้อมูลการเข้าเป็นคู่สัญญากับกระทรวงคมนาคมของห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น ก่อนที่นายศักดิ์สยาม ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม คือ วันที่ 10 กรกฎาคม 2562และในระหว่างที่นายศักดิ์สยาม ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม จนถึงวันที่ 3 มีนาคม 2566 ห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัศชัน ได้เข้าเป็นคู่สัญญา เฉลี่ยปีละ 27 สัญญา ซึ่งเห็นว่า ไม่ได้มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นจนผิดปกติ เมื่อเปรียบเทียบกับก่อนที่นายศักดิ์สยาม ดำรงตำแหน่งแต่ประการใด ซึ่งจากการสอบปากคำพยานบุคคลที่เกี่ยวข้องได้ความว่า ในการเข้าประกวดราคากับกรมทางหลวงและกรมทางหลวงชนบท ในระหว่างปี 2562 ถึง 2566 นั้น เป็นเรื่องของการเสนอราคาและแข่งขันราคาในการเสนองานของทางราชการตามปกติ และเสนอราคาผ่าผ่านระบบการจัดจัดจ้างภาครัฐด้วยวิธีอิเล็กทรอนิกส์ หรือ E-bidding โดยไม่เกี่ยวข้องกับการใช้อำนาจในตำแหน่งของนายศักดิ์สยาม ทั้งในทางตรงหรือทางอ้อมรวมถึงการกระทำที่เข้าข่าข่ายความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐแต่อย่างใด นอกจากนี้ จากการตรวจสอบบัญชีงบดุล กำไร ขาดทุน ที่มีการเปลี่ยนแปลงของห้างหุ้นส่วนจำกัดบุรีเจริญคอนสตรัคชั่น เห็นว่า ห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น เริ่มมีผลกำไรที่มากกว่า 10 ล้านบาทต่อปีในปี 2559 ซึ่งจากข้อมูลการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น นั้น ปรากฏว่า ในปี 2558 มีการจดทะเบียนเพิ่มเงินลงทุนเพื่อขยายกิจการ ทำให้สินทรัพย์ของห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น เพิ่มขึ้นจาก 77 ล้านบาทเศษ ในปี 2557 เป็น 147 ล้านบาทเศษ ในปี 2558 ซึ่งเป็นเวลาก่อนที่นายศักดิ์สยาม เข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ถึงประมาณ 5 รอบปีบัญชี จึงไม่เกี่ยวข้องกับการใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่ของนายศักดิ์สยาม

อีกทั้งจากการตรวจสอบข้อเท็จจริงและขอเอกสารจากสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินก็ไม่ปรากฎข้อร้องเรียนว่าห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น และนิติบุคคลอื่น ที่ชนะการเสนอราคาและได้เข้าทำสัญญากับกรมทางหลวง และกรมทางหลวงชนบท ในระหว่างปีงบประมาณ 2562 ถึง 2566 นายศักดิ์สยาม เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมในขณะนั้น ได้มีการแทรกแซงกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างเพื่อเอื้อประโยชน์ให้แก่ผู้ประกอบการรายอื่น แต่อย่างใด พยานหลักฐานจึงไม่มีมูลให้รับฟังว่า การกระทำของนายศักดิ์สยาม ได้มีการใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่แทรกแซงหรือมีพฤติการณ์ฝ่าฝืนกฎหมายแต่ประการใด

3.สำหรับคดีฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง นั้นเป็นการร้องเรียนเข้ามาในประเด็นเดียวกัน ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างดำเนินการตรวจสอบเบื้องต้น

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง 'อุดม' นั่งประธานศาลรัฐธรรมนูญ 'จักรพงศ์' เป็นตุลาการ

โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง นายอุดม สิทธิวิรัชธรรม เป็นประธานศาลรัฐธรรมนูญ และ พล.ต.ท.จักรพงศ์ วิวัฒน์วานิช ดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ มีผลตั้งแต่วันที่ 24 กรกฎาคม 2569 เป็นต้นไป

ประธานสภาลั่นเป็นศิษย์ตถาคตไร้ผลประโยชน์ทับซ้อน!

'โสภณ' ยกหลักธรรมลั่นเป็นศิษย์ตถาคต ไร้ผลประโยชน์ทับซ้อน-ไม่หวั่นแรงกดดัน ยันไม่ดองคำร้องสอบ ป.ป.ช.คดี 'ศักดิ์สยาม' ชี้ต้องรอคณะผู้ทรงคุณวุฒิชงความเห็น ย้ำยึดหลักกฎหมายไม่ใช่อารมณ์

ไม่เอาเกียรติยศมาเล่น! โสภณลั่นไม่ยื้อคดี 'ศักดิ์สยาม'

ประธานสภาย้ำไม่ยื้อคดี 'ศักดิ์สยาม' ใช้ดุลพินิจตาม กม. ลงนามตั้งกรรมการแล้ว พร้อมเร่งแก้ปัญหาอาคารรัฐสภาก่อนหมดประกัน ย้อนถามทำหนังสือจี้ตอบกระทู้ แล้วยุคนั้นนายกฯ มาตอบไหม

มติเอกฉันท์ไม่รับคำร้อง 'ดิเรก พรสีมา' ฟ้อง กกต.

ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเป็นเอกฉันท์ สั่งไม่รับคำร้องของ 'ดิเรก พรสีมา' อดีตผู้สมัคร สว. ไว้พิจารณาวินิจฉัย หลังยื่นร้องเรียน กกต. จัดการเลือกตั้งระดับอำเภอ-จังหวัดส่อไม่ลับและไม่สุจริต

ยาวไป! ศาลรัฐธรรมนูญรอความเห็นผู้เชี่ยวชาญก่อนวินิจฉับปมบาร์โค้ด

ศาลรัฐธรรมนูญสั่งชะลอวินิจฉัยบัตรเลือกตั้งติด Barcode - QR Code รอความเห็นผู้เชี่ยวชาญ ปมผู้ตรวจการแผ่นดินยื่นร้องส่อไม่เป็นความลับ