2 พฤษภาคม 2569 - ในงานพระราชทานเลี้ยงพระกระยาหารค่ำ ซึ่งสมเด็จพระราชาธิบดีคาร์ลที่ 16 กุสตาฟ แห่งสวีเดน ทรงเป็นเจ้าภาพ ณ พระราชวังหลวง กรุงสตอกโฮล์ม เมื่อวันที่ 30 เมษายน พ.ศ.2569 สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงฉลองพระองค์ชุดราตรียาวจากผ้าไหมไทยผสมผ้าลูกไม้ปักดิ้นเงิน พร้อมทรงเครื่องศิราภรณ์อันล้ำค่า “รัดเกล้าเพชรรัศมีสุริยะ” (Diamond Fringe Tiara) ซึ่งนับเป็นครั้งแรกในรัชกาลปัจจุบันที่มรดกประวัติศาสตร์ชิ้นนี้ได้กลับมาปรากฏต่อสายตาชาวโลกอีกครั้ง
จากภาพประทับใจดังกล่าว นายอัษฎางค์ ยมนาค นักวิชาการอิสระ และครีเอเตอร์ดิจิทัล โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กเผยแพร่บทความเรื่อง "รัดเกล้าเพชรรัศมีสุริยะ : เครื่องเพชรที่ไม่ใช่แค่เครื่องประดับ" มีเนื้อหาดังนี้
รัดเกล้าองค์นี้รู้จักกันในภาษาอังกฤษว่า Thai Diamond Fringe Tiara หรือ Diamond Fringe Tiara ส่วนชื่อไทยที่นิยมเรียกกันคือ รัดเกล้าเพชรรัศมีสุริยะ เพราะรูปทรงของเพชรถูกจัดเรียงเป็นแฉกตั้งสูงต่ำไล่ระดับคล้ายรัศมีของดวงอาทิตย์
ลักษณะสำคัญของรัดเกล้าประเภทนี้คือ “fringe” หรือแฉกเพชรแนวตั้ง ซึ่งทำให้เกิดภาพเหมือนม่านแสงหรือเปลวรัศมี เมื่ออยู่บนพระเศียรจะให้ความรู้สึกสง่า เข้มขลัง และเป็นทางการสูงมาก แหล่งข้อมูลเครื่องเพชรราชวงศ์อธิบายว่าองค์นี้สามารถทรงได้หลายรูปแบบ ทั้งแบบเปิดเป็น halo, แบบ coronet และสามารถแปลงเป็นสร้อยพระศอได้ด้วย
จุดสำคัญคือ รัดเกล้าองค์นี้ไม่ใช่เครื่องเพชรสมัยใหม่ แต่เป็นเครื่องเพชรที่เชื่อมโยงกับประวัติศาสตร์ราชสำนักสยามตั้งแต่ปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 หรือต้นพุทธศตวรรษที่ 25 ซึ่งเป็นช่วงที่สยามกำลังจัดวางตนเองให้เป็น “รัฐสมัยใหม่” ท่ามกลางแรงกดดันจากจักรวรรดินิยมตะวันตก
บริบทที่ทำให้รัดเกล้าองค์นี้มีความหมายมากกว่าเครื่องเพชร คือรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เสด็จฯ เยือนยุโรปในปี 1897 และ 1907 โดยเป็นช่วงที่สยามต้องเผชิญแรงกดดันจากมหาอำนาจอาณานิคม อังกฤษและฝรั่งเศส การเสด็จฯ เยือนยุโรปจึงไม่ใช่เพียงการเดินทางส่วนพระองค์ แต่เป็นยุทธศาสตร์ทางการทูต เพื่อให้สยามได้รับการยอมรับในฐานะรัฐอารยะและรัฐเอกราชที่เสมอกับราชสำนักตะวันตก
ในโลกของราชสำนักยุโรป เครื่องเพชร รัดเกล้า เครื่องราชอิสริยาภรณ์ และฉลองพระองค์ ไม่ใช่เรื่องความงามอย่างเดียว แต่เป็น “ภาษาการทูต” ชนิดหนึ่ง รัฐที่มีราชสำนักต้องแสดงความมีอารยธรรม ความมั่งคั่ง ความต่อเนื่อง และความเป็นสมาชิกของสังคมกษัตริย์สากล
ดังนั้น หากรัดเกล้าองค์นี้เข้าสู่ราชสำนักสยามในบริบทของรัชกาลที่ 5 จริงตามข้อมูลที่เผยแพร่ ก็ต้องมองว่าเครื่องเพชรองค์นี้เป็นส่วนหนึ่งของ “การทูตเชิงภาพลักษณ์” ของสยาม ไม่ใช่เพียงของงามประจำพระองค์
รูปแบบ Fringe Tiara มีรากทางศิลปะจากแฟชั่นราชสำนักยุโรปปลายศตวรรษที่ 19 โดยได้รับอิทธิพลจากเครื่องศีรษะแบบรัสเซียที่เรียกว่า kokoshnik ซึ่งเป็นรูปทรงแผงรัศมีสูงบนศีรษะ ต่อมาราชสำนักยุโรปนำแรงบันดาลใจนี้มาสร้างเป็นรัดเกล้าเพชรแบบ “Russian pattern” หรือทรงโคโคชนิก แหล่งข้อมูลของ Garrard อธิบายว่าแบบรัสเซียนี้เป็นแฟชั่นที่นิยมในยุโรปช่วงปลายศตวรรษที่ 19 ถึงต้นศตวรรษที่ 20 และมักออกแบบให้ถอดจากโครงรัดเกล้าเพื่อใช้เป็นสร้อยคอได้ด้วย
นี่ทำให้รัดเกล้าเพชรรัศมีสุริยะของไทยอยู่ในสายตระกูลเดียวกับเครื่องเพชรราชสำนักยุโรปยุคนั้น คือเป็นเครื่องประดับที่ผสมระหว่างความอลังการ ความทันสมัยแบบยุโรป และสัญลักษณ์ของพระราชอำนาจ
รัดเกล้า Diamond Fringe Tiara เป็นพระราชมรดกตกทอดจากสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และเดิมเป็นของสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ ซึ่งทรงได้รับพระราชทานเป็นของขวัญจากรัชกาลที่ 5 เมื่อครั้งเสด็จฯ เยือนยุโรป
หลักฐานภาพที่มักถูกอ้างถึงในสายเครื่องเพชรราชวงศ์ ระบุว่ารัดเกล้าองค์นี้ปรากฏบนสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ในช่วงทศวรรษ 1920 โดยเฉพาะในวาระพระราชพิธีบรมราชาภิเษกของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวในปี 1926
ช่วงนี้สำคัญมาก เพราะเป็นหลักฐานว่ารัดเกล้าองค์นี้ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องประดับส่วนพระองค์ของพระราชินีพระองค์ใดพระองค์หนึ่ง แต่ได้เข้าสู่สถานะ “พระราชมรดก” ที่ถูกส่งต่อในราชสำนัก และถูกใช้ในวาระสำคัญระดับรัฐ
ในรัชกาลที่ 9 รัดเกล้าองค์นี้มีชีวิตใหม่ในบริบทของการทูตสมัยใหม่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ ทรงใช้เครื่องเพชรองค์นี้หลายรูปแบบ
โดยแหล่งข้อมูล The Royal Watcher ระบุว่าในช่วงแรกทรงใช้เป็น สร้อยพระศอ Diamond Fringe ในทศวรรษ 1960 รวมถึงช่วงการเสด็จฯ เยือนยุโรปครั้งสำคัญของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ ในปี 1960
ต่อมาในช่วงปลายทศวรรษ 1960 สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ เริ่มทรงใช้เครื่องเพชรองค์นี้ในฐานะรัดเกล้า โดยมีการอ้างถึงการทรงในวาระเสด็จฯ รับรองการเยือนไทยของพระมหากษัตริย์อิหร่านในปี 1968 และต่อมาในวาระการเยือนไทยของราชวงศ์อังกฤษในปี 1972 รวมถึงงานเลี้ยงและพระบรมฉายาลักษณ์หลายครั้งในทศวรรษ 1970
Tatler ระบุเพิ่มเติมว่าองค์นี้เคยเป็นหนึ่งในเครื่องเพชรที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ ทรงใช้เป็นสร้อยพระศออยู่ระยะหนึ่ง ก่อนจะทรงใช้เป็นรัดเกล้ามากขึ้นในช่วงทศวรรษ 1970 และมีการปรากฏอีกครั้งในงานเลี้ยงระหว่างการเยือนไทยของราชวงศ์สวีเดนในปี 2003
ตรงนี้ทำให้รัดเกล้าองค์นี้มีความหมายพิเศษมาก เพราะมันเชื่อมราชสำนักไทยกับทั้งยุโรปยุครัชกาลที่ 5 และการทูตราชสำนักสมัยรัชกาลที่ 9
เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2569 สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จฯ ไปยังพระราชวังหลวง กรุงสตอกโฮล์ม เพื่อร่วมงานพระราชพิธีเนื่องในโอกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพครบ 80 พรรษาของสมเด็จพระราชาธิบดีคาร์ลที่ 16 กุสตาฟแห่งสวีเดน และทรงรัดเกล้า Diamond Fringe Tiara องค์นี้
ความหมายของการเลือกทรงรัดเกล้าองค์นี้จึงลึกกว่าความสวยงาม เพราะสวีเดนเป็นราชอาณาจักรยุโรป การเสด็จฯ ในงานระดับราชวงศ์นานาชาติ และการทรงรัดเกล้าเก่าแก่ที่มีรากโยงกับยุโรปในสมัยรัชกาลที่ 5 ทำให้ภาพนี้กลายเป็นการสื่อสาร 3 ชั้นพร้อมกัน คือ
หนึ่ง สืบทอดพระราชมรดกของราชวงศ์จักรี
สอง แสดงความต่อเนื่องของบทบาทพระราชินีไทยในเวทีราชสำนักโลก
สาม นำความเป็นไทย โดยเฉพาะผ้าไหมไทยและรูปแบบฉลองพระองค์ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากชุดไทยจักรพรรดิ ไปวางคู่กับภาษาพิธีการของราชสำนักยุโรป
รัดเกล้าเพชรรัศมีสุริยะไม่ใช่เพียงเทียร่าเพชรที่งดงาม แต่คือวัตถุทางประวัติศาสตร์ที่บรรจุเรื่องราวของรัฐไทย ราชสำนัก การทูต และความต่อเนื่องของพระราชอำนาจเชิงสัญลักษณ์
จากรัชกาลที่ 5 ซึ่งนำสยามเข้าสู่โลกสากลในยุคจักรวรรดินิยม สู่สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ ผู้เป็นต้นทางของสายพระราชมรดก จากสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีฯ ในรัชกาลที่ 7 สู่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ ในรัชกาลที่ 9 และมาถึงสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีในปัจจุบัน
เครื่องเพชรองค์นี้จึงไม่ใช่เพียง “ของเก่า” แต่เป็น “ภาษาแห่งความต่อเนื่อง” ของราชสำนักไทย
มันบอกเล่าเรื่องเดียวกันกับประวัติศาสตร์สยามสมัยใหม่ว่า ไทยไม่ได้เข้าสู่โลกสากลด้วยการละทิ้งรากเดิมทั้งหมด แต่เข้าสู่โลกสากลด้วยการแปลงความงาม ความสง่า และวัฒนธรรมราชสำนักให้กลายเป็นภาษาที่นานาชาติเข้าใจ
และในภาพนี้ รัดเกล้าเพชรรัศมีสุริยะจึงเปล่งประกายไม่ใช่เพราะเพชรเท่านั้นแต่เพราะมันสะท้อนแสงของประวัติศาสตร์กว่า 100 ปีของราชสำนักไทยด้วย
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
พระราชินี ทรงเปิดงานวันสตรีไทย ปี 69
สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเปิดงานวันสตรีไทย ประจำปี 2569 “แม่หลวงของแผ่นดิน สถิตถิ่นทิพย์วิมาน สตรีไทยตั้งปณิธาน สานต่องานศิลป์แผ่นดิน” และทอดพระเนตรนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ ฯ ณ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี
เทิดไท้74พรรษา พสกนิกรทั่วหล้าทำบุญถวาย ‘ในหลวง’
ในหลวง-พระราชินี เสด็จฯ พระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา 28
'ดร.เอนก' แพร่บทความ 'สนธิระบบอุปถัมภ์แบบไทย เข้ากับคุณธรรมและนวัตกรรมสมัยใหม่'
ศ.ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ ภาคีราชบัณฑิต อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เผยแพร่บทความเรื่อง "สนธิระบบอุปถัมภ์แบบไทยเข้ากับคุณธรรมและนวัตกรรมสมัยใหม่"
พระราชินี ทอดพระเนตรนิทรรศการ 48 พรรษา พระราชทานรางวัลนักกีฬาชนะเลิศแข่งเรือใบ
สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ประทับรถยนต์พระที่นั่งจากเรือนรับรองพิเศษ เสด็จพระราชดำเนินไปยังโรงไฟฟ้าพลังน้ำ เขื่อนรัชชประภา เพื่อทอดพระเนตรการดำเนินงานของโรงไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนรัชชประภา อำเภอบ้านตาขุน
พระราชินี พระราชทานถ้วยรางวัลแก่ผู้ชนะเลิศแข่งขัน กอล์ฟควีนส์คัพไทยแลนด์ แชมเปี้ยนชิพ ปี 2569
สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินไปทอดพระเนตรการแข่งขันกอล์ฟควีนส์คัพไทยแลนด์ แชมเปี้ยนชิพ ประจำปี 2569
ในหลวง-พระราชินี ทอดพระเนตรโรงงานเครื่องบินแอร์บัส รุ่น A350 ก่อนเสด็จฯกลับประเทศไทย
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินโดยรถยนต์พระที่นั่ง พร้อมด้วยสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา จากโรงแรมเลอ เมอริช กรุงปารีส โรงแรมที่ประทับ ณ กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส ไปยังท่าอากาศยานปารีส-ออร์ลี เพื่อประทับเครื่องบินพระที่นั่ง เสด็จพระราชดำเนินไปยังท่าอากาศยานตูลูส-บลานญัก (Toulouse-Blagnac Airport)

