กู้ 4 แสนล้านบาท! โจทย์ของชาติ ต้องไม่ถูกลากเป็นเกมการเมือง

ประเทศไทยกำลังยืนอยู่ท่ามกลางแรงกดดันทางเศรษฐกิจที่ถาโถมเข้ามาพร้อมกันหลายด้าน ทั้งค่าครองชีพที่สูงขึ้น ต้นทุนการผลิตที่ขยับขึ้น และราคาพลังงานที่กดทับต้นทุนของแทบทุกภาคส่วน ตั้งแต่ภาคขนส่ง ภาคอุตสาหกรรม ไปจนถึงร้านค้ารายย่อยในชุมชน

ภาพที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่แค่ของแพงขึ้น หากคือกำลังซื้อของผู้คนเริ่มอ่อนแรงลงอย่างเห็นได้ชัด เมื่อประชาชนระวังการใช้จ่าย เม็ดเงินในระบบก็เริ่มหมุนช้าลง ร้านค้าขายของยากขึ้น ผู้ประกอบการชะลอการลงทุน และตลาดแรงงานก็เริ่มรับแรงสะเทือนตามมาเป็นทอด ๆ

วงจรเช่นนี้ หากปล่อยให้เดินต่อไปโดยรัฐไม่เข้าแทรกแซง เศรษฐกิจจะค่อย ๆ ฝืดลงทีละส่วน ก่อนขยายเป็นปัญหาใหญ่ในภาพรวม และเมื่อถึงจุดนั้น ต้นทุนในการเข้าไปแก้ไขย่อมสูงกว่าการเร่งประคองตั้งแต่วันนี้หลายเท่า

ในห้วงเวลาเช่นนี้ การออกพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้ “400,000 ล้านบาท” จึงมีเหตุผลรองรับ ไม่ใช่เพราะรัฐบาลอยากสร้างหนี้เพิ่ม แต่เพราะโจทย์ที่ประเทศกำลังเผชิญ ไม่ใช่ปัญหาระดับเล็กที่จะใช้มาตรการเบา ๆ แล้วหวังให้ทั้งระบบฟื้นกลับมาเอง

“เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง​ อธิบายแนวคิดของรัฐบาลไว้ค่อนข้างชัด วงเงินก้อนนี้แบ่งเป็นสองส่วน ส่วนแรกใช้เยียวยาและเติมกำลังซื้อกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ เพื่อพยุงภาคครัวเรือนและภาคค้าขายไม่ให้ทรุดหนักไปกว่านี้

อีกส่วนใช้วางฐานระยะยาว ทั้งการปรับโครงสร้างพลังงาน ลดภาระจากการพึ่งพาภายนอก และเตรียมศักยภาพใหม่ให้เศรษฐกิจไทยเดินต่อได้อย่างมั่นคงกว่าเดิม พูดให้เข้าใจง่าย ก้อนแรกคือการประคองวันนี้ ส่วนอีกก้อนคือการเตรียมวันหน้า

นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมการ “กู้ 4 แสนล้านบาท” จึงไม่ควรถูกมองเป็นเพียงตัวเลขหนี้ แต่ควรถูกมองเป็นเครื่องมือพยุงเศรษฐกิจในจังหวะที่ประเทศกำลังต้องการแรงส่งขนาดใหญ่พอจะประคองทั้งระบบ

เมื่อรัฐบาลประกาศกู้ “400,000 ล้านบาท” เสียงคัดค้านย่อมตามมา และก็เป็นเรื่องปกติ เพราะเงินทุกบาทคือ “ภาระทางการคลัง” ที่ประเทศต้องร่วมกันรับผิดชอบในวันหน้า

การตรวจสอบจึงเป็นเรื่องจำเป็น แต่การตรวจสอบต้องอยู่บนข้อเท็จจริงและเหตุผล ไม่ใช่หยิบทุกเรื่องไปปะปนกับ “เกมการเมือง” จนสาระของปัญหาหลุดหาย

“กรณ์ จาติกวณิช” สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ เสนอให้รัฐบาลใช้กลไกงบประมาณปกติแทนการออกพระราชกำหนด ทั้งการโยกงบจากโครงการที่ยังไม่จำเป็นเร่งด่วน ใช้พื้นที่เพดานกู้ที่ยังเหลืออยู่ และใช้งบประคองสถานการณ์ระหว่างรองบประมาณปีถัดไป

ข้อเสนอเช่นนี้ฟังดูรอบคอบในทางหลักการ เพราะไม่สร้างหนี้ก้อนใหญ่ในคราวเดียว แต่เมื่อมองในเชิงปฏิบัติ คำถามใหญ่ก็ตามมาทันทีว่า เม็ดเงินระดับนั้นจะเพียงพอหรือไม่

ถ้าโยกงบได้ราว “50,000 ล้านบาท” อย่างที่มีการพูดกัน ตัวเลขนี้เมื่อเทียบกับแรงกดดันทางเศรษฐกิจทั้งระบบ ก็ยังเล็กเกินไปสำหรับการพยุงประเทศทั้งประเทศ อาจช่วยบรรเทาได้บางจุด แต่ยากจะสร้างแรงส่งให้เศรษฐกิจกลับมาตั้งหลักอย่างมีนัยสำคัญ

ยิ่งถ้าต้องผ่านขั้นตอนงบประมาณตามปกติ ความล่าช้าก็ยิ่งตามมา ขณะที่ปัญหาปากท้องของประชาชนไม่ได้หยุดรอ ร้านค้าที่ขายของไม่ออกวันนี้ ผู้ประกอบการที่กำลังฝืดมือวันนี้ และครัวเรือนที่รายจ่ายนำหน้ารายรับวันนี้ ไม่อาจรออีกหลายเดือนเพื่อให้ระบบงบประมาณค่อย ๆ ขยับ

ข้อเสนอของประชาธิปัตย์จึงไม่ใช่ไม่มีเหตุผล แต่เป็นข้อเสนอที่ “เบาเกินไป” เมื่อเทียบกับน้ำหนักของปัญหา และ “ช้าเกินไป” เมื่อเทียบกับความเร่งด่วนของสถานการณ์

อีกข้อกล่าวหาที่ฝ่ายค้านใช้โจมตี คือการมองว่าเงินกู้ก้อนนี้ โดยเฉพาะส่วนที่ใช้วางฐานเศรษฐกิจในระยะยาว มีลักษณะคล้าย “ตีเช็คเปล่า” ให้รัฐบาลถืออำนาจใช้เงินวงกว้าง โดยรายละเอียดปลายทางยังไม่ชัดเจนพอ

คำว่า “ตีเช็คเปล่า” ในทางการเมือง หมายถึงการให้อำนาจใช้เงินก้อนใหญ่ แต่เขียนกรอบไว้กว้าง จนฝ่ายคัดค้านมองว่าเปิดช่องให้รัฐบาลเลือกใช้งบตามดุลพินิจมากเกินไป และอาจนำไปสู่โครงการที่ไม่คุ้มค่าหรือขาดความชัดเจน

ข้อกังวลเช่นนี้รับฟังได้ แต่ถ้าจะเหมารวมว่าเป็น “ตีเช็คเปล่า” ไปทั้งหมด ก็อาจเป็นคำวิจารณ์ที่หนักเกินข้อเท็จจริง เพราะการกำหนดกรอบกว้าง ไม่ได้แปลว่าไร้กรอบโดยอัตโนมัติ

สิ่งที่สังคมควรเรียกร้องคือ รัฐบาลต้องเปิดรายละเอียดให้ชัด บอกให้ได้ว่าเงินแต่ละส่วนจะลงไปตรงไหน ใช้อย่างไร ใครรับผิดชอบ และประเทศจะได้อะไรกลับคืนมาในเชิงรูปธรรม

ในภาวะที่เศรษฐกิจเปลี่ยนเร็ว รัฐเองก็จำเป็นต้องมีความยืดหยุ่นพอจะขยับมาตรการให้ตรงกับสถานการณ์จริง หากล็อกกรอบแข็งจนขยับไม่ได้ สุดท้ายเงินอาจลงช้า ลงไม่ทันเวลา หรือไปไม่ตรงกับปัญหาที่เปลี่ยนไปแล้ว

เพราะฉะนั้น ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่จะตีตราว่าเป็น “ตีเช็คเปล่า” หรือไม่ แต่คือจะทำอย่างไรให้กรอบการใช้เงินกว้างพอสำหรับการแก้ปัญหา และแคบพอสำหรับการตรวจสอบ

อย่างไรก็ตาม การสนับสนุน “กู้ 4 แสนล้านบาท” ไม่ได้หมายความว่าสังคมควรปล่อยให้รัฐบาลใช้งบแบบไม่มีกรอบ ไม่มีเงื่อนไข หรือไม่มีการตรวจสอบ เพราะเงินก้อนนี้คือหนี้ของประเทศ และหนี้ของประเทศก็คือภาระที่ประชาชนทั้งประเทศต้องร่วมกันรับผิดชอบในวันหน้า

นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมคำว่า “ความโปร่งใส” ต้องเดินควบคู่ไปกับการกู้เงิน รัฐบาลต้องเปิดเผยรายละเอียดทุกโครงการให้ตรวจสอบได้ บอกให้ชัดว่าเงินลงตรงไหน เกิดผลอย่างไร และใครเป็นผู้รับผิดชอบในแต่ละส่วน

เงินช่วยเหลือต้องถึงคนที่เดือดร้อนจริง เม็ดเงินต้องหมุนกลับเข้าสู่ระบบจริง ส่วนงบที่ใช้วางฐานระยะยาวก็ต้องเป็นโครงการที่ตอบโจทย์ประเทศจริง ไม่ใช่เพียงเปลี่ยนชื่อโครงการเดิมแล้วนำมาสวมกรอบงบใหม่

ขณะเดียวกัน ฝ่ายค้านก็ควรใช้พลังทางการเมืองไปกับการตรวจสอบเนื้อหา ไล่ดูรายละเอียด และเสนอข้อปรับปรุงให้มาตรการนี้รัดกุมขึ้น มากกว่าจะดึงเรื่องไปติดหล่มข้อกฎหมาย จนมาตรการที่ตั้งใจเข้ามาพยุงเศรษฐกิจต้องสะดุดกลางทาง

ในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจกำลังอ่อนแรง ประเทศต้องการมาตรการที่ใหญ่พอ เร็วพอ และแรงพอจะรับมือแรงกระแทกทางเศรษฐกิจ การ “กู้ 4 แสนล้านบาท” อาจไม่ใช่ทางเลือกที่สมบูรณ์แบบที่สุด แต่ในเวลานี้ มันอาจเป็นทางเลือกที่จำเป็นที่สุด

โจทย์ของชาติในวันนี้จึงไม่ควรถูกลดทอนให้เหลือเพียง “เกมการเมือง” เพราะสิ่งที่อยู่ตรงกลางของความขัดแย้งครั้งนี้ ไม่ใช่ชัยชนะของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง หากคืออนาคตทางเศรษฐกิจของประเทศ และชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนทั้งประเทศ.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

'อนุทิน' เมิน ปชป. ร้องศาลรธน. เบรก พรก.กู้เงิน 4 แสนล้าน เหน็บคนยื่นก็เคยกู้

นายกฯ เผยทูลเกล้าฯเเล้ว เมินฝ่ายค้านเตรียมยื่นศาลรัฐธรรมนูญตีความ พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท เรียบร้อยแล้ว - ตอกกลับคนยื่น ก็เคยกู้มาก่อนในชื่อ ‘ไทยเข้มแข็ง’ ย้ำรอบนี้ กู้สกุลเงินบาท ส่งตรงถึงมือประชาชน หวังกระตุ้นเศรษฐกิจตามนโยบายที่ให้สัญญาไว้ ชี้ไม่กระทบคนละครึ่ง-บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

'อนุทิน' โพสต์ภาพถก 'เอกนิติ-ปกรณ์' ย้ำ Thai People First

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย โพสต์ภาพใน Facebook ส่วนตัว ระหว่างการหารือกับนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลั