
‘ภัทรพงศ์’ สั่ง ทย. หารือร่วม ทอท. ทบทวนแผนโอน 3 สนามบิน ’กระบี่-บุรีรัมย์-อุดรธานี‘ ย้ำยังบริหารเองได้-หากำไรช่วยอุ้มสนามบินเล็ก ปักธงอัปเกรดสนามบินภูมิภาค ลุยขยายรันเวย์ 5 แห่งกว่า 5.1 พันล้าน ผุดสร้างสนามบินใหม่ ‘บึงกาฬ’ 5 พันล้าน เล็งเปิดใช้ปี 75 คาดปีนี้ มีผู้โดยสารรวม 14 ล้านคน โตจากปีก่อน 2-3%
7 พ.ค.2569-นายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยภายหลังมอบนโยบายให้กรมท่าอากาศยาน (ทย.) โดยระบุถึงความคืบหน้าการดำเนินการโอนสนามบินภูมิภาค 3 แห่ง ของ ทย. ได้แก่ สนามบินกระบี่, สนามบินบุรีรัมย์ และสนามบินอุดรธานี ให้บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. หรือ ทอท. เข้ามาบริหาร ตามมติของคณะรัฐมนตรี (ครม.) นั้น ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการศึกษาร่วมกันระหว่าง ทย. และ ทอท. เพื่อหาข้อสรุปให้มีความชัดเจน และรอบด้าน โดยเฉพาะสถานการณ์เศรษฐกิจและภาระของ ทอท. ที่มีผู้ถือหุ้นต้องคำนึงถึงผลตอบแทนการลงทุนด้วย
ทั้งนี้ ส่วนตัวเห็นว่า ไม่เห็นด้วยให้มีการโอน 3 สนามบินดังกล่าว ให้ ทอท. บริหาร เนื่องจากมองว่า สนามบินขนาดใหญ่ของ ทย. โดยเฉพาะสนามบินกระบี่ ถือเป็นสนามบินที่สร้างกำไร โดยสามารถนำงบประมาณมาอุดหนุนสนามบินขนาดเล็กอีกหลายแห่งทั่วประเทศที่ไม่มีกำไรได้ รวมถึง ทย. มีศักยภาพในการบริหารสนามบินได้อย่างมีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตาม ต้องหาข้อสรุปร่วมกัน ก่อนเสนอแนวทางต่อกระทรวงคมนาคมพิจารณา หากสุดท้ายมีข้อเสนอไม่โอนสนามบิน ก็จำเป็นต้องเสนอ ครม. เพื่อยกเลิกมติ ครม. เดิมด้วย
นายภัทรพงศ์ กล่าวต่อว่า ได้มอบหมายให้ ทย. เร่งยกระดับสนามบินภูมิภาคทั่วประเทศ ทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน ระบบอำนวยความสะดวก และการเพิ่มศักยภาพเชิงพาณิชย์ เพื่อให้สนามบินของ ทย. สามารถรองรับนักท่องเที่ยวและการขนส่งทางอากาศได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ทั้งนี้ ทย. ได้ติดตั้งระบบตรวจบัตรโดยสารขึ้นเครื่อง CUPPS (Common Use Passenger Processing System) ภายในสนามบินรวม 8 แห่ง ได้แก่ กระบี่ สุราษฎร์ธานี อุบลราชธานี ขอนแก่น นครศรีธรรมราช ตรัง พิษณุโลก และอุดรธานี รวมถึงเดินหน้าติดตั้งระบบแสกนใบหน้าอัตโนมัติ (Biometric Identification) โดยระยะแรกจะเร่งดำเนินการที่สนามบินกระบี่ และอุดรธานีก่อน เนื่องจากเป็นสนามบินที่มีเที่ยวบินระหว่างประเทศ เพื่อยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยและการคัดกรองผู้โดยสารให้เทียบเท่าสากล คาดว่า จะเริ่มใช้งานได้ภายในปี 2570
นอกจากนี้ ได้มอบหมายให้เร่งดำเนินมาตรการ Quick Win ตามนโยบายของนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม อาทิ เร่งจัดหาเทคโนโลยีขั้นสูงเพื่อขับไล่และป้องกันอุบัติเหตุจากนกบริเวณสนามบิน พร้อมทั้งสร้างอัตลักษณ์เฉพาะของแต่ละสนามบิน รวมถึงการเพิ่มรายได้จากธุรกิจโลจิสติกส์ คลังสินค้า (คาร์โก้) และกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวในพื้นที่สนามบิน
สำหรับแนวทางเพิ่มรายได้นั้น นายภัทรพงศ์ กล่าวว่า กระทรวงคมนาคมและกระทรวงการคลังอยู่ระหว่างจัดทำบันทึกข้อตกลง (MOU) ฉบับใหม่ เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการใช้พื้นที่ราชพัสดุภายในสนามบิน โดยพื้นที่ภายในอาคาร จะขยายอายุสัญญาเช่าจากเดิมไม่เกิน 3 ปี เป็น 5-10 ปี และพื้นที่ภายนอกในบางประเภทกิจการ อาจขยายอายุสัญญาเช่าได้สูงสุดถึง 30 ปี เพื่อจูงใจให้เอกชนลงทุนโครงการขนาดใหญ่ อาทิ โรงแรมหรือพื้นที่เชิงพาณิชย์รอบสนามบิน ซึ่งคาดว่า จะลงนามได้ภายใน 1-2 เดือนนี้
นายภัทรพงศ์ กล่าวต่ออีกว่า ทย. เตรียมออกมาตรการช่วยเหลือสายการบินในช่วงวิกฤตราคาน้ำมันและความผันผวนจากสถานการณ์ต่างประเทศ โดยจะลดค่าจอดอากาศยานในอัตรา 50% เป็นระยะเวลา 6 เดือน สำหรับสายการบินที่ได้รับผลกระทบและจำเป็นต้องนำเครื่องบินมาจอดพัก สามารถใช้พื้นที่จอดของสนามบินในสังกัด ทย. ได้เกือบทุกแห่ง เพื่อช่วยลดต้นทุนผู้ประกอบการในช่วงที่ไม่สามารถทำการบินได้ตามปกติ ซึ่งมาตรการดังกล่าวสามารถเริ่มดำเนินการได้ทันที แม้ขณะนี้สายการบินส่วนใหญ่ยังคงให้บริการตามปกติอยู่ก็ตาม
ด้านนายดนัย เรืองสอน อธิบดี ทย. กล่าวว่า ปัจจุบัน ทย. ได้เร่งเดินหน้าขยายทางวิ่ง (รันเวย์) จำนวน 5 แห่ง วงเงินรวม 5,186 ล้านบาท เพื่อรองรับเครื่องบินขนาดใหญ่ ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างการก่อสร้าง 3 แห่ง ได้แก่ สนามบินบุรีรัมย์ จากเดิม 2,100 เมตร เป็น 2,900 เมตร วงเงิน 949 ล้านบาท, สนามบินตรัง จากเดิม 2,300 เมตร เป็น 2,990 เมตร วงเงิน 1,775 ล้านบาท และสนามบินระนอง จากเดิม 2,000 เมตร เป็น 2,400 เมตร วงเงิน 562 ล้านบาท ส่วนอีก 2 แห่ง อยู่ระหว่างรอลงนามสัญญาจ้างภายใน มิ.ย.นี้ได้แก่ สนามบินชุมพร จากเดิม 2,100 เมตร เป็น 2,990 เมตร วงเงิน 1,500 ล้านบาท และสนามบินแพร่ จากเดิม 1,500 เมตร เป็น 1,900 เมตร วงเงิน 400 ล้านบาท
ส่วนการศึกษาการก่อสร้างสนามบินแห่งใหม่เพิ่มเติมนั้น พบว่า สนามบินบึงกาฬ มีความพร้อมมากที่สุด โดยปัจจุบันโครงการฯ ผ่านการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) แล้ว และอยู่ระหว่างสำรวจอสังหาริมทรัพย์ ที่ดิน ต้นไม้ และสิ่งปลูกสร้าง เพื่อจัดทำกรอบงบประมาณก่อสร้าง คาดว่า จะใช้วงเงินก่อสร้างประมาณ 4,000-5,000 ล้านบาท โดย ทย. มีแผนจะเสนอ ครม. อนุมัติภายในปี 2569 และเสนอขอตั้งงบในปี 2571 เริ่มก่อสร้างได้ในปี 2572 เปิดให้บริการในปี 2575 โดยสนามบินบึงกาฬ จะถือเป็นสนามบินแห่งที่ 29 ของ ทย. นอกจากนี้ ยังอยู่ระหว่างศึกษาความเหมาะสมอีก 5 แห่ง ได้แก่ มุกดาหาร สตูล พะเยา พัทลุง และกาฬสินธุ์ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างขั้นตอนพิจารณา EIA โดยต้องรอความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม
สำหรับภาพรวมปริมาณผู้โดยสารในปี 2569 นั้น ตั้งแต่ ต.ค. 2569-ปัจจุบัน มีผู้โดยสารแล้วกว่า 10 ล้านคน คาดการณ์ว่า จะมีผู้โดยสารกว่า 14 ล้านคน โตขึ้นจากปี 2568 ประมาณ 2-3% แม้จากสถานการณ์ตะวันออกกลาง จะมีสายการบิน 3 ราย ยกเลิกเที่ยวบินไปยังสนามบินกระบี่ก็ตาม แต่จำนวนผู้โดยสารใช้บริการยังไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงจากช่วงสถานการณ์ปกติที่ในช่วงโลว์ซีซั่น สนามบินกระบี่มีผู้โดยสารเฉลี่ย 7,000 คนต่อวัน และช่วงไฮซีซั่น เฉลี่ย 14,000 คนต่อวัน
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
กู้ 4 แสนล้านบาท! โจทย์ของชาติ ต้องไม่ถูกลากเป็นเกมการเมือง
ประเทศไทยกำลังยืนอยู่ท่ามกลางแรงกดดันทางเศรษฐกิจที่ถาโถมเข้ามาพร้อมกันหลายด้าน ทั้งค่าครองชีพที่สูงขึ้น ต้นทุนการผลิตที่ขยับขึ้น และราคาพลังงานที่กดทับต้นทุนของแทบทุกภาคส่วน ตั้งแต่ภาคขนส่ง ภาคอุตสาหกรรม ไปจนถึงร้านค้ารายย่อยในชุมชน

