อว.เชื่อมั่นสตาร์ทอัปไทย 'New Engine 'ตัวใหม่ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย

  ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ประเทศไทยเดินหน้าเร่งสร้างระบบนิเวศสตาร์ตอัปอย่างจริงจัง ทั้งการผลักดันเทคโนโลยีและนวัตกรรม การพัฒนาผู้ประกอบการรุ่นใหม่ ตลอดจนการวางโครงสร้างพื้นฐานและกลไกสนับสนุนที่เอื้อต่อการเติบโตของธุรกิจสตาร์ตอัป เพื่อยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ ล่าสุด กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA เปิดเผยผลการจัดอันดับดัชนีระบบนิเวศสตาร์ตอัปโลก ประจำปี 2569 (Global Startup Ecosystem Index 2026) ซึ่งจัดทำโดย StartupBlink แพลตฟอร์มวิจัยและวิเคราะห์ระบบนิเวศสตาร์ตอัประดับโลก ครอบคลุมกว่า 120 ประเทศ และมากกว่า 1,500 เมืองทั่วโลก

ปีนี้ผลการจัดอันดับประเทศไทยขยับขึ้นสู่อันดับที่ 49 ของโลก ติด Top 50 ได้เป็นครั้งแรกในรอบ 6 ปี พร้อมครองอันดับ 4 ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งมีอัตราการเติบโตของระบบนิเวศสตาร์ตอัปสูงถึงร้อยละ 62.6 อีกทั้งยังได้รับการยอมรับให้เป็นเมืองที่เอื้อต่อสตาร์ตอัปกลุ่ม MedTech ดีที่สุดอันดับ 1 ในอาเซียน และอันดับ 8 ของโลก รวมถึงยังมีเมืองศักยภาพใหม่เพิ่มขึ้นอีก 4 แห่ง ได้แก่ พัทยา สมุทรปราการ ปทุมธานี และนครปฐม ส่งผลให้ประเทศไทยกลายเป็นประเทศที่มีจำนวนเมืองติดอันดับมากที่สุดเป็นอันดับ 3 ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การขยับอันดับครั้งนี้ ได้ส่งเสริมบทบาทของประเทศไทยในฐานะจุดหมายใหม่ของการลงทุนด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมในภูมิภาค จากนักลงทุนที่กำลังมองหาโอกาสในตลาดสตาร์ตอัปที่มีศักยภาพเติบโตสูงในอนาคต

ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการพัฒนาเศรษฐกิจฐานนวัตกรรมและการสร้างผู้ประกอบการเทคโนโลยีมาอย่างต่อเนื่อง เพราะมองว่าสตาร์ตอัปไม่ใช่เพียงธุรกิจเกิดใหม่ แต่เป็นกลไกสำคัญในการสร้าง New Growth Engine ให้กับประเทศ ทั้งในมิติของเศรษฐกิจดิจิทัล การเติบโตของอุตสาหกรรมเป้าหมาย การสร้างงานทักษะสูง และการแข่งขันในเวทีโลก ซึ่งการที่ประเทศไทยสามารถก้าวเข้าสู่ Top 50 ของโลก และอันดับ 1 ด้านเทคโนโลยีทางการแพทย์ (MedTech) ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อันดับ 8 ของโลก) รวมถึงการที่กรุงเทพมหานครครองอันดับ 1 ด้านวิทยาการหุ่นยนต์ (Robotics) ในภูมิภาค ถือเป็นสัญญาณที่ชี้ให้เห็นว่าประเทศไทยกำลังได้รับความเชื่อมั่นจากนักลงทุน ผู้ประกอบการและเครือข่ายนวัตกรรมระดับนานาชาติมากขึ้น

การขยับสู่อันดับที่สูงขึ้น สะท้อนให้เห็นถึงการแข่งขันที่เข้มข้นของประเทศในอาเซียน โดยเฉพาะไทย มาเลเซีย และอินโดนีเซีย ที่ต่างเร่งพัฒนาระบบนิเวศนวัตกรรมเพื่อดึงดูดนักลงทุนและธุรกิจเทคโนโลยีเข้าสู่ประเทศ แม้สิงคโปร์ยังคงเป็นผู้นำของภูมิภาค แต่ไทยมองบทบาทของสิงคโปร์ในฐานะพันธมิตร มากกว่าคู่แข่ง โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมการผลิต เทคโนโลยีชีวภาพ ความหลากหลายทางชีวภาพ รวมถึงธุรกิจด้าน Health และ Wellness ที่ทั้งสองประเทศสามารถต่อยอดความร่วมมือร่วมกันได้ในอนาคต

ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวต่อว่า ขณะเดียวกัน ไทยได้วางตำแหน่งตัวเองเป็น Wellness Economy Hub โดยใช้จุดแข็งด้านสุขภาพ การแพทย์ และเวลเนส เป็นแม่เหล็กดึงดูดการลงทุน งานวิจัย และนวัตกรรมจากทั่วโลก ยิ่งเมื่อประเทศไทยเริ่มมีอันดับและตัวเลขที่สะท้อนศักยภาพในระดับนานาชาติ ก็ยิ่งทำให้บทบาทของไทยในเวทีโลกชัดเจนขึ้น โดยเฉพาะการเตรียมจัดงานด้าน Wellness ขนาดใหญ่ที่จังหวัดภูเก็ตในอนาคต ซึ่งจะช่วยเสริมภาพลักษณ์ประเทศในฐานะศูนย์กลางเวลเนสของภูมิภาค

“แต่ละเมืองของไทยยังมีจุดแข็งแตกต่างกันและสามารถพัฒนาเป็นเมืองนวัตกรรมเฉพาะทาง ได้ กรุงเทพมหานครกำลังเดินหน้าผลักดัน AI และเทคโนโลยีดิจิทัล ผ่านการพัฒนาย่านนวัตกรรมที่เริ่มเกิดขึ้นแล้ว 2 พื้นที่ และมีแผนขยายเพิ่มเติม ขณะที่จังหวัดรอบกรุงเทพฯ อย่างปทุมธานี สมุทรปราการ และนครปฐม ต่างมีศักยภาพเฉพาะตัว ทั้งด้านเกษตร อุตสาหกรรม วัฒนธรรม การแพทย์ และประมง ซึ่งสามารถนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมเข้าไปต่อยอดได้อย่างเหมาะสม เพื่อสร้างการเติบโตใหม่ให้กับเศรษฐกิจไทยในระยะยาว” ศ.ดร.ยศชนัน กล่าว

ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวต่อว่า จุดที่น่าสนใจจากการจัดอันดับคือการที่ไทยขยับสู่การเป็นผู้นำสตาร์ตอัปในด้าน MedTech สะท้อนให้เห็นว่าประเทศไทยมีศักยภาพความพร้อมที่จะพัฒนาเพื่อให้สอดรับกับแนวโน้มโลกที่กำลังเข้าสู่ยุคเศรษฐกิจสุขภาวะ (Wellness Economy) ที่เปรียบเสมือนเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ของไทยในอนาคต ซึ่งผู้ประกอบการในประเทศมีความพร้อมในด้านองค์ความรู้ และความสามารถด้านนวัตกรรมที่จะสามารถพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ที่จะตอบโจทย์ความต้องการด้านการแพทย์ และสุขภาพในตลาดได้ แต่ก็ยังต้องเผชิญกับความท้าทายในหลายปัจจัย เช่น เงินทุนสนับสนุน การเข้าถึงโอกาสทดสอบนวัตกรรมก่อนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ รวมไปถึงยังขาดการเชื่อมโยงเครือข่ายสนับสนุนการเติบโต รัฐบาลจึงพร้อมสนับสนุนการทำงานร่วมกันของทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน มหาวิทยาลัย นักลงทุน  เพื่อร่วมกันสร้างโอกาสตามเป้าหมายการเป็นประเทศรายได้สูงด้วยวิจัยและนวัตกรรม

“อีกหนึ่งแนวทางสำคัญในการผลักดันสตาร์ทอัพไทย คือการสร้างความร่วมมือกับต่างประเทศในรูปแบบ Venture Builder หรือบริษัทลูกครึ่งที่เริ่มต้นจากประเทศไทย แต่สามารถเชื่อมต่อเครือข่ายและขยายธุรกิจไปยังสิงคโปร์ ฮ่องกง เกาหลีใต้ หรือประเทศอื่น ๆ ได้ โดยไทยพร้อมสนับสนุนให้สตาร์ทอัพเลือกประเทศที่เหมาะสมทั้งด้านการพัฒนาโปรดักต์และการขยายตลาด ขณะเดียวกันหลายประเทศเริ่มมองเห็นศักยภาพของไทยมากขึ้น ทั้งฮ่องกง ญี่ปุ่น และตะวันออกกลาง โดยเฉพาะกลุ่ม Halal Economy ที่ถูกมองว่าเป็นโอกาสใหม่สำคัญของไทยในอนาคต นอกจากนี้ ไทยยังมีจุดแข็งด้าน Robotics และ AI จากฐานอุตสาหกรรมและระบบ Automation เดิมที่สามารถต่อยอดสู่ AI และ Physical AI ได้รวดเร็ว ซึ่งถือเป็นข้อได้เปรียบที่ช่วยให้ไทยขยับตัวได้เร็วกว่าหลายประเทศในภูมิภาค” ศ.ดร.ยศชนัน กล่าว

ศ.ดร.ยศชนัน มีมุมมองอีกว่า หากประเทศไทยต้องการสร้าง New Growth Engine ทางเศรษฐกิจ จำเป็นต้องผลักดันให้เกิดผู้ประกอบการรุ่นใหม่และสตาร์ทอัพที่เติบโตได้จริง เหมือนบริษัทระดับโลกอย่าง Google, Meta หรือ SpaceX ที่ล้วนเริ่มต้นจากสตาร์ทอัพเช่นกัน โดยโจทย์สำคัญคือการพาสตาร์ทอัพไทยเติบโตจากระดับ Pre-Series A ไปสู่ Series A และระดับที่สูงขึ้น เพื่อสร้างผลกระทบต่อ GDP ของประเทศอย่างเป็นรูปธรรม อย่างไรก็ตามการเติบโตของสตาร์ทอัพจำเป็นต้องมีระบบสนับสนุนครบวงจร ทั้ง Venture Capital, Angel Fund, Incubator รวมถึงความร่วมมือกับภาคเอกชนขนาดใหญ่ หรือ Big Corporate ที่สามารถต่อยอดธุรกิจร่วมกับสตาร์ทอัพและสร้าง Synergy ร่วมกันได้

ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง

ด้าน ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ NIA กล่าวว่า กรุงเทพมหานครถือเป็นศูนย์กลางสตาร์ตอัปของประเทศไทย หลังขยับขึ้น 5 อันดับ สู่อันดับ 76 ของโลก และอันดับ 4 ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พร้อมก้าวขึ้นเป็นเมืองอันดับ 1 ด้านวิทยาการหุ่นยนต์ของอาเซียน และอันดับ 17 ของโลก สะท้อนศักยภาพของไทยในการพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูงและอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ขณะที่เมืองรองอย่างภูเก็ตและเชียงใหม่ก็เติบโตอย่างก้าวกระโดด แสดงให้เห็นว่าระบบนิเวศนวัตกรรมของไทยไม่ได้กระจุกตัวอยู่เพียงในเมืองหลวงอีกต่อไป แต่กำลังกระจายตัวสู่หลายพื้นที่ทั่วประเทศ ซึ่งช่วยดึงดูดทั้งผู้ประกอบการ นักลงทุน รวมถึงกลุ่ม Digital Nomad จากทั่วโลกให้เข้ามาสร้างธุรกิจและนวัตกรรมในไทยมากขึ้น

ทั้งนี้การจัดอันดับของ StartupBlink พิจารณาจาก 3 ปัจจัยสำคัญ ได้แก่ Quantity Score หรือปริมาณกิจกรรมในระบบนิเวศ เช่น จำนวนสตาร์ตอัป นักลงทุน Accelerator Co-working Space และผู้เล่นในระบบนิเวศทั้งหมด, Quality Score หรือคุณภาพและผลกระทบของระบบนิเวศ ทั้งการเติบโตของสตาร์ตอัประดับ Unicorn มูลค่าการลงทุน ความแข็งแกร่งของบริษัทเทคโนโลยี และอิทธิพลในระดับโลก รวมถึง Startup Business Environment Score ที่ประเมินความพร้อมของสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ ทั้งโครงสร้างพื้นฐาน กฎระเบียบ คุณภาพอินเทอร์เน็ต ความพร้อมด้านบุคลากร และบริการสนับสนุนที่เอื้อต่อการเติบโตของธุรกิจนวัตกรรม

ดร.กริชผกา กล่าวต่อว่า ไทยไม่สามารถพึ่งพาเพียงกรุงเทพมหานครให้เป็นศูนย์กลางด้านเศรษฐกิจ นวัตกรรม และสตาร์ทอัพได้เพียงเมืองเดียว ซึ่งเมืองที่เริ่มมีศักยภาพในการเติบโตด้านนวัตกรรมและสตาร์ทอัพ ได้แก่ เชียงใหม่ ภูเก็ต พัทยา นครปฐม สมุทรปราการ และปทุมธานี ซึ่งพื้นที่เหล่านี้ต่างมีองค์ประกอบที่เอื้อต่อการเติบโต ทั้งมหาวิทยาลัย บุคลากรคุณภาพ กลุ่มคนทำงานรุ่นใหม่ ชาวต่างชาติ รวมถึงกลุ่มดิจิทัลโนแมดที่เริ่มเข้ามาใช้ชีวิตและทำงานมากขึ้น หากสามารถพัฒนาเมืองเหล่านี้ให้เหมาะสมกับการอยู่อาศัยและการทำธุรกิจของคนรุ่นใหม่ได้ ก็จะทำให้เกิดนวัตกรรมในเชิงพื้นที่เพิ่มขึ้น ทั้งในมิติของอาหาร ครีเอทีฟดีไซน์ เทคโนโลยี การบริการ และอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ที่สอดคล้องกับอัตลักษณ์ของแต่ละเมือง

ดังนั้น Ecosystem หรือระบบนิเวศของสตาร์ทอัพจึงมีความสำคัญอย่างมาก เพราะสตาร์ทอัพไม่สามารถเติบโตได้ด้วยตัวเองเพียงลำพัง หลายประเทศจึงเริ่มหันมายกระดับเมืองให้กลายเป็นศูนย์กลางของระบบนิเวศสตาร์ทอัพมากขึ้น อย่าง เวียดนามเป็นอีกประเทศที่เติบโตอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะเมืองโฮจิมินห์ ซึ่งในช่วงสิบปีที่ผ่านมาเปลี่ยนแปลงไปมาก ทั้งในด้านเศรษฐกิจ การลงทุน และไลฟ์สไตล์ จนกลายเป็นเมืองนานาชาติที่ดึงดูดนักลงทุนและคนรุ่นใหม่จากทั่วโลก จุดสำคัญที่ทำให้เวียดนามเติบโตได้เร็ว คือการบริหารจัดการเมืองและนโยบายที่มีความเป็นเอกภาพ ผู้บริหารเมืองมีอำนาจในการตัดสินใจและประสานงานกับหน่วยงานต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดการบูรณาการที่มีประสิทธิภาพ เช่น การดูแลด้านการลงทุน การอนุมัติโครงการ และการเชื่อมโยงหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับนักลงทุนต่างชาติ ซึ่งช่วยลดขั้นตอนและทำให้การดำเนินงานรวดเร็วขึ้น แม้เวียดนามจะยังมีข้อจำกัดหลายด้าน แต่ก็ถือเป็นประเทศที่น่าจับตามองอย่างมาก

“การลงทุนที่กำลังเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจไทย คือ ในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา จีนเข้ามาลงทุนเพิ่มขึ้นในสัดส่วนที่มากกว่าญี่ปุ่นที่เคยเป็นอันดับ 1 แบบทิ้งห่างมากขึ้น โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีและพลังงานใหม่ เช่น รถยนต์ไฟฟ้า EV, Data Center, AI, Robotics, IoT และเทคโนโลยีดิจิทัลต่าง ๆ ในมุมของภาครัฐ ไทยจำเป็นต้องมองจีนในสองมิติ คือทั้งด้านโอกาสและความท้าทาย เพราะแม้จะมีปัญหาบางด้านเกี่ยวกับทุนสีเทา แต่ในอีกด้านหนึ่งก็มีกลุ่นจีนที่มีศักยภาพ ดังนั้นสิ่งสำคัญคือการดึงการลงทุนที่มาพร้อมกับการถ่ายทอดเทคโนโลยี การสร้างงาน การพัฒนาคนไทย” ดร.กริชผกา กล่าว

ดร.กริชผกา กล่าวเพิ่มเติมว่า ขณะนี้มีการเดินหน้าผลักดันกลไกด้านเงินทุนเพื่อสนับสนุนสตาร์ทอัพไทยมากขึ้น โดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยได้รับการสนับสนุนจากกองทุน CMDF (กองทุนส่งเสริมการพัฒนาตลาดทุน) เพื่อนำมาพัฒนากลไกการลงทุนร่วมระหว่างภาครัฐและเอกชน ขณะที่ NIA มีการผลักดันการจัดตั้งกิจการเงินร่วมลงทุน หรือ Private Equity Trust (PE Trust) ซึ่งจะเป็นอีกช่องทางสำคัญในการระดมทุนให้กับธุรกิจเกิดใหม่ ธุรกิจ SME รวมถึงธุรกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี ให้สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนจากนักลงทุนที่สนใจได้มากขึ้น โดยการแก้ไขวัตถุประสงค์ของสำนักงานได้ผ่านขั้นตอนสำคัญและอยู่ระหว่างรอการโปรดเกล้าฯ ซึ่งหากมีผลอย่างเป็นทางการ จะทำให้ NIA สามารถลงทุนและจัดตั้งบริษัทร่วมลงทุนได้อย่างชัดเจนมากขึ้น จากเดิมที่ข้อกำหนดระบุเพียงเรื่อง “การร่วมลงทุน” เท่านั้น แต่การปรับแก้ครั้งนี้ได้เพิ่มเติมอำนาจให้สามารถจัดตั้ง PE Trust ได้โดยตรง ส่งผลให้ NIA กลายเป็นองค์การมหาชนแห่งแรกของประเทศไทยที่มีการระบุอำนาจในการจัดตั้ง PE Trust ไว้อย่างชัดเจนในวัตถุประสงค์ขององค์กร ช่วยเพิ่มความคล่องตัวในการดำเนินงาน และลดข้อถกเถียงทางกฎหมายเกี่ยวกับการจัดตั้งกองทุนลักษณะดังกล่าวในอนาคต

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

'ยศชนัน' เผยมติ กพช. เพิ่มเบี้ยคนพิการ จาก 800 เป็น 1,000 บาท ชงเข้าครม. เดือนนี้

“ยศชนัน”เตรียมชงครม.ไฟเขียว เพิ่มเบี้ยคนพิการเป็น 1,000 บาท- ทุ่มงบ 141 ล้านบาท ทำกายอุปกรณ์ผู้พิการ -เตรียมจ่ายค่าตอบแทนผู้ช่วยดูแลคนพิการ

'ยศชนัน' มั่นใจไม่มีปัญหา ภูมิใจไทยกลับลำ เลิกหนุนร่างรัฐธรรมนูญฉบับเพื่อไทย

นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย (พท.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ถอนชื่อออกจากร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรค พท. ว่า ทราบเรื่องแล้ว

CPF หนุนเวทีวิจัยโลก GRC 2026 ผ่านอาหารคุณภาพมาตรฐานสากล

ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เป็นประธานเปิดการประชุม The 14th Global Research Council (GRC) Annual Meeting 2026 เวทีประชุมวิจัยระดับนานาชาติที่ประเทศไทยได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพ พร้อมเยี่ยมชมบูธ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ CPF