ครั้งแรกในไทย 8 มิ.ย. สภาผู้บริโภคฟ้องเฟซบุ๊ก โทษฐานละเลยปล่อยมิจฉาชีพหลอกลวง

เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน สภาผู้บริโภคได้จัดแถลงข่าว “ทำไมต้องฟ้องเฟซบุ๊ก” พร้อมประกาศเตรียมยื่นฟ้องบริษัท เมตา ทั้งสำนักงานในประเทศไทยและสำนักงานใหญ่ เพื่อเรียกร้องให้รับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นกับผู้บริโภคไทย โดยในวันที่ 8 มิถุนายนนี้ สภาผู้บริโภค พร้อมทนายความ และตัวแทนผู้เสียหาย จะยื่นฟ้องต่อศาลแพ่ง ถนนรัชดาภิเษก นับเป็นอีกก้าวสำคัญของการผลักดันให้แพลตฟอร์มดิจิทัลขนาดใหญ่ต้องมีส่วนรับผิดชอบต่อผลกระทบที่เกิดขึ้นกับผู้บริโภคกรณีการเป็นพื้นที่ซื้อขายสินค้าออนไลน์ของเฟซบุ๊ก ที่มีมิจฉาชีพแฝงตัวเข้ามา ก่อความเสียหายโดยมีผู้บริโภคจำนวนมากตกเป็นเหยื่อของโฆษณาหลอกลวงที่ปรากฏบนแพลตฟอร์ม

จากการที่มีคนไทยเป็นผู้ใช้งานเฟซบุ๊ก กว่า 51 ล้านบัญชี และติด 1 ใน 10 อันดับของโลก แต่จากข้อมูลจากสภาองค์กรของผู้บริโภคระบุว่า ระหว่างปี 2567 ถึงเดือนมีนาคม 2569 มีเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับการถูกหลอกลวงผ่านเฟซบุ๊กจำนวน 3,793 เรื่อง จากเรื่องร้องเรียนทั้งหมด 6,164 เรื่อง โดยปัญหาที่พบมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ การฉ้อโกงและหลอกลวง 1,775 เรื่อง การไม่ได้รับสินค้าหรือได้รับสินค้าไม่ถูกต้อง 1,664 เรื่อง ปัญหาการขอคืนเงิน 687 เรื่อง การโฆษณาเป็นเท็จหรือเกินจริง 474 เรื่อง และการได้รับสินค้าชำรุดบกพร่องหรือไม่ได้มาตรฐาน 426 เรื่อง

สำหรับสถานะการดำเนินงาน พบว่า มีเรื่องที่ยุติแล้ว 5,472 เรื่อง อยู่ระหว่างดำเนินการ 563 เรื่อง อยู่ในชั้นฟ้องคดี 81 เรื่อง และอยู่ระหว่างการไกล่เกลี่ย 48 เรื่อง คิดเป็นมูลค่าความเสียหายรวมไม่น้อยกว่า 339 ล้านบาท ขณะที่สามารถช่วยเหลือผู้บริโภคให้ได้รับเงินเยียวยาคืนแล้วกว่า 5.06 ล้านบาท แม้สภาผู้บริโภคจะพยายามเจรจากับบริษัท เมตา (Meta) เจ้าของแพลตฟอร์มเฟซบุ๊กมาอย่างต่อเนื่องนานกว่าหนึ่งปี เพื่อขอให้มีมาตรการป้องกันและสกัดกั้นโฆษณาหลอกลวง แต่ปัญหายังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

บุญยืน ศิริธรรม

บุญยืน ศิริธรรม ประธานสภาผู้บริโภค กล่าวว่า ปัจจุบันเฟซบุ๊กซึ่งเป็นหนึ่งในแพลตฟอร์มออนไลน์ที่ได้รับความนิยมสูงสุดในประเทศไทย กลายเป็นช่องทางที่มิจฉาชีพใช้หลอกลวงผู้บริโภคในหลากหลายรูปแบบ ทั้งการหลอกขายสินค้า หลอกลงทุน และแอบอ้างบุคคลหรือองค์กรที่น่าเชื่อถือ โดยผู้เสียหายมีทุกกลุ่มวัยและทุกอาชีพ สะท้อนว่าการตกเป็นเหยื่อไม่ได้เกิดจากความรู้เท่าทันเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากความไว้วางใจที่ผู้บริโภคมีต่อแพลตฟอร์ม

บุญยืน กล่าวต่อว่า ความเสียหายที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและมาตรการคุ้มครองผู้บริโภคที่ยังไม่เพียงพอ สภาองค์กรของผู้บริโภคจึงเห็นว่าถึงเวลาที่แพลตฟอร์มต้องแสดงความรับผิดชอบต่อผลกระทบที่เกิดขึ้นอย่างจริงจัง ดังนั้นสภาองค์กรของผู้บริโภคจึงประกาศเตรียมยื่นฟ้องเฟซบุ๊กในฐานะตัวแทนผู้บริโภค นับเป็นคดีแรกของประเทศไทย โดยมีเป้าหมายเพื่อผลักดันให้เกิดมาตรการป้องกันการหลอกลวงที่มีประสิทธิภาพ ลดความเสียหายของประชาชน และสร้างบรรทัดฐานให้แพลตฟอร์มดิจิทัลต้องรับผิดชอบต่อผู้บริโภคมากขึ้น

สารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการสำนักงานสภาผู้บริโภค ได้เผยข้อมูล สภาองค์กรของผู้บริโภคสามารถช่วยเหลือผู้เสียหายจากการซื้อขายสินค้าผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ได้ในหลายกรณี เช่น การได้รับสินค้าไม่ตรงตามโฆษณา สินค้าชำรุดบกพร่อง หรือไม่ได้มาตรฐาน แต่สำหรับคดีหลอกลวงออนไลน์ในลักษณะฉ้อโกง การหลอกลงทุน การชำระเงินแล้วไม่ได้รับสินค้า การหลอกขายแพ็กเกจท่องเที่ยว หรือการจองโรงแรมปลอม เป็นกรณีที่ยังไม่สามารถได้รับการเยียวยาอย่างเป็นธรรม

ทั้งนี้ข้อมูลจากศูนย์ ACSC ระหว่างวันที่ 1 มกราคม – 30 เมษายน 2569 พบว่า มีการแจ้งความคดีออนไลน์สะสมถึง 121,921 คดี คิดเป็นมูลค่าความเสียหายรวมกว่า 7,480 ล้านบาท หรือเฉลี่ยมีผู้เสียหายวันละ 1,016 ราย/สูญเสียเงินมากกว่า 62 ล้านบาท ปัจจุบันคดีอาชญากรรมทางไซเบอร์จะมีสะสมมากกว่า 1 ล้านคดี แต่ขณะนี้มีเจ้าหน้าที่ตำรวจประมาณ 200,000 นาย ที่ทำหน้าที่ดำเนินการ ส่งผลให้การดำเนินคดีและติดตามผู้กระทำผิดไม่สามารถทำได้อย่างทันท่วงที สะท้อนถึงข้อจำกัดของกลไกการบังคับใช้กฎหมายในการรับมือกับปัญหาหลอกลวงออนไลน์ที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว

สารี กล่าวว่า รูปแบบกลโกงที่พบมากที่สุดคือ หลอกขายของออนไลน์ จำนวน 85,215 คดี มีมูลค่าความเสียหายเฉลี่ย 15,727 บาทต่อคดี โดยมักเกิดจากการโอนเงินแล้วไม่ได้รับสินค้า สินค้าไม่ตรงปก ร้านค้าปลอม หรือการโฆษณาเกินจริง ส่วนคดีที่สร้างมูลค่าความเสียหายรวมสูงสุดคือ หลอกลงทุน จำนวน 6,642 คดี สร้างความเสียหายรวม 5,997.7 ล้านบาท หรือเฉลี่ย 166,449 บาทต่อคดี มักใช้กลลวงชักชวนลงทุนผ่านแชต แอปพลิเคชัน หรือแอบอ้างบุคคลและเพจที่มีชื่อเสียง

ขณะที่ภัยไซเบอร์รูปแบบใหม่ที่สร้างความเสียหายต่อคดีสูงที่สุดคือการรีดไถข้อมูล แม้จะมีเพียง 673 คดี แต่มีความเสียหายเฉลี่ยสูงถึง 211,686 บาทต่อคดี โดยมิจฉาชีพมักใช้ลิงก์ปลอม แอปปลอม การขโมยข้อมูล ยึดบัญชี หรือเรียกค่าไถ่ข้อมูลจากผู้เสียหายนอกจากนี้ แพลตฟอร์มที่ถูกร้องเรียนว่าใช้เป็นช่องทางหลอกลวงคนไทยมากที่สุดคือ Facebook โดยมีจำนวนเรื่องร้องเรียนสูงถึง 51,783 เรื่อง

สารี อ๋องสมหวัง

สำหรับการยื่นฟ้องเฟซบุ๊ก สารี กล่าวว่า หากเฟซบุ๊กให้ความสำคัญกับผู้ใช้งานชาวไทยกว่า 51 ล้านบัญชี และติด 1 ใน 10 อันดับของโลกในด้านการใช้จ่ายค่าโฆษณาบนแพลตฟอร์ม จึงควรได้รับการดูแลและการคุ้มครองที่เหมาะสม โดย 8 เหตุผลที่ต้องยื่นฟ้อง คือ 1.ปล่อยโฆษณาหลอกลวงและผิดกฎหมาย บนแพลตฟอร์ม ทั้งหลอกลงทุน สินค้าปลอม และเว็บพนันออนไลน์ 2.Facebook Marketplace เป็นช่องทางขายสินค้าเถื่อนและสินค้าผิดกฎหมาย รวมถึงสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐานและสินค้าอันตราย 3.อัลกอริทึมเอื้อต่อการเข้าถึงเหยื่อ ทำให้มิจฉาชีพสามารถยิงโฆษณาหลอกลวงได้ตรงกลุ่ม สร้างความเสียหายรุนแรงต่อผู้บริโภค

4.ได้รับรายได้จากโฆษณาของมิจฉาชีพ โดยไม่มีระบบคัดกรองที่เพียงพอ 5.ระบบยืนยันตัวตนไม่มีประสิทธิภาพ เปิดช่องให้ใช้บัญชีปลอมและเพจสวมรอยก่อเหตุหลอกลวง 6.อาศัยช่องโหว่กฎหมายไทย เพื่อหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นกับผู้บริโภค 7.ไม่มีระบบคุ้มครองและเยียวยาผู้เสียหาย เทียบเท่าแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซทั่วไป และ8.ใช้มาตรฐานความปลอดภัยแบบสองมาตรฐาน โดยคุ้มครองผู้ใช้ในต่างประเทศเข้มงวดกว่าประเทศไทย

โดยได้มีการส่งหนังสือถึงบริษัท เมตา ในวันที่ 19 พ.ย. 67 ได้ยื่นข้อเสนอ 4 ประการต่อ Meta ได้แก่ 1.กำหนดให้การซื้อขายทั้งหมดดำเนินการผ่าน e-Marketplace ที่มีการยืนยันตัวตนและขึ้นทะเบียนผู้ค้า 2.จัดตั้งระบบรับเรื่องร้องเรียน เยียวยาผู้เสียหาย และคัดกรอง–ปิดกั้นบัญชีผิดกฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพ 3.จัดตั้งนิติบุคคลในประเทศไทย เพื่ออยู่ภายใต้การกำกับดูแลและรับผิดชอบตามกฎหมายไทย 4.จดทะเบียนเป็น ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล (Data Controller) และปฏิบัติตาม PDPA อย่างเคร่งครัด

สารี กล่าวต่อว่า เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2568 ได้ติดตามเรื่องอีกครั้งผ่านบริษัท Tilleke & Gibbins International Ltd. ถึงนาย Mark Zuckerberg และเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2568 ผู้ประสานงานของ Meta ในประเทศไทย คือ Tilleke & Gibbins Digital Solutions Co., Ltd. ได้ส่งหนังสือชี้แจงกลับมาว่า Facebook เป็นแพลตฟอร์มสำหรับค้นหาสินค้าและบริการ (Discovery Platform) โดยไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการซื้อขายหรือการรับชำระเงิน ไม่ว่าจะผ่านเพจ โพสต์ หรือ Facebook Marketplace และได้ลงทุนด้านความปลอดภัยมากกว่า 20,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ตั้งแต่ปี 2559 โดยดำเนินมาตรการหลัก 4 ด้าน ได้แก่ การกำหนดนโยบายต่อต้านการฉ้อโกง การบังคับใช้กฎบนแพลตฟอร์ม การเปิดให้ผู้ใช้รายงานหรือบล็อกบัญชีที่น่าสงสัย และการสร้างความร่วมมือพร้อมให้ความรู้แก่ผู้บริโภค

นอกจากนี้ Meta ได้แต่งตั้ง Tilleke & Gibbins Digital Solutions Co., Ltd. เป็นผู้ประสานงานในประเทศไทย (Local Point of Contact) เพื่อประสานงานกับหน่วยงานภาครัฐตามกฎหมาย PDPA และกฎหมายแพลตฟอร์มดิจิทัล พร้อมกับยืนยันว่ามีสถานะเป็นผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล (Data Controller) ตามกฎหมาย PDPA และได้ดำเนินการแต่งตั้งผู้แทนในประเทศไทยเพื่อรองรับการปฏิบัติตามกฎหมายดังกล่าวแล้ว

“อีกข้อเสนอสำคัญคือ การให้เฟซบุ๊ก จดทะเบียนดำเนินธุรกิจในประเทศไทยในฐานะแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ ไม่ใช่เพียงผู้ให้บริการโซเชียลเน็ตเวิร์ก เนื่องจากปัจจุบันแพลตฟอร์มมีบทบาทเชื่อมโยงการซื้อขายสินค้าและบริการจำนวนมาก แต่ยังสามารถปฏิเสธความรับผิดชอบโดยอ้างว่าไม่ได้เป็นผู้ดำเนินธุรกรรมโดยตรง ซึ่งแพลตฟอร์มอื่นที่มีระบบรองรับผู้ขายและมีตัวกลางในการรับชำระเงิน ทำให้ผู้บริโภคสามารถขอคืนเงิน เปลี่ยนสินค้า หรือได้รับการเยียวยาเมื่อเกิดปัญหาได้ง่ายขึ้น” สารี กล่าว

สารี ได้ยกตัวอย่างแนวทางของสิงคโปร์ในการจัดการปัญหาหลอกลวงออนไลน์ ซึ่งไม่ได้ใช้วิธีฟ้องร้องแพลตฟอร์มเป็นหลัก แต่ได้ออกกฎหมายควบคุมอาชญากรรมออนไลน์ (OCHA) เพื่อกำกับดูแลแพลตฟอร์มดิจิทัลและกำหนดบทลงโทษที่ชัดเจน เมื่อเกิดการหลอกลวงหรือการกระทำผิดบนแพลตฟอร์ม หน่วยงานรัฐสามารถดำเนินการลงโทษทางปกครองและปรับแพลตฟอร์มได้ทันที แต่ประเทศไทยยังไม่มีมาตรการลักษณะเดียวกัน เนื่องจากหน่วยงานกำกับดูแลไม่สามารถใช้มาตรการปรับทางปกครองกับแพลตฟอร์มได้โดยตรงเมื่อเกิดความเสียหายแก่ผู้บริโภค ทำให้การบังคับใช้กฎหมายและการสร้างแรงจูงใจให้แพลตฟอร์มรับผิดชอบยังมีข้อจำกัด

สารี ย้ำว่า จะเป็นผู้ฟ้องคดีแทนผู้บริโภคตามอำนาจหน้าที่ที่กฎหมายกำหนด โดยจะเปิดเผยรายละเอียดข้อกล่าวหาและแนวทางดำเนินคดีอย่างเป็นทางการในวันยื่นฟ้อง นอกจากการดำเนินคดีแล้ว สภาผู้บริโภคยังเตรียมผลักดันการแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการกำกับดูแลแพลตฟอร์มดิจิทัล เพื่อให้สามารถรับมือกับรูปแบบการหลอกลวงออนไลน์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และสร้างกลไกคุ้มครองผู้บริโภคให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ในวันที่ 19 มิถุนายน 2569 จะมีการจัดเวทีเสวนาสาธารณะร่วมกับคณะอนุกรรมาธิการพาณิชย์และเศรษฐกิจดิจิทัล วุฒิสภา เพื่อรับฟังเสียงของผู้เสียหายจากเฟซบุ๊กและผลักดันข้อเสนอเชิงนโยบาย โดยจะแจ้งรายละเอียดเพิ่มเติมให้ทราบอีกครั้ง

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

'นักวิชาการ' ยกตัวอย่าง คนขับรถของจีน-เวียดนาม เพื่อป้องกันโศกนาฎกรรมแบบรถไฟชนรถเมล์

นายกมล กมลตระกูล นักวิชาการอิสระ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก เรื่อง การดูแลไรเดอร์ คนขับรถส่งพัศดุ คนขับรถเมล์ รถแท๊กซี่ คนขับรถสาธารณะของจีนและเวียดนาม (เพื่อป้องกันโศกนาฎกรรมแบบรถไฟชนรถเมล์ในไทย) มีเนื้อหาดังนี้

กัดกันเหวอะหวะ! เพื่อไทยย้อนพรรคส้ม งัดภาพ ‘ชัยธวัช’ ดอดพบพุทธะอิสระ

กองเชียร์พรรคเพื่อไทยเปิดเกมโต้กลับพรรคประชาชน หลังถูกเหน็บกรณีคณะผู้บริหารร่วมอวยพรวันเกิด “สนธิ ลิ้มทองกุล” งัดภาพเก่า “ชัยธวัช-เลขาฯพรรคก้าวไกล‘ เข้าพบ “หลวงปู่พุทธะอิสระ” พร้อมข้อความย้ำเป็นแค่มารยาททางการเมือง ไม่ได้ยกใครขึ้นเป็นศาสดา