สภาผู้บริโภค จี้ สปสช.แก้ปมใบส่งตัว เสนอใช้โมเดลใหม่นำร่อง โรงพยาบาล 3 แห่ง

13 พ.ค.2569-สภาผู้บริโภคหนุน สปสช.ดัน “โมเดลสุขภาพใหม่” รื้อระบบ แก้ปมใบส่งตัว -งบประมาณไม่เพียงพอ หลังปัญหายืดเยื้อนานหลายปี เตรียมทดลอง 3 โรงพยาบาลนำร่อง ก่อนใช้จริงปี 2570

ประเด็นการปฏิเสธออกใบส่งตัวและวิกฤตงบประมาณที่มักประสบภาวะขาดสภาพคล่อง เป็นปัญหาเรื้อรังของระบบบริการสุขภาพในเขตกรุงเทพมหานครที่ต้องเร่งแก้ไข เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว วันที่12 พฤษภาคม 2569 สภาผู้บริโภคจึงร่วมกับสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เขต 13กรุงเทพนมหานคร จัด“เวทีการทำความเข้าใจเรื่องระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร”เพื่อสื่อสารสร้างความเข้าใจต่อรูปแบบการจัดบริการสุขภาพโมเดลใหม่ หรือ “New Model 2026”นายสมชาย กระจ่างแสง อนุกรรมการด้านบริการสุขภาพ สภาผู้บริโภค กล่าวว่าคณะอนุกรรมการฯ ได้ติดตามปัญหาการเข้าถึงบริการสุขภาพของคน กทม.มาอย่างต่อเนื่อง และพบว่าประชาชนไม่ได้รับบริการที่ดีอย่างที่ควรจะเป็นมาโดยตลอด สภาผู้บริโภคจึงได้ศึกษาวิจัยจนพบว่าทางออกเดียวคือต้องสร้างโมเดลการจัดบริการสุขภาพใหม่ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางที่ สปสช.กำลังดำเนินการ คือการจัดบริการรูปแบบใหม่ที่มีโรงพยาบาลเป็นแม่ข่ายรับงบประมาณมาดูแลคลินิกลูกข่ายเพื่อตัดวงจรปัญหา

การส่งต่อจากการแลกเปลี่ยนปัญหาและความเหมาะสมของทรัพยากรในแต่ละเขตของกรุงเทพฯเบื้องต้นพบว่าบางพื้นที่ยังไม่สามารถดำเนินงานตามโมเดลสุขภาพใหม่ได้เนื่องจากยังมีจำนวนของโรงพยาบาลที่ไม่เพียงพอและอาจต้องเพิ่มโรงพยาบาลแม่ข่ายหรือดึงโรงพยาบาลเอกชนที่ไม่ได้อยู่ในระบบหลักประกันสุขภาพเดิมเข้ามาอยู่ในระบบเพื่อเสริมศักยภาพ

ทั้งนี้ สภาผู้บริโภคพบข้อมูลเชิงลึกสะท้อนว่าปัญหาใบส่งตัวใน กทม.ยืดเยื้อมานานเกือบ 3 ปีและผ่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขมาถึง 3 คนแต่ปัญหายังคงวนเวียนอยู่ที่การผูกสิทธิไว้กับคลินิกเอกชนที่ไกลบ้านและมีแรงกดดันเรื่องต้นทุนกำไรขณะที่ศูนย์บริการสาธารณสุขของรัฐมีข้อจำกัดด้านบุคลากรทำให้รองรับผู้ป่วยได้เพียง 20% เท่านั้น

วิกฤตการณ์เหล่านี้เปรียบเสมือนโดมิโนที่เริ่มล้มตั้งแต่ปี 2563 จากการยกเลิกสัญญาคลินิกทุจริตจนมาถึงนโยบายที่ทำให้งบประมาณบานปลาย และต้องกลับไปใช้ระบบคลินิกถือเงินอีกครั้งในปี 2567จนปัญหาใบส่งตัวกลับมาหนักหน่วง

“เรื่องนี้จำเป็นต้องอาศัยอำนาจการสั่งการของผู้ว่าฯ กทม.ในการกำกับดูแลหน่วยงานในสังกัดทั้งสำนักอนามัยและศูนย์บริการสาธารณสุขให้เข้ามาสอดรับกับโมเดลนี้อย่างเต็มตัวซึ่งข้อมูลเหล่านี้เป็นส่วนสำคัญที่ สปสช.จะนำกลับไปปรับปรุงโมเดลให้สมบูรณ์” นายสมชาย อธิบายเพิ่มนายสมชายกล่าวต่อว่า

ข้อเสนอจากภาคประชาชนในวันนี้ที่ต้องการให้เริ่มนำร่องในพื้นที่ที่มีความพร้อมประมาณ 3 แห่งก่อน โดยคณะอนุกรรมการฯ มีแผนติดตามการพัฒนาโมเดลนี้อย่างใกล้ชิดเนื่องจากเป็นช่วงระหว่างการทดลองก่อนจะเริ่มดำเนินการจริงในปีงบประมาณ 2570 ซึ่งในระยะสั้นสภาผู้บริโภคเตรียมนำนโยบายเหล่านี้เสนอต่อผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. จากพรรคต่าง ๆ รวมถึงผู้ว่าฯคนใหม่ เพื่อทำเป็นข้อเสนอการปฏิรูประบบสุขภาพของคนกรุงเทพฯในรูปแบบโมเดลใหม่ที่เป็นธรรมและยั่งยืน

ด้าน พ.ท.ทพ.ธนศักดิ์ ถัมภ์บรรฑุ ผอ.สปสช.เขต 13 กรุงเทพมหานคร กล่าวถึงรายละเอียด “New Model2026” ซึ่งอยู่ระหว่างการพัฒนา ผ่านแนวคิดการจัดโซนบริการสุขภาพตามศักยภาพพื้นที่ (Health Zoning)เพื่อสร้างเครือข่ายแม่ข่าย – ลูกข่าย ภายใต้หลัก “1 คลินิก 2 โรงพยาบาล” ในแต่ละเขตบริการหัวใจสำคัญของโมเดลนี้ คือการปรับระบบงบประมาณจากเดิมที่ให้คลินิกชุมชนอบอุ่นเป็นผู้ถือครองงบประมาณจนอาจเกิดแรงจูงใจในการกักผู้ป่วยเพื่อลดต้นทุน มาเป็นระบบงบประมาณร่วม (Shared OP Capitation)ในระดับเครือข่ายเพื่อให้โรงพยาบาลแม่ข่ายทำหน้าที่บริหารงบประมาณและกระจายทรัพยากรไปยังคลินิกลูกข่ายอย่างทั่วถึงลดความขัดแย้งเรื่องค่าใช้จ่ายในการส่งต่อผู้ป่วย

“ต้องขอบคุณโรงพยาบาลนพรัตนราชธานีที่เป็นต้นแบบสำคัญของแนวทางนี้ปัจจุบันมีทั้งโรงพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุข สังกัดกรุงเทพมหานคร และโรงพยาบาลเอกชนแสดงความจำนงเข้าร่วมโครงการแล้ว 7 – 8 แห่ง” พ.ท.ทพ.ธนศักดิ์ กล่าว

สำหรับโรงพยาบาล 3 แห่งที่พร้อมเริ่มดำเนินตามโมเดลสุขภาพใหม่ ได้แก่ โรงพยาบาลนพรัตนราชธานีโรงพยาบาลราชพิพัฒน์ และโรงพยาบาลเอกชนอีก 1 แห่ง ขณะเดียวกันโรงพยาบาลนพรัตนราชธานียังเตรียมชักชวนโรงพยาบาลรัตนประชารักษ์ และโรงพยาบาลเวชการุณย์รัศมิ์ เข้าร่วมเครือข่ายเพิ่มเติมด้วย

นอกจากนี้ ยังมีการผลักดันเรื่องการส่งต่อผู้ป่วยผ่านระบบดิจิทัล (E-Referral)เพื่อยกเลิกการใช้ใบส่งตัวแบบกระดาษอย่างเป็นรูปธรรม ช่วยให้ข้อมูลสุขภาพเชื่อมโยงถึงกันและลดภาระประชาชนที่ต้องเดินเรื่องเอกสารซ้ำซ้อนด้วยตนเอง เพราะข้อมูลล่าสุดพบว่า ปัญหาการเข้าถึงบริการส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในกลุ่ม “คลินิกชุมชนอบอุ่นเอกชน” ซึ่งมีประชาชนอยู่ในสิทธิถึง 2.5 ล้านคน คิดเป็น 72.9% ของผู้ใช้สิทธิบัตรทองทั้งหมดในกรุงเทพมหานคร ส่งผลให้ในปี 2569 มีเรื่องร้องเรียนสูงถึง 9,160 เรื่อง โดยกว่า 35.61% เป็นกรณีปฏิเสธส่งตัวผู้ป่วย ซึ่งถือเป็นปัญหาเร่งด่วนที่ต้องได้รับการแก้ไขโดยเร็ว

ขณะที่ นางธัญวรัตณ์ จิรายุวัฒนา ประธานชมรมคุ้มครองผู้บริโภคเขตบางนา กล่าวว่าปัญหาการส่งต่อผู้ป่วยระหว่างโรงพยาบาลในพื้นที่ยังติดขัดมาโดยตลอด ซึ่งตนสัมผัสได้โดยตรงจากการทำงานในฐานะอาสาสมัครสาธารณสุขกรุงเทพมหานคร (อสส.)อีกทั้งศูนย์บริการสาธารณสุขในชุมชนส่วนใหญ่ยังเปิดให้บริการเพียงครึ่งวันทั้งที่ความเจ็บป่วยเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา พร้อมเรียกร้องให้ขยายเวลาให้บริการอย่างน้อยถึง 17.00 น.และเพิ่มหน่วยบริการปฐมภูมิให้เพียงพอกับจำนวนประชาชน เนื่องจากปัจจุบันมีการยกเลิกหน่วยบริการจำนวนมาก ส่งผลให้เกิดปัญหาทั้งด้านการส่งต่อและการเข้าถึงบริการรักษาพยาบาล

“โมเดล ‘1 คลินิก 2 โรงพยาบาล’ ที่ได้รับฟังวันนี้ ถือเป็นนโยบายที่น่าสนใจ เพราะจะช่วยลดความแออัดของผู้ป่วยที่กระจุกตัวอยู่ในโรงพยาบาลแห่งเดียวส่วนรูปแบบการบริหารจัดการก็หวังว่าจะออกแบบโดยยึดประโยชน์ของประชาชนเป็นหลักทำให้ประชาชนเข้าถึงการรักษาได้รวดเร็วขึ้น ไม่ต้องเสียเวลารอนานและอยากให้สภาผู้บริโภคช่วยสื่อสารสาธารณะ รวมถึงร่วมผลักดันให้โมเดลนี้เกิดขึ้นได้จริง” นางธัญวรัตณ์ระบุ

การเปิดเวทีเพื่อสื่อสารและสร้างความเข้าใจต่อรูปแบบการจัดบริการสุขภาพโมเดลใหม่ “New Model 2026” ในวันนี้จึงเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการหา “สมดุลใหม่” เพื่อไม่ให้ประชาชนต้องวิ่งตามระบบแต่ให้ระบบวิ่งหาประชาชนและจบปัญหาใบส่งตัวได้อย่างแท้จริงในอนาคตโดยสภาผู้บริโภคเตรียมยกระดับข้อเสนอถึงผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครและพรรคการเมืองต่าง ๆเพื่อบรรจุเป็นนโยบายการปฏิรูประบบสุขภาพของคนกรุงต่อไป

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

'ยามะเร็งพระราชทาน' ส่งถึงรพ.แล้ว 2.88 พันกล่อง คาด ต.ค. กระจายครบ

รัฐบาลเผยยามะเร็งพระราชทาน 'IMCRANIB' กระจายให้โรงพยาบาลแล้ว 2,880 กล่อง ผู้ป่วยสิทธิบัตรทองได้รับยาแล้ว 215 ราย คาดกระจายครบ 23,000 กล่อง ภายในเดือนตุลาคม

พลิกโฉมสาธารณสุขไทย! “AI ช่วยอ่านผลเอ็กซเรย์” สปสช. ส่งเสริมและผลักดันใช้แล้วกว่า 610 โรงพยาบาลทั่วประเทศ

คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ประกาศความสำเร็จครั้งสำคัญในการยกระดับวงการสาธารณสุขไทย ด้วยการส่งนวัตกรรมปัญญาประดิษฐ์ (AI)

'จุลพันธ์' ยันรัฐบาลไม่มีแนวคิดให้ประชาชนร่วมจ่ายบัตรทอง

กลุ่มคนเสื้อแดง เดินทางมายื่นหนังสือเพื่อคัดค้านไม่ให้มีการแก้ไขโครงสร้างโครงการ 30 บาทรักษาทุกที่หรือโครงการบัตรทอง โดยมีนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมว.แรงงาน ฐานะหัวหน้าพรรคเพื่อไทย เป็นตัวแทนรับมอบ