'นักวิชาการ' ยกตัวอย่าง คนขับรถของจีน-เวียดนาม เพื่อป้องกันโศกนาฎกรรมแบบรถไฟชนรถเมล์

20 พ.ค.2569 - นายกมล กมลตระกูล นักวิชาการอิสระ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก เรื่อง การดูแลไรเดอร์ คนขับรถส่งพัศดุ คนขับรถเมล์ รถแท๊กซี่ คนขับรถสาธารณะของจีนและเวียดนาม (เพื่อป้องกันโศกนาฎกรรมแบบรถไฟชนรถเมล์ในไทย) มีเนื้อหาดังนี้

สิ่งที่เห็นจำเจ คือ การขับรถเร็ว ปาดซ้ายปาดขวา การละเมิดกฏจราจรสารพัดของบุคคลต่างๆข้างต้น ซึ่งมักก่อให้เกิดอุบัติเหตุต่อต่อตนเองและบุคคลอื่น ซึ่งกรณีล่าสุด คือ รถไฟชนรถโดยสารที่แยกอโศกมักกะสัน โดยมีภาพทั้งในวันที่เกิดเหตุ และวันถัดๆมาว่า มีการละเมิดกฎ โดยไม่หยุดก่อนเส้นเหลือง จอดบนเส้นเหลือง วิ่งตัดหน้ารถไฟ จอดบนราง วิ่งอ้อม หรือวิ่งลอดรั้วกั้น ฯลฯ
(ความผิดก็คือ ความผิด ที่ตำรวจต้องจัดการอย่างเด็ดขาด แต่บทความนี้จะข้ามไป)

คนส่วนใหญ่ สื่อส่วนใหญ่มองไปที่ภาพ และปรากฎการณ์ และกล่าวโทษนิสัยความไร้วินัยของคนขับ ซึ่งเป็นปลายเหตุ และเป็นผลลัพธ์ของการละเลยของภาครัฐ
แต่ภาพแต่ลึกลงไป ที่มองไม่เห็น คือการต่อสู้ดิ้นรนเพื่อปากท้องเอาตัวรอดกับระบบที่ไม่เป็นธรรมที่กดดันให้เกิดนิสัยข้างต้น

ไรเดอร์ พนักงานขับรถ ที่เรียกว่าแรงงานแพลตฟอร์ม ซึ่งรายใหญ่ๆเป็นบริษัทต่างชาติที่เข้ามาตั้งสาขาในไทย นั้น รัฐไม่ได้คุ้มครองให้บุคคลเหล่านี้มีสถานะเป็นลูกจ้าง ไม่มีสวัสดิการ ไม่มีการประกันค่าจ้างขั้นต่ำต่อวันเหมือนลูกจ้างทั่วไป ไม่มีประกันภัยอุบัติเหตุ และทรัพย์สินของผู้เสียหาย ((Liability insurance)

รัฐไม่ได้กำกับควบคุมเงื่อนไขสัญญาให้เป็นธรรมแต่ให้บริษัทเจ้าของแพลตฟอร์มเขียนสัญญาจ้างได้ตามอำเภอใจ โดยจ่ายค่าแรงเป็นรายชิ้น บังคับต้องทำให้ได้เป้าขั้นต่ำต่อวัน หักเปอร์เซนต์ 25-35% จากรายได้ โดยแทบไม่ต้องลงทุนอะไร

คนไทยกลายเป็นทาสทำงานส่งส่วยให้ทุนต่างชาติที่นั่งนับเงิน ดูตัวเลขบนจอคอมพิวเตอร์อยู่ในประเทศของตน ( สืบไม่ยากว่าเจ้าของแพลตฟอร์มใหญ่ที่ผูกขาดเป็นนายทุนจากชาติไหน)
จึงต้องรีบเร่งทำงานแข่งกับเวลา ยอมเอาชีวิตเข้าเสี่ยง ต้องละเมิดสิทธิ์ผู้อื่น หรือคนขับอื่น ละเมิดกฎหมายและกฎเกณฑ์สารพัด ในสภาพการจราจรที่สุดโหดของกรุงเทพฯ
สิ่งเหล่านี้รัฐบาลมองไม่เห็น เพราะเวลาไปไหนมาไหนมีรถตำรวจวิ่งเปิดทางให้

ในประเทศที่รัฐบาลมีความรับผิดชอบต่อประชาชน รัฐบาลจะเข้ามาดูแลประชาชนอย่างใกล้ชิด ไม่ให้เกิดสภาพอย่างที่เป็นปรากฎการณ์รายวันให้เห็นตำตาทุกวัน

ประเทศจีน และเวียดนาม เป็นตัวอย่างที่น่าศึกษาว่าเขาดูแลคนตัวเล็กตัวน้อยที่ไม่มีอำนาจต่อรองอย่างไร

1. สวัสดิการและรายได้ของแรงงานแพลตฟอร์ม (Gig Workers)
ในอดีต แพลตฟอร์มมักมองว่าคนขับหรือไรเดอร์เป็น "พาร์ทเนอร์" ไม่ใช่พนักงาน ทำให้ไม่มีสวัสดิการ แต่ปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่:

• จีน: ออกกฎระเบียบเข้มงวดบังคับให้แพลตฟอร์มต้องจ่ายค่าตอบแทน "ไม่ต่ำกว่าค่าแรงขั้นต่ำท้องถิ่น" และต้องจัดทำประกันสังคม รวมถึงอัลกอริทึมต้องไม่บีบให้ไรเดอร์ทำความเร็วเกินไปจนเกิดอันตราย

จีนปราบปรามการผูกขาด (Anti-monopoly)
กรณีที่โด่งดังที่สุดคือ Alibaba ที่ถูกสั่งปรับเป็นเงินสูงถึง 2.8 พันล้านดอลลาร์ (ประมาณ 18% ของกำไรในปีนั้น)

• พฤติกรรม "เลือกข้าง": จีนสั่งห้ามพฤติกรรมที่บังคับให้ร้านค้าขายได้แค่บนแพลตฟอร์มเดียว (E-commerce exclusivity) เพราะถือว่าเป็นการทำลายโอกาสของคู่แข่งรายย่อย

• การป้องกันการควบรวม: รัฐบาลเข้มงวดกับการที่บริษัทใหญ่ไล่ซื้อสตาร์ทอัพเพื่อกำจัดคู่แข่ง หรือที่เรียกว่า "Killer Acquisitions"

• เวียดนาม: มีการผลักดันผ่านการแก้ไขกฎหมายแรงงาน เพื่อนิยามสถานะของคนทำงานบนแอปให้ชัดเจนขึ้น โดยเน้นไปที่การเข้าถึงสิทธิการรักษาพยาบาลและการคุ้มครองอุบัติเหตุ

เวียดนาม: เน้นการตรวจสอบการควบรวมกิจการ (Mergers and Acquisitions) เพื่อป้องกันไม่ให้เจ้าใดเจ้าหนึ่งครองตลาดเบ็ดเสร็จ และเข้มงวดเรื่องการเสียภาษีของแพลตฟอร์มต่างชาติเพื่อให้เกิดการแข่งขันที่เป็นธรรมกับธุรกิจในประเทศ

ในจีน รัฐบาลพบว่าอัลกอริทึมที่คำนวณเวลาส่งอาหารแบบ "นาทีต่อนาที" บีบให้ไรเดอร์ต้องขับรถเร็วเกินกฎหมายกำหนดเพื่อเลี่ยงการโดนหักเงิน รัฐบาลจึงออกแนวปฏิบัติที่เรียกว่า "Algorithm for Good"

• การควบคุมเวลา: สั่งให้แพลตฟอร์มปรับอัลกอริทึมให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น ไม่บีบคั้นไรเดอร์รีบเร่งจนเป็นอันตราย ต่อชีวิตตนและผู้อื่น

• ค่าตอบแทน: บังคับจ่ายค่าแรงไม่ต่ำกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำ และต้องมีระบบประกันสังคมพื้นฐานให้ ซึ่งเดิมทีไรเดอร์กลุ่มนี้ถูกมองว่าเป็นแค่ "พนักงานชั่วคราว" ที่ไม่มีสวัสดิการเลย

ถึงเวลาที่รัฐบาลไทยจะต้องหันมาดูแลให้ความเป็นธรรมกับคนตัวเล็กตัวน้อยแบบประเทศจีนและเวียดนามและประเทศที่พัฒนาแล้วอื่นๆ ไม่ใช่สนใจแต่โครงการเมกะโพรเจ็คที่ยังประโยชน์ให้แต่กลุ่มทุนยักษ์ใหญ่

หันมาดูแลปกป้องคนไทย ธุรกิจไทย ผู้ประกอบการไทย ไม่ให้ต้องทำงานเยี่ยงทาสส่งส่วยให้ทุนแพลตฟอร์มต่างชาติ แต่ต้องได้รับความเป็นธรรม แบบ win-win เช่นธุรกิจจองโรงแรม รีสอร์ต ก็เป็นเหยื่อด้วย ฯลฯ

ฝากสภาผู้บริโภค( คุณสารี อ๋องสมหวัง) ซึ่งผมเคยเป็นบอร์ดในชุดที่ 1 รณรงค์เรื่องนี้ด้วย ครับ

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

'นักวิชาการ' ชี้ค่าไฟส่องทางแฝงในบิลค่าไฟปชช.คือการปล้น เป็นคดีอาญาต้องมีผู้รับผิดชอบ

นายกมล กมลตระกูล นักวิชาการอิสระ โพสต์เฟซบุ๊กถึงกรณีการเก็บเงินค่าไฟสองทาง มีค่าไฟสาธารณะรวมอยู่ในบิลค่าไฟของประชาชน ว่า

ไรเดอร์คุณภาพ! กลุ่มไรเดอร์เมืองสองแควรวมตัวฝึกอบรม CPR เสริมทักษะช่วยชีวิตคน

พิษณุโลก เปลี่ยนไรเดอร์เป็นฮีโร่ด้วยสองมือ กลุ่มไรเดอร์เมืองสองแควรวมตัวฝึกอบรม CPR เสริมทักษะช่วยชีวิตคน ยื้อลมหายใจผู้ป่วยเหตุฉุกเฉิน

สภาผู้บริโภคฟ้องแล้ว! ให้ 'เฟซบุ๊ก' ชดใช้ 230 ล้าน ศาลนัด 3 ส.ค.

สภาผู้บริโภคยื่นฟ้อง 'สถาบันการเงิน-เฟซบุ๊ก-เพลตฟอร์มออนไลน์' คดีละเมิดสิทธิผู้บริโภค ฐานปล่อยมิจฉาชีพใช้ระบบหลอกลวงปชช. เรียกค่าเสียหาย 230 ล้านบาท ศาลเเพ่งนัดพร้อม 3 ส.ค.

ตร.แจ้ง 3 ข้อหา! ไรเดอร์หื่น ตั้งกล้องถ่ายใต้กระโปรงนักเรียนหญิงขณะขึ้นลงรถ

ในสื่อสังคมโซเชียลมีเดียขณะนี้ กำลังเป็นประเด็นร้อนแรงและมีการพูดถึงเรื่องเตือนภัยของกลุ่มผู้ปกครองในพื้นที่ จ.พิษณุโลก เรื่องของบุตรหลานและนักเรียน นักศึกษา รวมถึงหญิงสาววัยทำงาน ในการใช้บริการรถจักรยานยนต์ผ่านแอพดังเพียงลำพัง เนื่องจากมีไรเดอร์คนหนึ่งติดกล้องถ่ายนักเรียนหญิงสาวที่ใส่กระโปรง