ลดมลพิษหมอกควันข้ามแดน โจทย์ท้าทายไทย-ลาว-เมียนมา

ปัญหาหมอกควันข้ามพรมแดนไม่ได้จำกัดประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่พัดพาก่อผลกระทบรุนแรงไม่ต่างกัน ทั้งมลพิษทางอากาศและผลกระทบต่อสุขภาพระยะสั้นและระยะยาวเสี่ยงเจ็บป่วยด้วยโรคมะเร็งระบบทางเดินหายใจ แน่นอนว่า วิกฤตหมอกควันเป็นปัญหาสุขภาพและสิ่งแวดล้อมที่เรื้อรังมานาน เป็นโจทย์ท้าทายร่วมกันของภูมิภาคลุ่มน้ำโขง เพราะทุกปีประชาชนเผชิญปัญหาฝุ่นควันซ้ำ กระทบเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม  โดยเฉพาะพื้นที่ภาคเหนือของประเทศไทย สาธารณรัฐประชาชนลาว และสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์

ต้นตอสำคัญมาจากการเผาในที่โล่งแจ้ง การเผาป่าหรือพื้นที่อนุรักษ์ รวมถึงการเผาเศษวัสดุทางการเกษตรหลังการเก็บเกี่ยว หรือช่วงเตรียมพื้นที่เพาะปลูกรอบใหม่ แน่นอนว่า การแก้ปัญหาต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน แต่ในทางปฏิบัติไม่ง่ายเลย เพราะไฟเกี่ยวข้องกับวิถีชีวิต ต้นทุนการผลิต การจัดการพื้นที่ป่า ระบบนิเวศท้องถิ่น และโครงสร้างการพัฒนาของแต่ละประเทศ   ที่ผ่านมา หน่วยงานที่เกี่ยวข้องของไทยประสานความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้าน ยกระดับมาตรการแก้ปัญหาหมอกควันข้ามแดน

ด้านสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI)  ร่วมกับสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร(องค์การมหาชน)   ลดปัญหาหมอกควันข้ามแดน ภายใต้โครงการพัฒนาความร่วมมือการขับเคลื่อนเมืองคู่ขนานชายแดนไทย-ลาว-เมียนมา ขับเคลื่อนการจัดการและลดมลพิษหมอกควันข้ามพรมแดนในปี  2568  เพิ่มโอกาสเชื่อมโยงชุมชน เมือง อำเภอ และจังหวัดที่มีพรมแดนติดต่อกัน พูดคุย หาทางออกและร่วมแก้ปัญหาหมอกควันข้ามแดนอย่างเป็นรูปธรรม  มีการประสานความร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ  เป็นกลไกเชื่อมทำงานระดับนโยบาย ระดับจังหวัด และพื้นที่ปฏิบัติการ ครอบคลุมพื้นที่เมืองชายแดน ในจังหวัดเชียงราย พะเยา น่าน และแม่ฮ่องสอน รวมถึงแขวงบ่อแก้ว แขวงไชยะบุรี ส.ป.ป.ลาว  และจ.ท่าขี้เหล็ก เมียนมา เดินหน้าแก้ปัญหา ได้พัฒนาศักยภาพผู้นำเมืองคู่ขนานทั้งฝั่งไทยและประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อขับเคลื่อนแนวทางลดการเผาให้เกิดขึ้นในพื้นที่

นอกจากนี้ จัดตั้งคณะทำงานฯ 4 อำเภอในพื้นที่ชายแดน เพื่อประสานงาน เฝ้าระวัง ลาดตระเวน และร่วมทำแนวกันไฟในพื้นที่เสี่ยง เสริมกลไกสื่อสารและการแจ้งเตือนระหว่างเมืองคู่ขนานชายแดน รวมถึงผลักดันพื้นที่นำร่องลดเผา 15 แห่ง มีกิจกรรมสอดคล้องบริบทพื้นที่ เกิดโมเดลบ้านจู้จี้ อำเภอแม่สวย จ.เชียงราย บ้านลาหู่ ปรับพื้นที่ไร่ข้าวโพดกว่า 250 ไร่ ลดการเผาวัสดุทางการเกษตร นำมาสู่การทำปุ๋ยหมัก มีธนาคารปุ๋ยชุมชน เช่นเดียวกับชุมชนบ้านห้วยดง บ้านปางหก อ.เฉลิมพระเกียรติ จ.น่าน

ส่วนอำเภอเทิง จ.เชียงราย  ปรับพืชเกษตรเสี่ยงการเผาสู่พืชทางเลือกอย่างกาแฟ ลดการเผาระยะยาว  มีกลุ่มเกษตรกรต้นแบบ 4 ท้องถิ่นของอำเภอเวียงแก่น จ.เชียงราย  นำฟางข้าว และเศษข้าวโพดใช้เพาะเห็ด ลดเผาหลังเก็บเกี่ยว สร้างรายได้ หลายพื้นที่ใช้เห็ดป่าไมเคอ์ไรซาฟื้นฟูป่า ลดไฟป่า  เพิ่มอาหารจากป่า สร้างแรงจูงใจชุมชนดูแลป่า รวมถึงการทำแนวกันไฟป้องกันไฟป่าลุกลาม

ล่าสุด เปิดเวทีสัมมนาความร่วมมือการขับเคลื่อนเมืองคู่ขนานชายแดน ลดหมอกควันข้ามแดน เสนอแนวทางยกระดับความร่วมมือการจัดการคุณภาพอากาศและลดฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ในพื้นที่ชายแดน มีผู้แทนไทย ลาว เมียนมาร์ ร่วมแลกเปลี่ยน  ณ โรงแรมทีเค พาเลซ แอนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพฯ เมื่อวันก่อน

ดร.วิจารย์ สิมาฉายา ผอ.สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย  กล่าวว่า ปัญหาฝุ่นควัน PM2.5ข้ามพรมแดน ทุกภาคส่วนต้องร่วมแก้ไขปัญหา โครงการนี้พัฒนาความร่วมมือเมืองคู่ขนาน นำความรู้มาแลกเปลี่ยน ขยายผล  ลดการเผาในพื้นที่เกษตรและพื้นที่ป่า ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดสำคัญ ทั้งยังสนับสนุนการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์” ฟ้าใส” ของกระทรวงต่างประเทศ ใน 3 ประเทศ ไทย ลาว และเมียนมาร์ ขณะเดียวกันมีกรอบความร่วมมืออาเซียนป้องกันหมอกควันข้ามพรมแดน จะป้องกัน ลดไฟป่า และลดเผาที่โล่ง มีระบบแจ้งเตือน ติดตาม แลกเปลี่ยนข้อมูลจุดความร้อนต่างๆ ข้อมูลคุณภาพอากาศ   กรอบอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง ซึ่งสำคัญยิ่ง มีประชุมรัฐมนตรีสิ่งแวดล้อม 5 ประเทศ   รวมถึงระดับทวิภาคีกับประเทศเพื่อนบ้าน  อีกทั้ง อว. ให้ความสำคัญงานวิจัยมุ่งเป้าลดปัญหา PM2.5 ตั้งเป้าท้าทายมาก ต้องควบคุมให้ได้ระดับมาตรฐาน จำนวนผู้ป่วยในโรงพยาบาลและจุดความร้อนลดลง ผลกระทบจากปัญหาหมอกควันข้ามพรมแดนลดลง ไทยมุ่งแก้ปัญหาเชิงรุก

“  การพัฒนาความร่วมมือเมืองคู่ขนาน พัฒนาศักยภาพผู้นำเมืองคู่ขนาน การทำแนวกันไฟป้องกันการลุกลามในพื้นที่ป่า เป็นกิจกรรมความร่วมมือสำคัญระหว่าง2 ประเทศเพื่อนบ้านในบางพื้นที่  อย่างผู้นำท้องถิ่นแขวงไซยะบุรี เมืองคู่ขนานติดอำเภอภูซาง จ.พะเยา ร่วมกิจกรรมฝั่งไทย  ขยายผลสู่ครัวเรือน ชุมชนเป็นรูปธรรม เกิดความร่วมมือระหว่างกันหลายพื้นที่ มีการพัฒนาระบบข้อมูลร่วมกัน การจัดการเกษตรยั่งยืน เพราะอากาศสะอาดเป็นอนาคตร่วมกันของคนในภูมิภาค ขณะนี้เมียนมาร์อยู่ระหว่างการพัฒนาขับเคลื่อนแผนป้องกันและแก้ปัญหาไฟป่าหมอกควัน “ ดร.วิจารย์ กล่าว

ธีระพงษ์ วิมลจิตรานนท์ รองอธิบดีกรมควบคุมมลพิษ กล่าวว่า สถานการณ์ฝุ่น PM2.5 ในปี 69 ไม่ได้รุนแรงกว่าปีก่อน กราฟพุ่งขึ้นช่วง 30 วันอันตราย และพีคในภาคเหนือ  พื้นที่ป่าไม้ปีที่แล้วสูงขึ้นเมื่อเทียบกับพื้นที่การเกษตร  3 ประเทศเพื่อนบ้านตอนบนเจอสถานการณ์เดียวกัน เกิดการเผาป่าช่วงเมษายนเยอะ แนวโน้มที่เคยลดลง 3 ปีที่ผ่านมา  แต่ปีนี้จุดความร้อนเพิ่ม แต่ฝุ่นลดลง  ปัญหาจากความแห้งแล้ง นี่คือ สัญญาณเตือน ปีหน้าไทยเผชิญซุปเปอร์เอลนีโญจะต้องเฝ้าระวังไฟป่าอย่างเข้มข้น  แผนแม่บทฉบับที่ 2 เน้นย้ำผลกระทบสุขภาพมากขึ้น เป้าหมายข้อตกลงอาเซียน ค่าเฉลี่ยรายปี ไม่เกิน 15 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรเฉลี่ยตลอดปี และค่าเฉลี่ยราย 24 ชม. ไม่เกิน 37.5  ไมโครกรัมต่อ ลบ.ม.

“ ส่วนแผนปฏิบัติการชาติแก้มลพิษฝุ่นละออง ฉบับที่ 1 พ.ศ.2568-2570 ระยะ 5 ปีข้างหน้า  ในการทำงานแก้หมอกควันข้ามแดน ต้องการข้อมูลแหล่งกำเนิดมลพิษข้ามแดน ยกระดับความร่วมมือระหว่างประเทศ ทิศทางขับเคลื่อนมาตรการเร่งด่วนแรกใช้กลไกการทูตเจรจา พูดคุยระดับรัฐมนตรี  ลาวอยากได้ศูนย์ข้อมูลบริหารจัดการ  รวมถึงเครื่องตรวจวัดคุณภาพอากาศ อุปกรณ์ดับไฟป่า ระดับกรมเชื่อมโยงขอความร่วมมือระหว่างประเทศ ส่วนมาตรการเพิ่มประสิทธิภาพกับประเทศเพื่อนบ้านร่วมกับกรมกิจการชายแดนทหาร ตั้งวอร์รูมในเมียนมา ลาว  7  ที่  ไทยประกาศห้ามนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เพื่อนบ้านจะตั้งรับอย่างไร ไทยถ่ายทอดองค์ความรู้ให้ การจัดการพื้นที่เกษตรในเมืองคู่ขนาน ลดปลูกพืชเชิงเดี่ยว ใช้เศษวัสดุให้เกิดประโยชน์ ลดฝุ่นพิษ  อย่างไรก็ตาม มีปัญหาความมั่นคงในบางพื้นที่ที่เข้าไปแตะต้องไม่ได้ ใช้เจรจาไม่ได้ แต่เป็นผู้ให้ และไม่ได้ตำหนิใคร หวังจับมือร่วมกันลดปัญหา   “

เชียงรายเป็นจังหวัดหน้าด่านแก้ปัญหาไฟป่าหมอก ประสบปัญหามลพิษอากาศไม่ต่างจาก 8 จังหวัดภาคเหนือ ประเสริฐ จิตต์พลีชีพ รองผู้ว่าฯ เชียงราย กล่าวว่า  เชียงรายมียุทธศาสตร์แก้ปัญหาฟป่าหมอกควัน เชียงรายฟ้าใส 3 พื้นที่ ประกอบด้วยพื้นที่ป่า พื้นที่เกษตร และพื้นที่เมือง ดำเนินการ 3 ช่วงเวลา ช่วงเตรียมความพร้อม ช่วงเข้าสู่เผชิญเหตุราวต้นปี 70 และช่วงระยะฟื้นฟู  เชียงรายพบปัญหาไฟป่าหมอกควันทุกปี ตั้งแต่เดือนมีนาคม-เมษายน คลี่คลายช่วงฤดูฝน ปี 69 ลดจุดความร้อนได้มากขึ้น ผ่านความร่วมมือทุกภาคีเครือข่าย

“ เชียงรายประสบผลสำเร็จหากดูตัวชี้วัด  แต่มี 2 เรื่องใหญ่ๆ ที่แก้ไม่ตก เป็นการลักลอบเผาป่าในพื้นที่ป่าและเกิดการลุกลามช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมาหนักมาก ต้องใช้กำลังเจ้าหน้าที่จำนวนมากไปดับไฟป่า จะทำอย่างไรให้ประชาชนไม่เผาป่า อีกเรื่องหมอกควันข้ามแดน เราประกาศห้ามเผา 1 ก.พ. 69 เป็นต้นมา ไม่มีจุดความร้อน ชาวเชียงรายร่วมมืองดเผา ควบคุมได้ แต่มีปัญหาPM2.5 อำเภอชายแดน ปีนี้ฝุ่นอำเภอเชียงของแซงหน้าอำเภอแม่สาย หากดูภาพถ่ายดาวเทียมเพื่อนบ้านจุดความร้อนแดงเถือก กลไกแก้ปัญหาผ่านศูนย์ระดับจังหวัด ระดับพื้นที่ ส่วนประเทศเพื่อนบ้าน จ.ท่าขี้เหล็ก เมียนมา ใช้กลไกผ่านหน่วยงานทหาร ขับเคลื่อนทำกิจกรรมร่วมกัน เป็นรูปธรรม ทำแนวกันไฟสองแผ่นดินที่บ้านผาหมี โดยสถาบันสิ่งแวดล้อมร่วมขับเคลื่อน ส่วนแขวงบ่อแก้ว แขวงไชบะบุรี ลาว ประชุมหารือและทำแนวกันไฟร่วมกัน แม้แนวโน้มดีขึ้น แต่ยังต้องขับเคลื่อนต่อไป “ รองผู้ว่าฯ เชียงราย ย้ำมลพิษหมอกควันข้ามแดน แก้ไม่ได้ด้วยประเทศใดประเทศหนึ่ง

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

เปิดรายงานคุณภาพสิ่งแวดล้อมปี 67 ยังคงวิกฤต!

ร่างรายงานสถานการณ์คุณภาพสิ่งแวดล้อม  พ.ศ. 2567 สะท้อนให้เห็นสถานการณ์คุณภาพสิ่งแวดล้อมสาขาต่างๆ ของประเทศไทยในระหว่าง พ.ศ. 2566 – 2567 ปีล่าสุด หลายสาขามีความน่าวิตก ตั้งแต่การปลูกพืชเศรษฐกิจหลักในพื้นที่ที่ไม่เหมาะสม การตกค้างสารเคมีทางการเกษตรในดิน