
ทพ.อรรถพร ลิ้มปัญญาเลิศ รองเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ในฐานะโฆษก สปสช. เปิดเผยว่า ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือ “บัตรทอง 30 บาท” ครอบคลุมบริการผ่าตัดรักษาโรคอ้วน (Bariatric Surgery) สำหรับผู้ป่วยที่มีภาวะอ้วนรุนแรงและเข้าเกณฑ์ตามข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ เพื่อช่วยลดน้ำหนัก ลดความรุนแรงของโรคร่วม และลดความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนที่ส่งผลต่อสุขภาพและคุณภาพชีวิต
การผ่าตัดดังกล่าวเป็นการรักษาทางการแพทย์ ไม่ใช่การผ่าตัดเพื่อความสวยงาม และไม่ใช่วิธีรักษาที่เหมาะสำหรับผู้มีภาวะอ้วนทุกคน ผู้ป่วยต้องได้รับการประเมินตามหลักวิชาการ โดยพิจารณาทั้งค่าดัชนีมวลกายหรือ BMI โรคร่วม ประวัติการรักษา ความพร้อมของร่างกายและจิตใจ รวมถึงความสามารถในการดูแลตนเองและติดตามการรักษาหลังผ่าตัด
หลักเกณฑ์เบื้องต้นกำหนดให้ผู้รับบริการมีอายุ 18-65 ปี และมีภาวะอ้วนตามข้อบ่งชี้ ได้แก่ ผู้ที่มีค่าดัชนีมวลกาย (BMI) เกินตามที่กำหนด ร่วมกับโรค หรือภาวะที่สัมพันธ์กับโรคอ้วนตามเกณฑ์ที่กำหนด เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ ไขมันพอกตับ หรือโรคหัวใจและหลอดเลือด ทั้งนี้ แพทย์จะเป็นผู้ประเมินความเหมาะสมเป็นรายบุคคล และการผ่าตัดไม่ใช่ทางเลือกแรก แต่ต้องผ่านการควบคุมน้ำหนัก การปรับพฤติกรรม
ทพ.อรรถพร กล่าวว่า ก่อนพิจารณาผ่าตัด ผู้ป่วยต้องผ่านการควบคุมน้ำหนักภายใต้คำแนะนำของทีมแพทย์เฉพาะทาง โดยปรับพฤติกรรมการรับประทานอาหารและการออกกำลังกายเป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่า 6 เดือน หากยังไม่สามารถบรรลุเป้าหมาย จึงเข้าสู่การประเมินเพื่อพิจารณาผ่าตัดตามหลักเกณฑ์ต่อไป สะท้อนว่าการผ่าตัดไม่ใช่จุดเริ่มต้นของการรักษา แต่เป็นทางเลือกหนึ่งเมื่อการดูแลด้วยวิธีมาตรฐานยังไม่ได้ผล และผู้ป่วยมีความจำเป็นทางการแพทย์
สำหรับขั้นตอนรับบริการ ผู้ที่มีภาวะโรคอ้วนตามข้อบ่งชี้จะต้องเข้ารับคำแนะนำการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมตามที่แพทย์นัดอย่างสม่ำเสมอไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ก่อนการผ่าตัดในระยะเวลา 6 เดือน หากเข้าเกณฑ์ที่สมควรจะได้รับการผ่าตัดจะได้รับการผ่าตัดในหน่วยบริการที่มีศักยภาพ ซึ่งมีศัลยแพทย์ที่ผ่านการอบรมด้านการผ่าตัดรักษาโรคอ้วน และมีทีมสหสาขาวิชาชีพร่วมดูแล เช่น อายุรแพทย์ นักโภชนาการหรือนักกำหนดอาหาร รวมถึงบุคลากรที่เกี่ยวข้อง
จากนั้น หน่วยบริการจะประเมินความพร้อมของผู้ป่วยก่อนผ่าตัดและยื่นขออนุมัติล่วงหน้าผ่านระบบ Bariatric Surgery PA ในรูปแบบของคณะกรรมการที่ประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญจากสมาคมวิชาชีพต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เมื่อผ่านการพิจารณาจึงนัดหมายเข้ารับการผ่าตัด พร้อมติดตามดูแลหลังผ่าตัดอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านโภชนาการ การปรับพฤติกรรม การเฝ้าระวังภาวะแทรกซ้อน และผลการรักษาในระยะยาว
“บริการผ่าตัดรักษาโรคอ้วนเป็นสิทธิประโยชน์สำหรับผู้ป่วยที่มีความจำเป็น แต่ต้องดำเนินการตามหลักเกณฑ์ทางวิชาการอย่างครบถ้วน โดยเฉพาะการปรับพฤติกรรมและควบคุมน้ำหนักตามระยะเวลาที่กำหนด รวมถึงการประเมินจากทีมแพทย์และทีมสหสาขาวิชาชีพ เพื่อให้การรักษาเกิดประโยชน์และมีความปลอดภัยต่อผู้ป่วยมากที่สุด ย้ำว่าไม่ใช่ทางเลือกแรกของการรักษา แต่ต้องเป็นไปตามความจำเป็นทางการแพทย์” ทพ.อรรถพรกล่าว
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
'ยามะเร็งพระราชทาน' ส่งถึงรพ.แล้ว 2.88 พันกล่อง คาด ต.ค. กระจายครบ
รัฐบาลเผยยามะเร็งพระราชทาน 'IMCRANIB' กระจายให้โรงพยาบาลแล้ว 2,880 กล่อง ผู้ป่วยสิทธิบัตรทองได้รับยาแล้ว 215 ราย คาดกระจายครบ 23,000 กล่อง ภายในเดือนตุลาคม
พลิกโฉมสาธารณสุขไทย! “AI ช่วยอ่านผลเอ็กซเรย์” สปสช. ส่งเสริมและผลักดันใช้แล้วกว่า 610 โรงพยาบาลทั่วประเทศ
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ประกาศความสำเร็จครั้งสำคัญในการยกระดับวงการสาธารณสุขไทย ด้วยการส่งนวัตกรรมปัญญาประดิษฐ์ (AI)
'จุลพันธ์' ยันรัฐบาลไม่มีแนวคิดให้ประชาชนร่วมจ่ายบัตรทอง
กลุ่มคนเสื้อแดง เดินทางมายื่นหนังสือเพื่อคัดค้านไม่ให้มีการแก้ไขโครงสร้างโครงการ 30 บาทรักษาทุกที่หรือโครงการบัตรทอง โดยมีนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมว.แรงงาน ฐานะหัวหน้าพรรคเพื่อไทย เป็นตัวแทนรับมอบ
'เดชรัต' ผู้รับผิดชอบนโยบายปฏิรูป สปสช. พรรคส้ม แจง 3 ข้อ ยืนยันไม่คิดล้มบัตรทอง
นายเดชรัต สุขกำเนิด ผู้อำนวยการศูนย์นโยบายเพื่ออนาคตของพรรคประชาชน โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า ในดราม่าเรื่อง พรรคประชาชน จะล้ม บัตรทอง หรือ สปสช. มีหลายข้อกล่าวหาด้วยกัน ผมในฐานะผู้ดูแลนโยบายด้านคุณภาพชีวิตของพรรคประชาชน ขอชี้แจงหลัก 3 ข้อ และขอสรุปข้อรับฟังที่ผมรับฟังจากทุกท่านในส่วนที่เหลือ
ส้มขยาด! ไม่แตะ 30 บาท ดันปฎิรูป สปสช.ให้มีส่วนร่วมมากขึ้น
'เท้ง' ย้ำ 'ปชน.' ไม่มีแนวคิดล้มโครงการ 30 บาท ยัน หนุนแก้กม.บัตรทองเพื่อความยั่งยืน-ไม่ลดสิทธิปชช.-ไม่เพิ่มภาระผู้ป่วย พร้อมดันปฏิรูป สปสช. ให้ภาคประชาชน-ผู้ให้บริการมีส่วนร่วมมากขึ้น

