
ชื่อ “วัดพระแก้ววังหน้า” หรือวัดบวรสถานสุทธาวาส คนทั่วไปอาจไม่รู้จักคุ้นเคย แต่จะนึกถึงแต่วัดพระแก้ว หรือวัดพระศรีรัตนศาสดารามในพระบรมมหาราชวัง แต่วัดพระแก้ววังหน้า เป็นโบราณสถานเก่าแก่คู่กรุงรัตนโกสินทร์ ที่สำคัญมีประวัติศาสตร์ยาวนานและเต็มไปด้วยสถาปัตยกรรมและศิลปกรรมไทยสุดงดงามไม่แพ้กัน เป็นวัดสำคัญซึ่งตั้งอยู่ภายในเขตพระราชวังบวรสถานมงคล (วังหน้า) ปัจจุบันเป็นที่ตั้งของสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ เชิงสะพานพระปิ่นเกล้า ปกติวัดแห่งนี้ไม่ได้เปิดให้เยี่ยมชม
ครั้งนี้ถือเป็นโอกาสพิเศษ เมื่อกรมศิลปากร (ศก.) จัดกิจกรรม”รากนครา มรรคาแห่งรัตนโกสินทร์“ เปิดพระอุโบสถของวัดบวรสถานสุทธาวาส (วัดพระแก้ววังหน้า) ให้ประชาชนเข้าชม ฟรีทุกวัน ระหว่างวันที่ 12 สิงหาคม – 20 กันยายน 2569 เวลา 09.00-16.00 น. โดยกองโบราณคดี จัดรอบการนำชมภายในพระอุโบสถวัดพระแก้ววังหน้า วันละ 2 รอบ รอบที่ 1 เวลา 13.00 น. รอบที่ 2 เวลา 15.00 น. ผู้ที่สนใจประวัติศาสตร์กรุงรัตนโกสินทร์ไม่ควรพลาด เพราะไม่บ่อยนักที่บานประตูพระอุโบสถของพุทธสถานแห่งนี้จะเปิดให้เข้าไปยลโฉมความงดงามด้านใน

สำหรับวัดบวรสถานสุทธาวาส พระราชวังบวรสถานมงคล (วังหน้า) เป็นโบราณสถานที่ได้รับการขึ้นทะเบียน การกำหนดบัญชีโบราณวัตถุสถาน เมื่อปี พ.ศ. 2492 เป็นพระอารามที่ไม่มีพระสงฆ์จำพรรษา จากข้อมูลกรมศิลปากรพุทธสถานแห่งนี้ตั้งอยู่ในบริเวณ ซึ่งในอดีตคือลานเขตพระราชฐานชั้นนอกด้านทิศเหนือสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาศักดิพลเสพ (พระมหาอุปราชในรัชกาลที่ 3 ) โปรดให้สร้างขึ้นเป็นพุทธบูชาแบบเดียวกับวัดพระศรีรัตนศาสดาราม หรือ วัดพระแก้ว ในพระบรมมหาราชวัง จึงมีชื่อเรียกสามัญว่า “วัดพระแก้ววังหน้า”
การก่อสร้างพุทธสถานดำเนินต่อมาจนถึงรัฐสมเด็จพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว(พระมหาอุปราชในรัชกาลที่ 4 ซึ่งทรงสถาปนาพระอิสริยยศเสมอกับพระเจ้าแผ่นดิน แต่ไม่ทันแล้วเสร็จทรงสวรรคตก่อน พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดฯ ให้บูรณปฏิสังขรณ์ต่อมาจนเสร็จ ด้วยทรงมีพระราชดำริใช้เป็นพระอารามประดิษฐานพระพุทธสิหิงค์ แต่ตลอดรัชสมัยไม่มีการอัญเชิญพระพุทธสิหิงค์ไปประดิษฐานแต่อย่างใด
ในยุคพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงยกเลิกตำแหน่งพระมหาอุปราช (วังหน้า) โปรดฯ ให้สถาปนาตำแหน่งสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมารแทน เมื่อพ.ศ. 2430โปรดฯ ให้รื้อถอนส่วนป้อมกำแพงและอาคารหลายแห่งในพระราชวังบวรสถานมงคล (วังหน้า) ต่อมาในพ.ศ. 2443 โปรดฯ ให้ซ่อมแปลงพระอุโบสถวัดบวรสถานสุทธาวาส เพื่อเป็นเมรุพิมานใช้ประกอบพระราชพิธีการพระบรมศพสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวขิรุณหิศ และพระบรมวงศานุวงศ์ที่สิ้นพระชนม์ไปในช่วงเวลาต่างๆ หลังจากนั้นพุทธศาสนาแห่งนี้เริ่มทรุดโทรมจึงมีการบูรณะอย่างต่อเนื่องอีกหลายครั้ง

ลักษณะสถาปัตยกรรมของพระอุโบสถของวัดพระแก้ววังหน้า เป็นอาคารก่ออิฐถือปูนทรงไทยจัตุรมุข เป็นอาคารสี่เหลี่ยม มีมุขยื่นออกทั้งสี่ด้านตั้งอยู่บนฐานไพทีขนาดใหญ่ ซึ่งตั้งซ้อนบนฐาน 3 ชั้น เป็นลานมีบันไดทางขึ้นกว้างใหญ่ทั้งสี่ด้าน หน้ามุขทั้งสี่มีพาไลยื่นออกมา มีเสาระเบียงขนาดใหญ่ทรงสี่เหลี่ยมลบมุม รองรับชายคาพาไล
หลังคาซ้อน 2 ชั้นมุงด้วยกระเบื้องเคลือบสี เครื่องบนหลังคาประดับด้วยเครื่องลายทอง เช่น ช่อฟ้าปากปลา คือ ปลายจงอยงอนขึ้นเป็นแบบศิลปะของวังหน้า ไม่ได้เป็นจงอยแหลมลงแบบปากนกของวังหลวง ใบระกา ครึ่งหนึ่งเป็นไม้ตรง ส่วนล่างต่อลงมาทำเป็นตัวลำยองแบบนาคสะดุ้ง ส่วนปลายที่เป็นหางหงส์นั้นเป็นแบบนาคเบือน

หน้าบันของพระอุโบสถทั้ง4ด้าน ประดับด้วยลวดลายปูนปั้นลายพฤกษาประดับกระจกสี บานประตู-หน้าต่าง ด้านนอก ตกแต่งเป็นลวดลายประดับกระจกลายยาลายแก้วชิงดวง ซุ้มประตู-หน้าต่างประดับด้วยลายปูนปั้นเป็นลวดลายดอกไม้เครือเถาลงรักปิดทองประดับกระจกสีและเครื่องถ้วยชามลวดลายได้รับอิทธิพลศิลปะแบบตะวันตก
ตัวอาคารพระอุโบสถก่ออิฐถือปูน บนผนังอาคารแต่ละด้านมีประตู 3 ประตู เว้นด้านตะวันตกมี 2 ประตู และมีช่องหน้าต่างรวม 16 ช่อง ผนังภายในพระอุโบสถเขียนภาพจิตรกรรมฝาผนังสุดวิจิตร ได้แก่ ภาพทิพยวิมานและหมู่เทวดา ภาพอดีตพระพุทธเจ้า 28 พระองค์ ภาพเล่าเรื่องตำนานพระพุทธสิหิงค์ พระพุทธประวัติ ภาพเทพเจ้าฮินดูภาพจากวรรณคดีสำคัญ เช่น คัมภีร์ภารตนาฏยศาสตร์ รามเกียรติ์ นารายณ์สิบปาง เป็นต้น ฝีมือช่างสมัยรัชกาลที่ 4 นับเป็นศิลปกรรมที่มีคุณค่ายิ่ง ปัจจุบันกลุ่มอนุรักษ์โบราณสถาน กองโบราณคดี กรมศิลปากร ดำเนินโครงการบูรณะและพัฒนาพระอุโบสถ วัดบวรสถารสุทธาวาส ระยะที่ 2 ได้รับการจัดสรรงบประมาณจากงบกองทุนโบราณคดี กรมศิลปากร

ที่สำคัญอีกประการจากข้อมูลของหอสมุดพิกุลศิลปาคาร สมัยรัชกาลที่ 4 ทรงเลือกพระพุทธปฏิมาแก้วผลึกสีขาวหม่น โปรดเกล้าฯ ให้ตั้งกระบวนแห่นำมาพระราชทานให้ประดิษฐานไว้ในพระราชวังบวรสถานมงคล ณ พระที่นั่งพุทไธศวรรย์ เป็นพระพุทธปฏิมาประทับนั่งแบบมารวิชัย ครั้นสิ้นตำแหน่งวังหน้าแล้ว สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงเล็งเห็นว่า พระแก้ววังหน้าอาจเป็นอันตรายสูญหาย ทรงอัญเชิญกลับไปประดิษฐานไว้หน้าฐานชุกชีเบื้องหน้าของพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากรในพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ตั้งแต่แผ่นดินพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 เป็นต้นมา จนถึงปัจจุบัน
ชวนผู้สนใจร่วมสัมผัสสถาปัตยกรรมและศิลปกรรมล้ำค่า ณ วัดพระแก้ววังหน้า ขอความร่วมมือแต่งกายสุภาพ โปรดระมัดระวังในการเยี่ยมชม งดสัมผัสภาพจิตรกรรมฝาผนัง




ข่าวที่เกี่ยวข้อง
โวยทัศนะอุจาด! ติดไฟส่องโบราณสถาน 'เขาคลังนอก' มรดกโลกศรีเทพ ชี้ไม่เหมาะสม
อิโคโมสไทย เผยประชาชนร้องเรียนกรมศิลปากรติดตั้งไฟส่องสว่าง "เขาคลังนอก" โบราณสถานมรดกโลกศรีเทพ-ปราสาทเมืองต่ำ ติดไฟส่องสว่างไม่เหมาะสม สร้างภูมิทัศน์อุจาด “บวรเวท” ร่อนหนังสือถึงนายกฯ - รมว.วัฒนธรรม ห่วงกระทบทำเสนอขึ้นทะเบียน “ปราสาทเมืองต่ำ” เป็นมรดกโลก

