
อุทัยธานีในอดีตเป็นเมืองที่ตั้งอยู่บนพื้นที่ดอนและอยู่ลึกเข้าไปจากแม่น้ำสายใหญ่ การเดินทางและขนส่งทางน้ำจึงไม่ใช่เรื่องง่าย ชาวเมืองต้องบรรทุกข้าวด้วยเกวียนมาลงที่ริมแม่น้ำ จนพ่อค้าต่างพากันมาตั้งยุ้งฉางรับซื้อข้าว เกิดเป็นชุมชนขนาดใหญ่ที่เรียกว่า “บ้านสะแกกรัง” ตามชื่อพื้นที่ซึ่งในเวลานั้นเต็มไปด้วยป่าสะแกและมีต้นสะแกขนาดใหญ่อยู่กลางหมู่บ้าน
เมื่อการค้าข้าวขยายตัว บ้านสะแกกรังจึงกลายเป็นพื้นที่สำคัญที่มีทั้งพ่อค้าชาวจีน เจ้านาย และขุนนางเข้ามาตั้งบ้านเรือน ชาวจีนเรียกชื่อหมู่บ้านแห่งนี้เพี้ยนเป็นซิเกี๋ยกั้ง ก่อนที่ชุมชนจะค่อย ๆ เติบโตขึ้นจากการค้าข้าวและการเป็นแหล่งรวบรวมสินค้าต่าง ๆ ที่ส่งต่อไปยังเมืองหลวง
จากรากฐานทางประวัติศาสตร์และวิถีชีวิตของผู้คน งาน “วิจิตรธานี ถิ่นนี้อุทัย 193 ปี บ้านสะแกกรัง” ครั้งที่ 4 จึงเกิดขึ้นเพื่อบอกเล่าเรื่องราวของเมืองผ่านศิลปะ วัฒนธรรม และบรรยากาศของชุมชน พร้อมเชื่อมโยงอดีตเข้ากับการท่องเที่ยวในปัจจุบัน และเปิดพื้นที่ให้ชุมชน ผู้ประกอบการ และสินค้าท้องถิ่นได้มีส่วนร่วมในการสร้างสีสันให้กับเมืองอุทัยธานี โดยงานจัดขึ้นตั้งแต่วันนี้- 29 สิงหาคม 2569 ณ บริเวณลานหน้าวัดอุโปสถาราม (วัดโบสถ์) และลานสะแกกรัง อำเภอเมืองอุทัยธานี จังหวัดอุทัยธานี

ยามเย็นแสงแดดกำลังลาลับขอบฟ้า แสงไฟที่ประดับอยู่บนสะพานวัดโบสถ์ก็เริ่มส่องประกาย ประชาชนในพื้นที่และนักท่องเที่ยวทยอยเดินทางเข้ามาร่วมงาน หลายคนแต่งกายด้วยชุดไทยอย่างสวยงาม สร้างบรรยากาศให้ค่ำคืนริมแม่น้ำสะแกกรังมีชีวิตชีวามากขึ้น ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวว่า จังหวัดอุทัยธานีเป็นเมืองที่มีประวัติศาสตร์อันยาวนาน มีทุนทางวัฒนธรรม และภูมิปัญญาท้องถิ่นที่มีเอกลักษณ์ โดยเฉพาะเมืองเก่าอุทัยธานี และชุมชนบ้านสะแกกรัง ซึ่งสะท้อนวิถีชีวิตและอัตลักษณ์ของชาวอุทัยธานี ทั้งชุมชนริมน้ำ วิถีชีวิตชาวแพ ซึ่งถือเป็นชุมชนชาวแพแห่งสุดท้ายของประเทศไทย ตลอดจนบ้านเรือนเก่าแก่ วัดวาอาราม และสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ ที่มีเรื่องราวสืบทอดมายาวนานกว่า 100 ปี

เมื่อเดินข้ามสะพานเข้าสู่ฝั่งวัดโบสถ์ ซึ่งเป็นพื้นที่หลักของการจัดงาน ภายในวัดประดับประดาด้วยแสงไฟ เรามุ่งหน้าไปยัง วัดอุโปสถาราม แลนด์มาร์กสำคัญของอำเภอเมืองอุทัยธานีและพื้นที่จัดงานในครั้งนี้ นักท่องเที่ยวที่สวมชุดไทยต่างเลือกมุมถ่ายภาพคู่กับวัด โดยมีแม่น้ำสะแกกรังทอดตัวอยู่ด้านหน้า
วัดแห่งนี้เดิมชื่อวัดโบสถ์มโนรมย์ สร้างขึ้นเป็นวัดเมื่อ พ.ศ. 2324 โดยพระสุนทรมุนี (จัน) อดีตเจ้าคณะจังหวัดอุทัยธานี ชาวบ้านจึงเรียกกันติดปากว่าวัดโบสถ์ ต่อมา พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จทอดพระเนตรวัดแห่งนี้ เมื่อครั้งเสด็จเยี่ยมพสกนิกรชาวจังหวัดอุทัยธานี และมีการสร้างแพรับเสด็จบริเวณท่าน้ำหน้าวัด

เดินเข้าไปชมภายในอุโบสถ อาคารก่ออิฐถือปูนที่ตั้งอยู่บนฐานไพทีเดียวกับวิหารและเจดีย์ หันหน้าไปทางทิศตะวันออก ภายในประดิษฐานพระพุทธรูปปางมารวิชัย 5 องค์ ซึ่งชาวบ้านเรียกว่า พระเจ้าห้าพระองค์ ขณะที่ผนังโดยรอบมีภาพจิตรกรรมฝาผนังบอกเล่าเรื่องราวพุทธประวัติตามที่ปรากฏในปฐมสมโพธิกถา
ใกล้ๆกันคือ วิหาร ที่ด้านนอกโดดเด่นด้วยจิตรกรรมฝาผนัง แม้สีและรายละเอียดบางส่วนจะเลือนลางไปตามกาลเวลา แต่ยังคงเห็นความงดงามของงานศิลป์ได้อย่างชัดเจน เมื่อก้าวเข้าไปด้านในกลับพบว่าภาพจิตรกรรมมีความงดงามยิ่งขึ้น พร้อมสอดแทรกเรื่องราวทางพุทธประวัติและเรื่องพระอสุภกรรมฐาน 10 ซึ่งนำเสนอภาพซากศพในลักษณะต่าง ๆ เพื่อสะท้อนแนวคิดเรื่องความไม่งาม ความไม่เที่ยง และความเสื่อมสลายของร่างกาย ภายในยังประดิษฐานพระพุทธรูปยืนปางห้ามญาติ และพระพุทธรูปยืนทำจากไม้แก่นจันทน์ขนาบอยู่ทั้งสองด้าน ส่วนตัววิหารก่ออิฐถือปูน ตั้งขนานกับอุโบสถ โดยประตูและหน้าต่างทำเป็นซุ้มโค้งที่ได้รับอิทธิพลจากสถาปัตยกรรมตะวันตก

อีกหนึ่งจุดสำคัญคือเจดีย์ด้านหลังอุโบสถ ซึ่งเป็นเจดีย์ทรงระฆังเรียงต่อกัน 3 องค์ ถัดมาเป็นมณฑปแปดเหลี่ยม อาคารก่ออิฐถือปูน 2 ชั้น ที่สะท้อนอิทธิพลสถาปัตยกรรมยุโรปอย่างชัดเจน ตัวอาคารมีมุขยื่นทั้งด้านหน้าและด้านข้าง พร้อมบันไดขึ้นสู่ชั้นบนสองฝั่ง หลังคาเรือนประธานเป็นเครื่องไม้มุงด้วยกระเบื้องซีเมนต์ ส่วนหลังคามุขก่ออิฐถือปูนเป็นรูปโค้งครึ่งวงกลม กรอบหน้าต่างตกแต่งด้วยลวดลายปูนปั้น และผนังภายนอกประดับประติมากรรมปูนปั้นรูปพระอุ้มบาตร รายล้อมด้วยลวดลายพรรณพฤกษา หงส์ และนกกระสา
มณฑปแห่งนี้สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2442 โดยหลวงพิทักษ์ภาษา (บุญเรือง พิทักษ์อรรณพ) และเมื่อถึงยามค่ำคืน พื้นที่โดยรอบยิ่งมีสีสันจากการฉาย Projection Mapping ลงบนผนังมณฑป ถ่ายทอดเรื่องราวของอุทัยธานีผ่านแสง สี และภาพเคลื่อนไหว ทำให้โบราณสถานเก่าแก่แห่งนี้เชื่อมโยงเรื่องราวในอดีตเข้ากับบรรยากาศของงานในค่ำคืนได้อย่างลงตัว

หากมาอุทัยธานีในวันที่ไม่มีงานเทศกาลริมแม่น้ำสะแกกรัง ลองใช้เวลาเดินเล่นในตลาดริมทางที่ลานสะแกกรัง สัมผัสเมืองในจังหวะที่ค่อยเป็นค่อยไป ที่นี่มีทั้งผักสด อาหารแห้ง และเมนูท้องถิ่นให้เลือกชิมในราคาสบายกระเป๋า หรือจะหาที่นั่งรับลมชมวิวแม่น้ำปล่อยเวลาให้ผ่านไปอย่างไม่เร่งรีบ ก็เป็นอีกวิธีที่ทำให้ได้สัมผัสเสน่ห์ของอุทัยธานีในแบบเรียบง่าย
ภายในตลาดยังมีศาลเจ้าปุงเถ่ากง หรือที่ชาวบ้านรู้จักกันในชื่อศาลเจ้าพ่อหลักเมืองและศาลเจ้าท่าช้าง เป็นสถานที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของชาวตลาดมาอย่างยาวนาน ผู้คนแวะเวียนมากราบไหว้ขอพรเพื่อความเป็นสิริมงคล และเชื่อว่าองค์เจ้าพ่อจะช่วยให้เกิดความเจริญรุ่งเรืองและความสงบสุขแก่ผู้คนในชุมชน

ศาลเจ้าแห่งนี้ยังมีเรื่องราวของการร่วมแรงร่วมใจของชาวอุทัยธานีให้เห็นอยู่ด้วย โดยในปี พ.ศ. 2537 ศาลเจ้าปุงเถ่ากงเกิดความชำรุดบริเวณฐานราก ชาวตลาดจึงร่วมมือกันบูรณะซ่อมแซม โดยพยายามรักษาภาพวาดเก่าแก่ภายในศาลเจ้าไว้เช่นเดิม พร้อมเสริมความแข็งแรงของตัวอาคารด้วยหินแกรนิตและปรับปรุงเสาให้มั่นคง จนศาลเจ้ายังคงเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตริมแม่น้ำสะแกกรังมาจนถึงปัจจุบัน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง
‘ชาดา-ซาบีดา-ปานัดฌา’ ลงพื้นที่ช่วยชาวอุทัยฯ หลังน้ำทะลักท่วม
“ซาบีดา” ลุยน้ำแจกสิ่งของ เยี่ยมศูนย์พักพิง หลังน้ำป่าแม่วงก์สมทบน้ำจากอ่างคลองโพธิ์ไหลเข้าท่วมตลาดสว่างอารมณ์ ขณะที่ “ปานัดฌา” นำทีมเทศบาลเฝ้าระวังพื้นที่ ส่วน “ชาดา” ลงบ้านไร่ช่วยชาวบ้าน ใช้โดรนส่งสิ่งของเข้าจุดน้ำเชี่ยวที่เข้าไม่ถึง
ด่วน! ปภ. ตือนน้ำท่วม 'สุพรรณบุรี-อุทัยธานี' บางพื้นที่สั่งอพยพทันที
ปภ.ส่ง Cell Broadcast เตือน 5 อำเภอสุพรรณบุรี หลังแม่น้ำท่าจีนมีแนวโน้มสูงขึ้น ให้ยกของ-เคลื่อนย้ายรถและกลุ่มเปราะบาง ขณะที่ ต.สว่า
ชมขนมไหว้พระจันทร์ยักษ์ใหญ่ที่สุดในไทย อ.คฑา ชวนจิบน้ำชา ชมจันทร์ เที่ยวไทยรับพลังบวก ณ มูลนิธิเทียนฟ้า
กระทรวงวัฒนธรรม การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย คณะกรรมการส่งเสริมวัฒนธรรมไทย–จีน และ S&P หรือบริษัท เอส แอนด์ พี ซินดิเคท จำกัด (มหาชน) ร่วมจัดงาน “จิบน้ำชา ชมจันทร์ ไหว้พระจันทร์กับ อ.คฑา” ในวันศุกร์ที่ 25 กันยายน 2569 ณ มณฑลพิธี มูลนิธิเทียนฟ้า เยาวราช ชวนประชาชนร่วมสืบสานเทศกาลไหว้พระจันทร์ พร้อมชมขนมไหว้พระจันทร์ยักษ์และทำความรู้จัก 12 จุดชมจันทร์ทั่วไทย
หลักฐานชัด! อธิบดีกรมศิลป์เปิดภาพ 'หญิงห่มสไบ' ยุคทวารวดี เก่าแก่กว่า 1,300 ปี
อธิบดีกรมศิลปากรชวนชมประติมากรรมปูนปั้น “นักดนตรีสตรีห้าคน” อายุประมาณ 1,300 ปี ปรากฏภ
ตบหน้าเขมร! วธ. โชว์ภาพต้นฉบับ 'ชุดไทย' 120 ปี ประท้วงเวที MU Cambodia
วธ. ร่อนหนังสือประท้วงเวที Miss Universe Cambodia ละเมิดใช้ภาพ 'ชุดไทย' ฟิลม์กระจกมรดกความทรงจำโลก แฉเขมรลบลายน้ำกรมศิลป์

