
จากยุโรปถึงเอเชีย หลายประเทศหันมาให้ความสำคัญกับการเตรียมอาหาร น้ำดื่ม และสิ่งของจำเป็นไว้ใช้ยามฉุกเฉินอย่างน้อย 72 ชั่วโมง ท่ามกลางความตึงเครียดของสถานการณ์โลก ขณะที่ ‘อนุทิน’ ย้ำประชาชนควรตระหนัก แต่ไม่ต้องตระหนก เบื้องหลังคำแนะนำนี้มีที่มาอย่างไร และเหตุใดรัฐบาลจึงต้องการให้ประชาชนเตรียมพร้อมพึ่งพาตัวเอง
29 ตุลาคม 2569 - กลายเป็นประเด็นที่สร้างความสงสัยไม่น้อย เมื่อมีการพูดถึงคำแนะนำของหลายประเทศให้ประชาชนเตรียมอาหาร น้ำดื่ม ยารักษาโรค และสิ่งของจำเป็นไว้ในบ้านให้เพียงพอสำหรับการดำรงชีวิตอย่างน้อย 72 ชั่วโมง หรือ 3 วัน เพื่อรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินที่อาจเกิดขึ้น
คำถามที่ตามมาคือ เหตุใดหลายประเทศจึงให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน และมีอะไรเกิดขึ้นกับสถานการณ์โลกจนรัฐบาลต้องหันมาเตือนประชาชนให้เตรียมเสบียงสำรองไว้ล่วงหน้า
ประเด็นดังกล่าวถูกหยิบยกขึ้นมาสอบถามนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่รัฐสภา เมื่อเวลา 11.40 น. วันที่ 29 ตุลาคม โดยผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีหลายประเทศแนะนำให้ประชาชนเตรียมอาหารและน้ำดื่มอย่างน้อย 72 ชั่วโมง เพื่อรองรับเหตุฉุกเฉิน
นายอนุทินตอบว่า ยังไม่ทราบเรื่องดังกล่าว และเมื่อถูกถามย้ำว่าประชาชนไม่จำเป็นต้องตื่นตระหนกใช่หรือไม่ นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า
“เราควรตระหนักตลอดเวลา แต่ก็ต้องไม่ตระหนกนะครับ”
แม้จะเป็นคำตอบสั้น ๆ แต่เรื่องการสำรองเสบียง 72 ชั่วโมงมีที่มาที่ไปมากกว่าการเตรียมอาหารติดบ้าน เพราะเกี่ยวข้องกับแนวคิดด้านความมั่นคงและการรับมือวิกฤตที่หลายประเทศกำลังให้ความสำคัญมากขึ้น
หากย้อนกลับไปจะพบว่า การแนะนำให้ประชาชนเตรียมสิ่งของจำเป็นไว้ใช้ในช่วง 3 วันแรกของเหตุฉุกเฉิน ไม่ใช่มาตรการใหม่ และไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นจากความขัดแย้งทางทหารในปัจจุบัน
ประเทศอย่างสหรัฐอเมริกามีแนวทางให้ประชาชนจัดเตรียมชุดอุปกรณ์ฉุกเฉินไว้ใช้ในช่วงเกิดภัยพิบัติมานานแล้ว ขณะที่ประเทศในยุโรปเหนือ ซึ่งต้องเผชิญทั้งสภาพอากาศรุนแรงและความเสี่ยงด้านความมั่นคง ต่างมีคำแนะนำให้ประชาชนสามารถดำรงชีวิตได้ด้วยตนเองในช่วงที่บริการสาธารณะหยุดชะงัก
อย่างไรก็ตาม จุดที่ทำให้เรื่องนี้ได้รับความสนใจในวงกว้างเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2568 คณะกรรมาธิการยุโรปประกาศยุทธศาสตร์เตรียมความพร้อมรับมือวิกฤตของสหภาพยุโรป หรือ Preparedness Union Strategy โดยมีแนวทางสำคัญประการหนึ่งคือ ส่งเสริมให้ประชาชนสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างน้อย 72 ชั่วโมง หากเกิดสถานการณ์ฉุกเฉินร้ายแรง
ยุทธศาสตร์ดังกล่าวไม่ได้มุ่งรับมือสงครามเพียงอย่างเดียว แต่ครอบคลุมตั้งแต่ภัยพิบัติทางธรรมชาติ โรคระบาด การโจมตีทางไซเบอร์ ไปจนถึงความขัดแย้งทางทหารและภัยคุกคามต่อโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ
เบื้องหลังแนวคิดนี้มาจากบทเรียนสำคัญหลายเหตุการณ์ โดยเฉพาะการแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งทำให้หลายประเทศเผชิญปัญหาการขาดแคลนสินค้าและการหยุดชะงักของระบบขนส่ง รวมถึงสงครามรัสเซีย–ยูเครนที่เริ่มต้นในปี 2565 และส่งผลกระทบต่อความมั่นคงด้านพลังงานและเศรษฐกิจของยุโรปอย่างกว้างขวาง
สงครามยูเครนยังทำให้เห็นว่า เมื่อเกิดการสู้รบ โครงสร้างพื้นฐานที่ประชาชนใช้ในชีวิตประจำวันอาจกลายเป็นพื้นที่ได้รับผลกระทบ ไม่ว่าจะเป็นโรงไฟฟ้า ระบบประปา เส้นทางคมนาคม หรือระบบสื่อสาร
แม้ประชาชนจะไม่ได้อยู่ในพื้นที่สู้รบโดยตรง แต่หากไฟฟ้าดับเป็นวงกว้าง น้ำประปาไม่ไหล ร้านค้าเปิดให้บริการไม่ได้ หรือระบบธนาคารและการชำระเงินขัดข้อง การดำรงชีวิตตามปกติก็อาจกลายเป็นปัญหาขึ้นมาได้ทันที
นี่จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่รัฐบาลหลายประเทศต้องการให้ประชาชนเตรียมความพร้อมไว้ก่อน แทนที่จะรอให้เกิดเหตุการณ์แล้วจึงเริ่มจัดหาอาหารและสิ่งของจำเป็น
แล้วทำไมต้อง 72 ชั่วโมง ไม่ใช่ 24 ชั่วโมง หรือ 7 วัน?
คำตอบอยู่ที่การบริหารจัดการภัยพิบัติในช่วงแรก
เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินขนาดใหญ่ หน่วยงานรัฐอาจไม่สามารถเข้าถึงประชาชนทุกพื้นที่ได้พร้อมกัน เจ้าหน้าที่กู้ภัยต้องให้ความสำคัญกับการช่วยชีวิตผู้ประสบภัย การเปิดเส้นทางคมนาคม และการฟื้นฟูระบบสาธารณูปโภคที่จำเป็นก่อน
หากประชาชนส่วนหนึ่งมีอาหาร น้ำดื่ม และสิ่งของจำเป็นเพียงพอสำหรับ 3 วันแรก ก็จะช่วยลดภาระของระบบช่วยเหลือฉุกเฉิน และทำให้เจ้าหน้าที่สามารถจัดสรรทรัพยากรไปช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบรุนแรงกว่าได้
อย่างไรก็ตาม ระยะเวลา 72 ชั่วโมงเป็นเพียงเกณฑ์พื้นฐานสำหรับการเตรียมพร้อม ไม่ได้หมายความว่าทุกเหตุการณ์จะคลี่คลายภายใน 3 วัน หรือรัฐบาลจะสามารถเข้าช่วยเหลือประชาชนได้ทั้งหมดเมื่อครบกำหนดดังกล่าว
บางประเทศจึงแนะนำให้เตรียมสิ่งของจำเป็นไว้นานกว่านั้น
ตัวอย่างที่ชัดเจนคือสวีเดน ซึ่งเผยแพร่คู่มือเตรียมความพร้อมรับมือวิกฤตและสงครามฉบับปรับปรุงเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2567 โดยแนะนำให้ประชาชนเตรียมพร้อมสำหรับการดำรงชีวิตด้วยตนเองประมาณ 1 สัปดาห์
เนื้อหาในคู่มือครอบคลุมตั้งแต่การสำรองอาหารและน้ำดื่ม การเตรียมยารักษาโรค การรับข่าวสารเมื่อระบบสื่อสารขัดข้อง ไปจนถึงการปฏิบัติตัวหากเกิดสงครามหรือการโจมตี
นอร์เวย์ก็มีแนวทางแนะนำให้ครัวเรือนเตรียมสิ่งของจำเป็นสำหรับประมาณ 1 สัปดาห์เช่นกัน ส่วนฟินแลนด์ใช้แนวคิดการเตรียมพร้อม 72 ชั่วโมง โดยให้ความสำคัญกับการรับมือสถานการณ์ที่ระบบไฟฟ้า น้ำประปา หรือบริการพื้นฐานไม่สามารถใช้งานได้ตามปกติ
สิ่งที่น่าสนใจคือ ประเทศเหล่านี้ไม่ได้รณรงค์ให้ประชาชนกักตุนสินค้าจำนวนมาก แต่เน้นให้แต่ละครัวเรือนมีของจำเป็นตามกำลังและความเหมาะสม รวมทั้งรู้ว่าจะต้องปฏิบัติตัวอย่างไรเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน
ความแตกต่างระหว่างการสำรองเสบียงกับการกักตุนสินค้าจึงเป็นเรื่องสำคัญ เพราะการเตรียมอาหารและน้ำดื่มในปริมาณเหมาะสมเป็นการลดความเสี่ยง ขณะที่การแห่ซื้อสินค้าจำนวนมากพร้อมกันโดยไม่มีเหตุจำเป็น อาจกลับกลายเป็นปัญหาต่อระบบจำหน่ายสินค้าเสียเอง
อีกประเด็นหนึ่งที่ไม่ควรมองข้ามคือ ภัยคุกคามในปัจจุบันไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะสงครามที่ใช้กำลังทหาร
การโจมตีระบบคอมพิวเตอร์ของหน่วยงานสำคัญอาจส่งผลให้ระบบธนาคาร การขนส่ง หรือการสื่อสารหยุดชะงัก ขณะที่ภัยพิบัติทางธรรมชาติ เช่น น้ำท่วมใหญ่ พายุรุนแรง และไฟป่า ก็สามารถทำให้ประชาชนถูกตัดขาดจากบริการพื้นฐานได้เช่นเดียวกัน
การเตรียมพร้อมของประชาชนจึงกลายเป็นส่วนหนึ่งของความมั่นคงของประเทศ เพราะแม้รัฐบาลจะมีแผนรับมือภัยพิบัติและหน่วยงานช่วยเหลือพร้อมเพียงใด แต่หากเกิดเหตุการณ์ขนาดใหญ่พร้อมกันหลายพื้นที่ ความสามารถในการเข้าช่วยเหลือย่อมมีข้อจำกัด
ถึงกระนั้น การที่หลายประเทศออกคำแนะนำให้สำรองเสบียง ไม่อาจนำไปสรุปได้ว่าประเทศเหล่านั้นได้รับข่าวกรองว่าจะเกิดสงครามโลก หรือกำลังเตรียมรับมือเหตุการณ์ร้ายแรงบางอย่างที่ใกล้จะเกิดขึ้น
โดยเฉพาะยุทธศาสตร์ของสหภาพยุโรปที่ประกาศมาตั้งแต่เดือนมีนาคม 2568 ซึ่งเป็นนโยบายเตรียมความพร้อมระยะยาว ไม่ใช่ประกาศเตือนภัยเฉพาะหน้าที่เพิ่งออกมาในเดือนตุลาคม 2569
จึงต้องแยกให้ออกระหว่างคำแนะนำให้ประชาชนเตรียมพร้อมรับเหตุฉุกเฉิน กับประกาศเตือนภัยที่ระบุว่ามีเหตุการณ์อันตรายกำลังจะเกิดขึ้น เพราะทั้งสองอย่างมีความหมายแตกต่างกันอย่างมาก
สำหรับประเทศไทย แม้ยังไม่มีข้อมูลว่ารัฐบาลมีมาตรการใหม่ให้ประชาชนสำรองเสบียง 72 ชั่วโมงตามแนวทางของสหภาพยุโรป แต่เรื่องนี้ก็มีความเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันของคนไทยไม่น้อย
ประเทศไทยเผชิญทั้งน้ำท่วม พายุ และภัยพิบัติที่อาจทำให้บางชุมชนถูกตัดขาดจากเส้นทางคมนาคมเป็นเวลาหลายวัน การมีน้ำดื่ม อาหารที่เก็บรักษาได้ ยาประจำตัว ไฟฉาย แบตเตอรี่สำรอง และสิ่งของจำเป็นติดบ้านไว้ในปริมาณเหมาะสม จึงเป็นเรื่องที่สามารถเตรียมได้โดยไม่ต้องรอให้เกิดวิกฤต
ขณะเดียวกัน การเตรียมพร้อมก็ไม่ควรเป็นภาระของประชาชนเพียงฝ่ายเดียว รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังต้องมีระบบแจ้งเตือนภัย แผนอพยพ การดูแลกลุ่มเปราะบาง และความพร้อมในการฟื้นฟูบริการสาธารณะเมื่อเกิดเหตุการณ์ร้ายแรง
คำแนะนำเรื่องเสบียง 72 ชั่วโมงจึงไม่ได้มีความหมายเพียงว่าแต่ละบ้านควรมีอาหารสำรองมากน้อยเพียงใด แต่ยังสะท้อนแนวคิดที่หลายประเทศกำลังให้ความสำคัญ นั่นคือการเตรียมให้ทั้งภาครัฐและประชาชนสามารถรับมือกับเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เพราะเมื่อเกิดวิกฤตขึ้นจริง สิ่งที่ประชาชนต้องการมากที่สุดอาจไม่ใช่คำเตือนให้รีบไปซื้ออาหาร แต่เป็นการรู้ล่วงหน้าว่าต้องเตรียมอะไรไว้บ้าง และหากเกิดเหตุฉุกเฉินจะต้องขอความช่วยเหลือจากที่ใด
ส่วนคำถามที่ว่าโลกกำลังจะเกิดอะไรขึ้นหรือไม่ คำแนะนำเรื่อง 72 ชั่วโมงเพียงอย่างเดียวยังไม่ใช่หลักฐานที่จะตอบเช่นนั้นได้
แต่สิ่งที่เห็นชัดคือ หลายประเทศกำลังให้ความสำคัญกับการเตรียมพร้อมรับความไม่แน่นอนมากขึ้น และคำกล่าวของนายกรัฐมนตรีที่ว่า “เราควรตระหนักตลอดเวลา แต่ก็ต้องไม่ตระหนก” ก็สอดคล้องกับหลักการสำคัญของการเตรียมพร้อมรับเหตุฉุกเฉิน นั่นคือการมีสติและเตรียมตัวตามความเสี่ยง โดยไม่สร้างความตื่นกลัวเกินกว่าข้อเท็จจริง.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
สดร. โชว์ภาพ ปรากฏการณ์ 'ดาวอังคาร' ใกล้โลกที่สุด
สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) (สดร. หรือ NARIT) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เผยแพร่ภาพดาวอังคารช่วงใกล้โลกที่สุด
4 ม.ค. โลกใกล้ดวงอาทิตย์มากที่สุดในรอบปี
สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ โลกใกล้ดวงอาทิตย์ที่สุดในรอบปี ระยะห่างประมาณ 147 ล้านกิโลเมตร
ชวนชม 'ซูเปอร์ฟูลมูน' คืนวันอาสาฬหบูชา พระจันทร์เต็มดวงใกล้โลกที่สุดในรอบปี
สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) (สดร.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) แจ้งว่า คืนวันอาสาฬหบูชา 13 กรกฎาคม 2565 นี้
ชี้คว่ำบาตรรัสเซีย ส่งผลปั่นป่วนตลาดเงินโลกรอบใหม่
นักวิชาการ ชี้ความเสี่ยงการผิดนัดชำระหนี้รัสเซียในช่วง 1 ปีข้างหน้าเพิ่มขึ้น จะสร้างผลกระทบต่อสถาบันการเงินในยุโรปและสหรัฐอเมริกา ส่งผลต่อความผันผวนปั่นป่วนของตลาดการเงินโลกรอบใหม่

