ทำไมหลายประเทศเตือนประชาชนสำรองเสบียง 72 ชั่วโมง โลกกำลังเผชิญอะไร?

แฟ้มภาพ : สภาพชั้นวางสินค้าภายในร้านสะดวกซื้อย่านหลักสี่ กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 26 กันยายน 2569 หลังประชาชนซื้ออาหารและน้ำดื่มสำรองไว้ในบ้าน เนื่องจากกังวลสถานการณ์ฝนตกหนักและน้ำท่วมในพื้นที่

จากยุโรปถึงเอเชีย หลายประเทศหันมาให้ความสำคัญกับการเตรียมอาหาร น้ำดื่ม และสิ่งของจำเป็นไว้ใช้ยามฉุกเฉินอย่างน้อย 72 ชั่วโมง ท่ามกลางความตึงเครียดของสถานการณ์โลก ขณะที่ ‘อนุทิน’ ย้ำประชาชนควรตระหนัก แต่ไม่ต้องตระหนก เบื้องหลังคำแนะนำนี้มีที่มาอย่างไร และเหตุใดรัฐบาลจึงต้องการให้ประชาชนเตรียมพร้อมพึ่งพาตัวเอง

29 ตุลาคม 2569 - กลายเป็นประเด็นที่สร้างความสงสัยไม่น้อย เมื่อมีการพูดถึงคำแนะนำของหลายประเทศให้ประชาชนเตรียมอาหาร น้ำดื่ม ยารักษาโรค และสิ่งของจำเป็นไว้ในบ้านให้เพียงพอสำหรับการดำรงชีวิตอย่างน้อย 72 ชั่วโมง หรือ 3 วัน เพื่อรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินที่อาจเกิดขึ้น

คำถามที่ตามมาคือ เหตุใดหลายประเทศจึงให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน และมีอะไรเกิดขึ้นกับสถานการณ์โลกจนรัฐบาลต้องหันมาเตือนประชาชนให้เตรียมเสบียงสำรองไว้ล่วงหน้า

ประเด็นดังกล่าวถูกหยิบยกขึ้นมาสอบถามนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่รัฐสภา เมื่อเวลา 11.40 น. วันที่ 29 ตุลาคม โดยผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีหลายประเทศแนะนำให้ประชาชนเตรียมอาหารและน้ำดื่มอย่างน้อย 72 ชั่วโมง เพื่อรองรับเหตุฉุกเฉิน

นายอนุทินตอบว่า ยังไม่ทราบเรื่องดังกล่าว และเมื่อถูกถามย้ำว่าประชาชนไม่จำเป็นต้องตื่นตระหนกใช่หรือไม่ นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า

“เราควรตระหนักตลอดเวลา แต่ก็ต้องไม่ตระหนกนะครับ”

แม้จะเป็นคำตอบสั้น ๆ แต่เรื่องการสำรองเสบียง 72 ชั่วโมงมีที่มาที่ไปมากกว่าการเตรียมอาหารติดบ้าน เพราะเกี่ยวข้องกับแนวคิดด้านความมั่นคงและการรับมือวิกฤตที่หลายประเทศกำลังให้ความสำคัญมากขึ้น

หากย้อนกลับไปจะพบว่า การแนะนำให้ประชาชนเตรียมสิ่งของจำเป็นไว้ใช้ในช่วง 3 วันแรกของเหตุฉุกเฉิน ไม่ใช่มาตรการใหม่ และไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นจากความขัดแย้งทางทหารในปัจจุบัน

ประเทศอย่างสหรัฐอเมริกามีแนวทางให้ประชาชนจัดเตรียมชุดอุปกรณ์ฉุกเฉินไว้ใช้ในช่วงเกิดภัยพิบัติมานานแล้ว ขณะที่ประเทศในยุโรปเหนือ ซึ่งต้องเผชิญทั้งสภาพอากาศรุนแรงและความเสี่ยงด้านความมั่นคง ต่างมีคำแนะนำให้ประชาชนสามารถดำรงชีวิตได้ด้วยตนเองในช่วงที่บริการสาธารณะหยุดชะงัก

อย่างไรก็ตาม จุดที่ทำให้เรื่องนี้ได้รับความสนใจในวงกว้างเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2568 คณะกรรมาธิการยุโรปประกาศยุทธศาสตร์เตรียมความพร้อมรับมือวิกฤตของสหภาพยุโรป หรือ Preparedness Union Strategy โดยมีแนวทางสำคัญประการหนึ่งคือ ส่งเสริมให้ประชาชนสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างน้อย 72 ชั่วโมง หากเกิดสถานการณ์ฉุกเฉินร้ายแรง

ยุทธศาสตร์ดังกล่าวไม่ได้มุ่งรับมือสงครามเพียงอย่างเดียว แต่ครอบคลุมตั้งแต่ภัยพิบัติทางธรรมชาติ โรคระบาด การโจมตีทางไซเบอร์ ไปจนถึงความขัดแย้งทางทหารและภัยคุกคามต่อโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ

เบื้องหลังแนวคิดนี้มาจากบทเรียนสำคัญหลายเหตุการณ์ โดยเฉพาะการแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งทำให้หลายประเทศเผชิญปัญหาการขาดแคลนสินค้าและการหยุดชะงักของระบบขนส่ง รวมถึงสงครามรัสเซีย–ยูเครนที่เริ่มต้นในปี 2565 และส่งผลกระทบต่อความมั่นคงด้านพลังงานและเศรษฐกิจของยุโรปอย่างกว้างขวาง

สงครามยูเครนยังทำให้เห็นว่า เมื่อเกิดการสู้รบ โครงสร้างพื้นฐานที่ประชาชนใช้ในชีวิตประจำวันอาจกลายเป็นพื้นที่ได้รับผลกระทบ ไม่ว่าจะเป็นโรงไฟฟ้า ระบบประปา เส้นทางคมนาคม หรือระบบสื่อสาร

แม้ประชาชนจะไม่ได้อยู่ในพื้นที่สู้รบโดยตรง แต่หากไฟฟ้าดับเป็นวงกว้าง น้ำประปาไม่ไหล ร้านค้าเปิดให้บริการไม่ได้ หรือระบบธนาคารและการชำระเงินขัดข้อง การดำรงชีวิตตามปกติก็อาจกลายเป็นปัญหาขึ้นมาได้ทันที

นี่จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่รัฐบาลหลายประเทศต้องการให้ประชาชนเตรียมความพร้อมไว้ก่อน แทนที่จะรอให้เกิดเหตุการณ์แล้วจึงเริ่มจัดหาอาหารและสิ่งของจำเป็น

แล้วทำไมต้อง 72 ชั่วโมง ไม่ใช่ 24 ชั่วโมง หรือ 7 วัน?

คำตอบอยู่ที่การบริหารจัดการภัยพิบัติในช่วงแรก

เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินขนาดใหญ่ หน่วยงานรัฐอาจไม่สามารถเข้าถึงประชาชนทุกพื้นที่ได้พร้อมกัน เจ้าหน้าที่กู้ภัยต้องให้ความสำคัญกับการช่วยชีวิตผู้ประสบภัย การเปิดเส้นทางคมนาคม และการฟื้นฟูระบบสาธารณูปโภคที่จำเป็นก่อน

หากประชาชนส่วนหนึ่งมีอาหาร น้ำดื่ม และสิ่งของจำเป็นเพียงพอสำหรับ 3 วันแรก ก็จะช่วยลดภาระของระบบช่วยเหลือฉุกเฉิน และทำให้เจ้าหน้าที่สามารถจัดสรรทรัพยากรไปช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบรุนแรงกว่าได้

อย่างไรก็ตาม ระยะเวลา 72 ชั่วโมงเป็นเพียงเกณฑ์พื้นฐานสำหรับการเตรียมพร้อม ไม่ได้หมายความว่าทุกเหตุการณ์จะคลี่คลายภายใน 3 วัน หรือรัฐบาลจะสามารถเข้าช่วยเหลือประชาชนได้ทั้งหมดเมื่อครบกำหนดดังกล่าว

บางประเทศจึงแนะนำให้เตรียมสิ่งของจำเป็นไว้นานกว่านั้น

ตัวอย่างที่ชัดเจนคือสวีเดน ซึ่งเผยแพร่คู่มือเตรียมความพร้อมรับมือวิกฤตและสงครามฉบับปรับปรุงเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2567 โดยแนะนำให้ประชาชนเตรียมพร้อมสำหรับการดำรงชีวิตด้วยตนเองประมาณ 1 สัปดาห์

เนื้อหาในคู่มือครอบคลุมตั้งแต่การสำรองอาหารและน้ำดื่ม การเตรียมยารักษาโรค การรับข่าวสารเมื่อระบบสื่อสารขัดข้อง ไปจนถึงการปฏิบัติตัวหากเกิดสงครามหรือการโจมตี

นอร์เวย์ก็มีแนวทางแนะนำให้ครัวเรือนเตรียมสิ่งของจำเป็นสำหรับประมาณ 1 สัปดาห์เช่นกัน ส่วนฟินแลนด์ใช้แนวคิดการเตรียมพร้อม 72 ชั่วโมง โดยให้ความสำคัญกับการรับมือสถานการณ์ที่ระบบไฟฟ้า น้ำประปา หรือบริการพื้นฐานไม่สามารถใช้งานได้ตามปกติ

สิ่งที่น่าสนใจคือ ประเทศเหล่านี้ไม่ได้รณรงค์ให้ประชาชนกักตุนสินค้าจำนวนมาก แต่เน้นให้แต่ละครัวเรือนมีของจำเป็นตามกำลังและความเหมาะสม รวมทั้งรู้ว่าจะต้องปฏิบัติตัวอย่างไรเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน

ความแตกต่างระหว่างการสำรองเสบียงกับการกักตุนสินค้าจึงเป็นเรื่องสำคัญ เพราะการเตรียมอาหารและน้ำดื่มในปริมาณเหมาะสมเป็นการลดความเสี่ยง ขณะที่การแห่ซื้อสินค้าจำนวนมากพร้อมกันโดยไม่มีเหตุจำเป็น อาจกลับกลายเป็นปัญหาต่อระบบจำหน่ายสินค้าเสียเอง

อีกประเด็นหนึ่งที่ไม่ควรมองข้ามคือ ภัยคุกคามในปัจจุบันไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะสงครามที่ใช้กำลังทหาร

การโจมตีระบบคอมพิวเตอร์ของหน่วยงานสำคัญอาจส่งผลให้ระบบธนาคาร การขนส่ง หรือการสื่อสารหยุดชะงัก ขณะที่ภัยพิบัติทางธรรมชาติ เช่น น้ำท่วมใหญ่ พายุรุนแรง และไฟป่า ก็สามารถทำให้ประชาชนถูกตัดขาดจากบริการพื้นฐานได้เช่นเดียวกัน

การเตรียมพร้อมของประชาชนจึงกลายเป็นส่วนหนึ่งของความมั่นคงของประเทศ เพราะแม้รัฐบาลจะมีแผนรับมือภัยพิบัติและหน่วยงานช่วยเหลือพร้อมเพียงใด แต่หากเกิดเหตุการณ์ขนาดใหญ่พร้อมกันหลายพื้นที่ ความสามารถในการเข้าช่วยเหลือย่อมมีข้อจำกัด

ถึงกระนั้น การที่หลายประเทศออกคำแนะนำให้สำรองเสบียง ไม่อาจนำไปสรุปได้ว่าประเทศเหล่านั้นได้รับข่าวกรองว่าจะเกิดสงครามโลก หรือกำลังเตรียมรับมือเหตุการณ์ร้ายแรงบางอย่างที่ใกล้จะเกิดขึ้น

โดยเฉพาะยุทธศาสตร์ของสหภาพยุโรปที่ประกาศมาตั้งแต่เดือนมีนาคม 2568 ซึ่งเป็นนโยบายเตรียมความพร้อมระยะยาว ไม่ใช่ประกาศเตือนภัยเฉพาะหน้าที่เพิ่งออกมาในเดือนตุลาคม 2569

จึงต้องแยกให้ออกระหว่างคำแนะนำให้ประชาชนเตรียมพร้อมรับเหตุฉุกเฉิน กับประกาศเตือนภัยที่ระบุว่ามีเหตุการณ์อันตรายกำลังจะเกิดขึ้น เพราะทั้งสองอย่างมีความหมายแตกต่างกันอย่างมาก

สำหรับประเทศไทย แม้ยังไม่มีข้อมูลว่ารัฐบาลมีมาตรการใหม่ให้ประชาชนสำรองเสบียง 72 ชั่วโมงตามแนวทางของสหภาพยุโรป แต่เรื่องนี้ก็มีความเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันของคนไทยไม่น้อย

ประเทศไทยเผชิญทั้งน้ำท่วม พายุ และภัยพิบัติที่อาจทำให้บางชุมชนถูกตัดขาดจากเส้นทางคมนาคมเป็นเวลาหลายวัน การมีน้ำดื่ม อาหารที่เก็บรักษาได้ ยาประจำตัว ไฟฉาย แบตเตอรี่สำรอง และสิ่งของจำเป็นติดบ้านไว้ในปริมาณเหมาะสม จึงเป็นเรื่องที่สามารถเตรียมได้โดยไม่ต้องรอให้เกิดวิกฤต

ขณะเดียวกัน การเตรียมพร้อมก็ไม่ควรเป็นภาระของประชาชนเพียงฝ่ายเดียว รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังต้องมีระบบแจ้งเตือนภัย แผนอพยพ การดูแลกลุ่มเปราะบาง และความพร้อมในการฟื้นฟูบริการสาธารณะเมื่อเกิดเหตุการณ์ร้ายแรง

คำแนะนำเรื่องเสบียง 72 ชั่วโมงจึงไม่ได้มีความหมายเพียงว่าแต่ละบ้านควรมีอาหารสำรองมากน้อยเพียงใด แต่ยังสะท้อนแนวคิดที่หลายประเทศกำลังให้ความสำคัญ นั่นคือการเตรียมให้ทั้งภาครัฐและประชาชนสามารถรับมือกับเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เพราะเมื่อเกิดวิกฤตขึ้นจริง สิ่งที่ประชาชนต้องการมากที่สุดอาจไม่ใช่คำเตือนให้รีบไปซื้ออาหาร แต่เป็นการรู้ล่วงหน้าว่าต้องเตรียมอะไรไว้บ้าง และหากเกิดเหตุฉุกเฉินจะต้องขอความช่วยเหลือจากที่ใด

ส่วนคำถามที่ว่าโลกกำลังจะเกิดอะไรขึ้นหรือไม่ คำแนะนำเรื่อง 72 ชั่วโมงเพียงอย่างเดียวยังไม่ใช่หลักฐานที่จะตอบเช่นนั้นได้

แต่สิ่งที่เห็นชัดคือ หลายประเทศกำลังให้ความสำคัญกับการเตรียมพร้อมรับความไม่แน่นอนมากขึ้น และคำกล่าวของนายกรัฐมนตรีที่ว่า “เราควรตระหนักตลอดเวลา แต่ก็ต้องไม่ตระหนก” ก็สอดคล้องกับหลักการสำคัญของการเตรียมพร้อมรับเหตุฉุกเฉิน นั่นคือการมีสติและเตรียมตัวตามความเสี่ยง โดยไม่สร้างความตื่นกลัวเกินกว่าข้อเท็จจริง.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

สดร. โชว์ภาพ ปรากฏการณ์ 'ดาวอังคาร' ใกล้โลกที่สุด

สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) (สดร. หรือ NARIT) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เผยแพร่ภาพดาวอังคารช่วงใกล้โลกที่สุด

ชวนชม 'ซูเปอร์ฟูลมูน' คืนวันอาสาฬหบูชา พระจันทร์เต็มดวงใกล้โลกที่สุดในรอบปี

สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) (สดร.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) แจ้งว่า​ คืนวันอาสาฬหบูชา 13 กรกฎาคม 2565​ นี้

ชี้คว่ำบาตรรัสเซีย ส่งผลปั่นป่วนตลาดเงินโลกรอบใหม่

นักวิชาการ ชี้ความเสี่ยงการผิดนัดชำระหนี้รัสเซียในช่วง 1 ปีข้างหน้าเพิ่มขึ้น จะสร้างผลกระทบต่อสถาบันการเงินในยุโรปและสหรัฐอเมริกา ส่งผลต่อความผันผวนปั่นป่วนของตลาดการเงินโลกรอบใหม่