แม้จะผ่านมาเกือบสองปีนับตั้งแต่ ทักษิณ ชินวัตร กลับประเทศไทย แต่คำถามที่เกี่ยวกับ การบังคับโทษจำคุก ยังคงอยู่ในความสนใจของสังคม เพราะจนถึงปัจจุบัน ยังไม่มีคำชี้แจงอย่างเป็นทางการว่าเหตุใด การคุมขังตามคำพิพากษาจึงไม่เริ่มต้นในเรือนจำ
ตั้งแต่วันที่เขาเดินทางมาถึงสนามบินดอนเมืองจนกระทั่งถูกนำตัวเข้ารักษาที่โรงพยาบาลตำรวจชั้น 14 ทุกขั้นตอนเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว และไม่มีภาพปรากฏในพื้นที่ควบคุมตัวของราชทัณฑ์ตามปกติที่เคยเกิดขึ้นกับนักโทษทั่วไป
แม้จะมีการอ้างถึงปัญหาสุขภาพและการดำเนินการตามระเบียบราชทัณฑ์ แต่กระบวนการทั้งหมด ขาดเอกสารชัดเจนที่เปิดเผยต่อสาธารณชน และไม่เคยได้รับการยืนยันจากองค์กรอิสระภายนอก ทำให้เกิดข้อสงสัยเกี่ยวกับความเป็นธรรมและความเสมอภาคของระบบ
สถานการณ์เริ่มขยับอีกครั้ง เมื่อ ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีคำสั่งเมื่อวันที่ 30 เมษายน ไม่รับคำร้องของผู้ยื่น ด้วยเหตุผลว่าไม่ใช่คู่ความโดยชอบ แต่ในคำสั่งเดียวกัน ศาลได้ ใช้อำนาจไต่สวนข้อเท็จจริงด้วยตนเอง โดยกำหนดวันพิจารณาไว้ในวันที่ 13 มิถุนายน 2568
คำสั่งดังกล่าวไม่ได้ชี้ว่ามีความผิดปกติเกิดขึ้น แต่ สะท้อนว่าข้อสงสัยเกี่ยวกับการบังคับโทษมีน้ำหนักเพียงพอ ที่ศาลเห็นควรพิจารณาในฐานะประเด็นเกี่ยวข้องกับการบังคับใช้กฎหมายตามคำพิพากษา
ในอีกด้านหนึ่ง แพทยสภา ซึ่งเป็นองค์กรวิชาชีพที่มีอำนาจตามกฎหมายในการตรวจสอบจริยธรรมแพทย์ ได้ตั้งคณะอนุกรรมการสอบสวนกรณีนี้ตั้งแต่ช่วงต้นปี และเดิมมีกำหนดพิจารณาผลในวันที่ 10 เมษายน แต่ภายหลังได้เลื่อนออกไป
เหตุผลของการเลื่อนการประชุม คือการเพิ่งได้รับเอกสารจำนวนมากจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในช่วงปลายเดือนมีนาคม โดยต้องใช้เวลาในการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกในทางวิชาชีพ
แม้เหตุผลจะฟังได้ในเชิงกระบวนการ แต่เมื่อเปรียบกับระดับความสนใจของสังคมที่มีต่อคดีนี้ ย่อมทำให้เกิดคำถามว่า องค์กรวิชาชีพมีความพร้อมเพียงใดในการตรวจสอบกรณีที่เกี่ยวข้องกับบุคคลซึ่งมีสถานะทางการเมืองสูง
การท้วงติงจากสมาชิกบางรายของแพทยสภา เช่น นพ.ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ ที่เรียกร้องความชัดเจนในกระบวนการสอบสวน ก็สะท้อนว่า แม้ภายในองค์กรเองก็ยังมีความไม่มั่นใจในทิศทางของคดี
ทั้งศาลและแพทยสภาอาจเริ่มต้นต่างกัน แต่ขณะนี้กำลังมุ่งหน้าไปยังคำถามเดียวกันว่า การปฏิบัติต่อทักษิณเป็นไปตามมาตรฐานที่ใช้กับผู้ต้องโทษอื่นหรือไม่
แม้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะยืนยันว่า การดูแลผู้ต้องขังรายนี้เกิดจากการวินิจฉัยของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ แต่คำถามสำคัญคือ วินิจฉัยบนพื้นฐานข้อมูลอะไร และข้อมูลนั้นได้รับการตรวจสอบโดยกลไกที่เป็นอิสระหรือไม่
หากในภายหลังปรากฏว่า การตัดสินใจบางขั้นตอนตั้งอยู่บนความเกรงใจ หรือได้รับอิทธิพลทางการเมือง ก็ย่อมกลายเป็นปัญหาที่ กระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนต่อระบบราชการและระบบยุติธรรม
คดีนี้จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของการรักษาในโรงพยาบาล แต่คือ บททดสอบสำคัญของรัฐไทยในการพิสูจน์ความเท่าเทียมทางกฎหมาย
การที่บุคคลหนึ่งสามารถอยู่ภายนอกเรือนจำได้ตั้งแต่วันแรกที่กลับประเทศ โดยไม่เคยเข้าสู่สถานควบคุมตัวตามที่กฎหมายกำหนด และกลับมาใช้ชีวิตในบ้านพักโดยไม่มีคำชี้แจงต่อสาธารณชน ย่อมทำให้เกิดข้อสงสัยว่า กฎหมายไทยใช้กับทุกคนอย่างเสมอภาคจริงหรือไม่
หากผลการพิจารณาของศาลและแพทยสภานำไปสู่ความกระจ่างและโปร่งใสในข้อเท็จจริง นั่นจะเป็น จุดเริ่มต้นของการฟื้นศรัทธาในระบบกฎหมายไทย
แต่หากการพิจารณาในเวทีเหล่านี้ ไม่สามารถอธิบายข้อสงสัยต่อสังคมได้อย่างเป็นเหตุเป็นผล หากไม่มีคำตอบที่ตั้งอยู่บนข้อมูลข้อเท็จจริงและหลักกฎหมายอย่างโปร่งใส
คดีนี้อาจกลายเป็นหมุดหมายอีกจุดหนึ่งที่สั่นคลอนศรัทธาในหลักนิติธรรมของไทยไม่ใช่เพราะคำตัดสินของใคร แต่เพราะคำถามของประชาชน…ยังไม่มีใครตอบ.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
อดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกาเปิดบรรทัดฐานบทจบคดีฮั้ว สว.
นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ อดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา
สรุปคำสั่งศาล สอย49ผู้สมัคร
กกต.เปิดคำสั่งศาล สั่งถอนชื่อผู้สมัคร สส.เขต 18 คน กล้าธรรมโดนไป 6 และบัญชีรายชื่อ 31 ราย ขอ ปชช.ตรวจสอบรายชื่อ-เตรียมหลักฐานแสดงตนก่อนไปใช้สิทธิ เน้นย้ำ
ศาลฎีกาฯ สั่งถอนชื่อผู้สมัคร สส. 28 คนจาก 18 พรรคการเมือง
ศาลฎีกาแผนกเลือกตั้ง ได้เผยแพร่ประกาศคำสั่งศาลฎีกา ให้ถอนชื่อผู้สมัคร 27 ราย รวม 14 พรรคการเมือง ออกจากประกาศ
ศาลฎีกาถอนชื่อ 'ฉลอง' ผู้สมัคร สส.โคราช พรรคกล้าธรรม เคยต้องโทษจำคุก 3 ปี ผิด พรบ.ป่าไม้
ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งสั่งถอนชื่อ "ฉลอง เเสงราษฎร์เมฆินทร์" ออกจากผู้สมัคร สส.นครราชสีมา เคยต้องโทษจำคุก 3 ปีเศษ ปี 60 ผิดพ.ร.บ.ป่าไม้
จบข่าว! ศาลฎีกายืนถอนชื่อ "บิ๊กโอ" จากการเป็นผู้สมัครกล้าธรรมเพราะเคยถูกคดีลักทรัพย์
'ศาลฎีกา' สั่งถอนชื่อ 'บิ๊กโอ' จากการเป็นผู้สมัครกล้าธรรม เขต 7 เมืองคอน หลังเคยต้องคำพิพากษาลักทรัพย์เมื่อ 20 ปีก่อน
แกนนำ คปท. ชี้ 1 เดือน แลก 1 ปี ถือเป็นรางวัลของคนปกป้องกระบวนการยุติธรรม
นายพิชิต ไชยมงคล หรือตั้ม แกนนำเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า 1 เดือน แลก 1 ปี

