แก้ปัญหา'แพะแก้จน 'ปัตตานี ในมุมมอง 'ม.กว่างซี'

 การเลี้ยงแพะของเกษตรกรในปัตตานี

การเป็นมหาอำนาจโลกในปัจจุบันของประเทศจีน ส่วนหนึ่งเกิดจากการแก้ปัญหาขจัดความยากจนของประชาขนในประเทศให้มีสภาพกินดีอยู่ดีขึ้นกว่าสมัยก่อนอย่างมาก  และสถาบันการศึกษาของจีน ถือว่าเป็นกลไกสำคัญ และมีส่วนร่วมอย่างมากในการแก้ปัญหา  เช่น เดียวกับมหาวิทยาลัยกว่างซี  เแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ที่มีนวัตกรรมแก้ปัญหาอาชีพของประชาชนอย่างรอบด้าน

ความคล้ายคลึงหลายประการในแง่ภูมิศาสตร์ ระหว่างมณฑลกว่างซี  กับประเทศไทย ทำให้หน่วยบริหารจัดการทุนด้านการพัฒนาพื้นที่ (บพท.) ภายใต้การกำกับของสำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์การมหาชน) (รวพ.)ได้ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยกว่างซี ในการศึกษาดูงานและการแลกเปลี่ยนเรียนรู้  และมีการทำบันทึกความเข้าใจ (MOU) ความร่วมมือระหว่างกัน เมื่อวันที่  17 – 18 มกราคม  พ.ศ. 2567  ณ  มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์  

ความคืบหน้าล่าสุด นักวิจัยและอาจารย์จากมหาวิทยาลัยกว่างซี ได้ศึกษาดูงาน   4  มหาวิทยาลัยสำคัญ ของไทยได้แก่ มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ จ.กาฬสินธุ์   ,มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด  จ.ร้อยเอ็ด, มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (มอ.)วิทยาเขตปัตตานี  จ.ปัตตานี  และมหาวิทยาลัยทักษิณ  จ.พัทลุง ซึ่งทั้ง 4มหาวิทยาลัยได้อยู่ในแผน “การวิจัยและนวัตกรรมเพื่อการแก้ไขปัญหาความยากจนอย่างเบ็ดเสร็จและแม่นยํา”ของบพท.

คณะนักวิจัยจาก ม.กว่างซี ประเทศจีน 

เป้าหลักสำคัญของ MOU แห่งมิตรภาพไทย-จีน  เพื่อสร้างระบบและกลไกแบบบูรณาการ การมีส่วนร่วมของพหุภาคีเครือข่ายผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วนทั้งในส่วนกลางและระดับพื้นที่ เพื่อแก้ไขปัญหาความยากจนอย่างเบ็ดเสร็จและแม่นยำรายครัวเรือนด้วยองค์ความรู้ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิจัยและนวัตกรรม ดำเนินการแก้ไขปัญหาความยากจนในพื้นที่ 20 จังหวัดที่มีรายได้ภาคครัวเรือนต่ำที่สุดจากข้อมูลดัชนีความก้าวหน้าของคนปี 2562 ซึ่งจะประกอบด้วย ปัตตานี อำนาจเจริญ แม่ฮ่องสอน ชัยนาท สุรินทร์ ยโสธร ศรีสะเกษ สกลนคร มุกดาหาร กาฬสินธุ์ บุรีรัมย์ นราธิวาส อุบลราชธานี ลำปาง พัทลุง นครราชสีมา ร้อยเอ็ด พิษณุโลก เลย และยะลา

ในการสัญจรภาคใต้ คณะจากมหาวิทยาลัยกว่างซี ระหว่างวันที่ 26-27 เมษายน 2569 ได้ศึกษาปัญหาการเลี้ยงแพะหรือ”โครงการแพะแก้จน” มอ.ปัตตานี รับผิดชอบ โดยมอ.ปัตตานีได้รับการสนับสนุนจากบพท.ในฐานะเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินโครงการวิจัยเพื่อขจัดความยากจนและสร้างโอกาสทางสังคม จ.ปัตตานี ตั้งแต่ปี 2563


จ.ปัตตานี นับว่าเป็นจังหวัดยากจนอันดับสองของประเทศไทย รองจาก จ.แม่ฮ่องสอน มาเป็นระยะเวลายาวนานหลายสิบปี แม้ล่าสุดจะได้รับการเลื่อนลำดับฐานะเศรษฐกิจดีขึ้น จนเป็นจังหวัดยากจนอันดับ 4ของประเทศ ก็ตาม แต่ปัญหาความยากจนยังคงดำรงอยู่ ทั้งนี้ จากผลการเก็บรวบรวมข้อมูลในระบบข้อมูลครัวเรือนยากจนระดับจังหวัด (Practical Poverty Provincial จำนวนครัวเรือนยากจนในพื้นที่จ.จังหวัดปัตตานี จากข้อมูลในระบบ PPP Connext ตั้งแต่ปี 2563-2566 จ.ปัตตานีมีคนจน 22,084 ครัวเรือน หรือ 126,961 คน เท่ากับร้อยละ 15.06 ของประชากรทั้งจังหวัด

การรับฟังปัญหาการเลี้ยงแพะ ของนักวิจัย ม.กว่างซี และนักวิจัยจาก มอ.ปัตตานี

สาเหตุของความยากจน นอกจากปัญหาความรุนแรงและเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ 3จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่มีความสัมพันธ์กับทิศทางการลดลงของผลผลิต การลดลงของรายได้ และการเพิ่มขึ้นของหนี้สิน โดยกลุ่มพื้นที่ซึ่งมีจำนวนครั้งของเหตุการณความไม่สงบสูงมีคาเฉลี่ยของระดับปัญหาสินคาราคาแพง รายได้ไม่เพียงพอตอการบริโภค เงินทุนหมุนเวียนไม่เพียงพอในการผลิต ค่าใช้จ่ายในการขนส่งที่เพิ่มขึ้น และขาดตลาดรองรับผลผลิตกวากลุมพื้นที่อื่น

ขณะที่ครัวเรือนยากจนจ. ปัตตานี ทีไม่มีการออมมีมากถึง14,972 ครัวเรือน หรือคิดเป็นร้อยละ 67.79ร้อยละ 60 มีหนี้สิน มีการศึกษาต่ำแ ละอัตราการพึ่งพิงสูง หัวหน้าครัวเรือนยากจนข้ามรุ่นส่วนใหญ่ร้อยละ 44.36  มีการศึกษาเพียงระดับประถมศึกษา นอกจากนั้นแล้วจำนวนของครัวเรือนยากจนยังมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นโดยเฉพาะจากผลของการแพร่ระบาดของโควิด-19 และ สถานการณ์ภัยพิบัติน้ำท่วมที่เกิดขึ้นทุกปีส่งผลให้โอกาสในการหลุดพ้นจากความยากจนยากยิ่งขึ้นกว่าภาวะปกติ นอกจากนี้ยังมีปัจจัยอื่น ๆ

เกษตรกร ปัตตานี รายงานปัญหาการเลี้ยงแพะที่ราคาตกต่ำ

นอกจากอาชีพเกษตรกรรม ปลูกยาง ทุเรียน มังคุด ลองกอง ที่เป็นพืชเศรษฐกิจหลักของภาคใต้หรือการทำประมง ประชาชนชนชาวปัตตานีส่วนใหญ่ที่เป็นชาวมุสลิม ยังเลี้ยงแพะ เป็นอาชีพเสริม  ซึ่งแพะเป็นสัตว์เศรษฐกิจที่สำคัญนอกจาก การเลี้ยงวัว หรือแกะ เพราะแพะจะเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญในพิธีทางศาสนาของชาวมุสลิม


การเลี้ยงแพะของชาวมุสลิมปัตตานี มี supply chain ดั้งเดิมอยู่แล้ว แต่จากข้อมูลปี พ.ศ. 2567 ปัตตานีมีเกษตรกรผู้เลี้ยงแพะจำนวน 9,755 ราย มีแพะรวมทั้งสิ้น 51,782  ตัว ค่าเฉลี่ยของจำนวนเกษตรกรที่เลี้ยงแพะคือ 5.3 ตัวต่อครัวเรือน    สภาพทั่วไปของการเลี้ยงแพะสำหรับเกษตรกรในพื้นที่จังหวัดปัตตานี  เป็นการเลี้ยงแบบดั้งเดิมโดยปล่อยแพะให้หากินเองอย่างอิสระ หรือเลี้ยงแบบผูกล่าม ในพื้นที่รอบบริเวณบ้าน  ปล่อยให้หาอาหารกินตามธรรมชาติ ตามทุ่งนา และระหว่างร่องสวนยางและสวนผลไม้  นอกจากนี้ ยังมีการเลี้ยงกระจายในรูปแบบรายย่อย เลี้ยงจำนวน 2-10 ตัวต่อครัวเรือน สายพันธุ์ที่นิยมเลี้ยงเป็นส่วนใหญ่ ได้แก่ สายพันธุ์พื้นเมือง ซึ่งมีข้อดีคือ ในการปรับตัวได้ดีในสภาพอากาศร้อนชื้น มีภูมิต้านทานโรคสูงกว่าสายพันธุ์ที่นําเข้าจากต่างพื้นที่  ใช้ยาปฏิชีวนะน้อยกว่าพันธุ์ต่างประเทศ แต่มีข้อด้อยคือมีขนาดลําตัวเล็ก อัตราการเติบโตช้า น้ำหนักเฉลี่ยเมื่อโตเต็มที่ 25-30 กิโลกรัม

ปัญหาการเลี้ยงแพะของเกษตรกร จ.ปัตตานี  เกิดจากข้อจํากัดหลายประการ เนื่องจากเกษตรกรส่วนใหญ่มีฐานะยากจน ขาดองค์ความรู้ ในการพัฒนาและปรับปรุงพันธุ์ เพื่อให้ได้ผลผลิตทั้งเนื้อและน้ำนมดีขึ้น ขณะที่  ตลาดระดับสูงต้องการแพะที่มีน้ำหนักตัวประมาณ 40-50 กิโลกรัม แต่เกษตรกรยังขาดความรู้ในเรื่องการจัดการโรคและพยาธิ  การผสมเทียม   การจัดการอาหาร เนื่องจากขาดวัตถุดิบที่เป็นอาหารสัตว์ซึ่งเป็นต้นทุนอันดับต้นๆ

ที่ผ่านมาคณะวิจัยจากมอ.ปัตตานี ได้เข้ามาช่วยแก้ปัญหาด้วยการเปิดลงทะเบียนราษฎรที่เลี้ยงแพะ การแก้ปัญหาต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ของระบบการเลี้ยง  เช่นการให้ยืม พ่อพันธุ์แพะ-แกะ ในการผสมพันธุ์  การให้ความรู้เรื่องพันธุ์หญ้า การทําอาหารแพะเพื่อลดต้นทุน  ฯลฯ การแปรรูปมูลแพะเป็นปุ๋ยหมัก การแปรรูปเศษเหลือจากอุตสาหกรรมประมงเป็นอาหารสัตว์  และพัฒนาอาหารจากเนื้อแพะ ส่งเสริมการจัดตั้งทีมอาสาปศุสัตว์ในชุมชน  และการสร้างเครือข่ายและความร่วมมือ  พัฒนาเครือข่ายระหว่างเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน และพ่อค้าคนกลาง เพื่อเพิ่มศักยภาพด้านการตลาดและการผลิต

ผลลัพธ์ที่ได้   172 ครัวเรือนยากจน หรือ 1,629 คน   มีรายได้เพิ่มขึ้น 2,750-3,500 บาทต่อเดือน ต่อครัวเรือน (รายได้เดิมโดยเฉลี่ย 4,500-5,000 บาท/เดือน /ครัวเรือน)    นอกจากนี้ยังได้แพะเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 1 เท่า/ครัวเรือน  และยังทำให้เกิดที่ดินแปลงรวมสำหรับผลิตอาหารหยาบ ได้แก่ ใบหม่อน และ หญ้าเนเปีย กว่า 90 ไร่

อย่างไรก็ตาม การแก้ปัญหาที่ผ่านมา ยังไม่เบ็ดเสร็จ  เกษตรกรยังเฉียดใกล้สถานการณ์ขาดทุน เพราะแพะในจังหวัด ยังประสบปัญหาด้านราคา เนื่องจากมีการนำเข้าแพะจากนอกพื้นที่ ทั้งจากภาคอีสานในประเทศไทยและแพะที่นำเข้าจากประเทศพม่าเข้ามาในพื้นที่ มาเป็นตัวกดดันราคาแพะในปัตตานี ให้มีราคาต่ำ ขายไม่ได้ราคาเท่าที่ควร หรืออาจไม่คุ้มทุน

ศูนย์การเรียนรู้เลี้ยงแพะ ปัตตานี

“การขายแพะ จะเป็นการขายทั้งตัว  คิดตามน้ำหนัก แต่ก่อนขายได้ตัวละประมาณ 2-3 พันบาท แต่ตอนนี้ ราคาต่ำกว่านี้ เพราะมีแพะนำเข้ามากดราคาของเรา ซึ่งหากเราแก้ปัญหาเรื่องต้นทุนอาหารได้ ถึงจะขายแพะได้ในราคาที่ลดลง ก็ยังพออยู่ได้ แต่ตอนนี้เราต้องลดการเลี้ยงเหลือไม่กี่ตัวแม่ เพราะปัญหาเรื่องราคา และต้นทุนอาหาร “เกษตรกรรายหนึ่งกล่าว
 –
หลังจากฟังปัญหาของเกษตรกรที่เลี้ยงแพะในจ.ปัตตานี แล้ว คณะนักวิจัยจากจีน ได้แนะนำว่า ต้นทุนการผลิตที่สูง เกิดจากราคาอาหารสัตว์ เกษตรกรควรหันมา พัฒนาพันธุ์แพะให้เกิดลูกผสมระหว่างพันธุ์พื้นเมืองกับพันธุ์ต่างประเทศ เพื่อให้ได้น้ำหนักตัวแพะดีขึ้น ส่วนปัญหาอาหาร ควรนำเอาเศษเนื้อแพะ หรือเปลือกทุเรียนที่มีจำนวนมากในพื้นที่ มาหมักผสมเป็นอาหารสัตว์ หรือการปลูกหญ้าอาหารสัตว์ เพื่อลดต้นทุนและทำให้การเลี้ยงเกิดความยั่งยืน

“เกษตรกรเลี้ยงแพะในมณฑลกว่างสี ก็ประสบปัญหาแพะจากพม่า ทะลักเข้ามา กดดันราคาแพะในพื้นที่ เราก็พยายามแก้ปัญหาเรื่องต้นทุนอาหาร เอากากดอกมะลิ ที่ปลูกกันมากในมณฑล มาหมักผสมอาหารที่เลี้ยงแพะ ซึ่งทำให้อาหารมีโปรตีนสูงขึ้น  เป็นการลดต้นทุนอาหาร และผลลัพธ์ทำให้น้ำหนักตัวแพะดีขึ้น “

รศ.ดร. อุเทน คำน่าน รองผอ,บพท. เข้ารับฟังปัญหา

รศ.ดร.อุเทน คำน่าน รองผู้อำนวยการ  บพท. กล่าวว่า  การทำเอ็มโอยู ร่วมมือ กับ ม.กว่างซี ประเทศจีน เป้าหมายหลักคือ การนำโมเดลของเขามาแก้ปัญหาความยากจนของเรา แต่กุญแจดอกแรกที่เราหวังจะได้จากเขาคือ การได้ชุดความรู้ วิทยาศาสตร์และนวัตกรรม ของเขามาปรับใช้แก้ปัญหาของเรา โดยที่เราไม่ต้องเริ่มจากศูนย์ และมณฑลกว่างซี เป็นเขตปกครองพิเศษ มีภูมิศาสตร์คล้ายเรา มีความหลากหลายเรื่องชาติพันธุ์คล้ายเรา มีพวกชนเผ่าอุยกูร์  เป็นกระจกที่สะท้อนให้เราได้

“การมาดูงานที่ไทยครั้งนี้ เขาทึ่งในความสามารถของคนไทยว่าพูดภาษาจีนได้เยอะกว่าที่คิด และเกิดความเข้าใจในวิถีการผลิตของเราว่า ไม่ใช่เพื่ออุตสาหกรรมเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีที่มาที่เป็นพหุวัฒนธรรม เช่นการเลี้ยงแพะ เพราะเป็นส่วนหนึ่งของศาสนา  ส่วนการปลูกทุเรียน ปลูกยาง เป็นเมือนDNA ของคนไทย”

การคาดหวังให้การเกิดการส่งต่อชุดความรู้จากจีนมาสู่ไทย รศ.ดร.อุเทน กล่าวว่า จะต้องเป็นการตัดสินใจของรัฐบาลจีน ซึ่งหลังจากนี้คณะนักวิชาการจากจีน จะรายงานผลการดูงานที่ไทยให้มณฑลรับทราบ และทางมณฑลจะรายงานไปถึงรัฐบาล

อย่างไรก็ตาม ในการแลกเปลี่ยนความรู้และดูงานจากคณะวิจัยจีน ทางมอ.ปัตตานี  คาดหวังว่าจะได้ เรื่องของเทคโนโลยีการผสมเทียมและเทคโนโลยีการย้ายฝากตัวอ่อน  เทคโนโลยีการผลิตอาหารสัตว์จากอ้อย    เทคโนโลยีการหมักพืชอาหารสัตว์ จุลินทรีย์ที่ช่วยปรับปรุงอาหารสัตว์คุณภาพต่ำ  และเทคโนโลยีในการดูแลสุขภาพแพะ การตรวจและวินิจฉัยพยาธิในแพะ

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ปัตตานีอุกอาจ! 4 คนร้าย ใช้อาวุธสงครามถล่มรถ ตร.เสียชีวิต 1 นาย

เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2569 เวลา 17.25 น. พ.ต.อ.ต่อลาภ เล็งฮะ ผู้กำกับการ สภ.มายอ จ.ปัตตานี รับแจ้งเหตุยิงกันมีผู้เสียชีวิต บริเวณสี่แย

คีย์แมนโอลิมปิคไทย บุกให้กำลังใจนักกีฬาในหมู่บ้าน ก่อนลุยเอเชียนบีช2026ที่จีน

เมื่อวันที่ 21 เม.ย.69 เวลา 14.00 น. (ตามเวลาท้องถิ่น) นายกองเอก ชัยภักดิ์ ศิริวัฒน์ รองประธานคณะกรรมการโอลิมปิคแห่งประเทศไทยฯ พร้อมด้วย นายธนา ไชยประสิทธิ์ รองประธานและเลขาธิการคณะกรรมการโอลิมปิคแห่งประเทศไทยฯ และ พลเรือเอก อธินาถ ปะจายะกฤตย์ ได้เดินทางไปเยี่ยมเยียนและให้กำลังใจนักกีฬาไทย ณ หมู่บ้านนักกีฬา (Mangrove Tree Resort World Sanya Bay) เมืองซานย่า ประเทศจีน ในโอกาสเข้าร่วมการแข่งขันมหกรรมกีฬาเอเชียนบีชเกมส์ ครั้งที่ 6 "ซานย่าเกมส์ 2026"

สงกรานต์ปัตตานีคึกคัก คนแห่รวมตัวเล่นน้ำถนนข้าวยำแน่นขนัด ปีนี้น้ำมันแพงใช้รถกระบะสาดน้ำน้อยลง

บรรยากาศเทศกาลสงกรานต์ในพื้นที่จังหวัดปัตตานีเป็นไปอย่างคึกคัก โดยเฉพาะบริเวณถนนมะกรูด หรือที่รู้จักกันในชื่อ ถนนข้าวยำ เขตอำเภอเมืองปัตตานี ตั้งแต่ช่วงเช้าที่ผ่านมา มีประชาชนและนักท่องเที่ยวทยอยเดินทางออกมาเล่นสาดน้ำคลายร้อนกันอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางสภาพอากาศที่ร้อนจัด

จับผัวเมียแสบ ลักจยย.หน้ารพ. หาเงินซื้อยานรกเที่ยวสงกรานต์

พ.ต.อ.เจฟฟรีย์ ไศลมานกุล ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรเมืองปัตตานี ได้ทำการสอบสวน นายไพซอล หะยีสุหลง อายุ 39 ปี และ น.ส.ชุติพร จันทราทิพย์ อายุ 38 ปี สองสามีภรรยา