"พระปกเกล้าโพล" ชี้คนกรุงตื่นตัว 85.9 เปอร์เซ็นต์ไปเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.แน่นอน ส่องสเปก "สก." ในฝัน เน้นรู้จริง-แก้ปัญหาพื้นที่ได้-ซื่อสัตย์ "มาร์ค" เกทับ ผูัสมัครประชาธิปัตย์พร้อมมากทั้งองคาพยพ ด้าน "อดีตผู้ว่าฯ พิจิตต" ช่วยพรรคส้มหาเสียงโยงกลุ่มมดงาน เมื่อวันที่ 22 พ.ค. ศูนย์สำรวจความคิดเห็นสถาบันพระปกเกล้า (KPI Poll) เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นเรื่อง “เลือกตั้ง กทม. 69 : ความสนใจของประชาชนต่อการเลือกตั้งผู้ว่าฯ และความคาดหวังต่อ สก.ชุดใหม่” ระหว่างวันที่ 8-11 พ.ค. 2569 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายตามพื้นที่เขตทั่วกรุงเทพมหานคร จำนวน 1,600 ตัวอย่าง ซึ่งพบว่าประชาชนชาว กทม.ส่วนใหญ่ ร้อยละ 85.9 ระบุว่า ไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพฯ คนใหม่อย่างแน่นอน ขณะที่ร้อยละ 9.2 ระบุ น่าจะไป/ยังไม่แน่ใจ และร้อยละ 4.9 ระบุ น่าจะไม่ไป/ไม่ไปอย่างแน่นอน
เมื่อถามถึงการติดตามข่าวสารการเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.และสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (สก.) ว่ามีมากน้อยเพียงใดนั้น พบว่าประชาชนร้อยละ 49.2 ระบุว่าติดตามค่อนข้างมาก/มากที่สุด ขณะที่ร้อยละ 48.3 ระบุว่าติดตามน้อยที่สุด/ค่อนข้างน้อย แต่ร้อยละ 2.5 ระบุไม่ได้ติดตามเลย
ส่วนคำถามที่ว่าถ้าจะเลือก สก. ท่านให้ความสำคัญกับคุณลักษณะใดมากที่สุดนั้น พบว่าประชาชนร้อยละ 26.4 ระบุว่าให้ความสำคัญกับคนที่รู้ปัญหาในพื้นที่จริง ร้อยละ 21.3 ระบุว่าประสานงานเก่ง แก้ปัญหาในพื้นที่ได้ ร้อยละ 19.3 ระบุต้องซื่อสัตย์ โปร่งใส ตรวจสอบได้ และร้อยละ 13.3 ระบุว่าเข้าถึงประชาชนง่าย ขณะที่ร้อยละ 9.5 ระบุว่ากล้าตรวจสอบและสะท้อนปัญหา ร้อยละ 6.5 ระบุว่ามีผลงานหรือประสบการณ์ในพื้นที่ ร้อยละ 3.4 ระบุว่าสังกัดพรรคการเมืองที่น่าเชื่อถือ และร้อยละ 0.3 ระบุอื่นๆ
ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาตามพื้นที่เขตชั้นของกรุงเทพฯ พบว่า ประชาชนใน กทม.เขตชั้นนอก ร้อยละ 30.7 ระบุว่าให้ความสำคัญกับการรู้ปัญหาในพื้นที่จริง ขณะที่ร้อยละ 22.9 ระบุว่าประสานงานเก่ง แก้ปัญหาในพื้นที่ได้ ร้อยละ 13.3 ระบุว่าให้ความสำคัญกับความซื่อสัตย์ โปร่งใส ตรวจสอบได้ ร้อยละ 12.2 ระบุว่าเข้าถึงประชาชนง่าย ร้อยละ 9.9 ระบุว่าให้ความสำคัญกับการกล้าตรวจสอบและสะท้อนปัญหา ร้อยละ 7.8 ระบุว่ามีผลงานหรือประสบการณ์ในพื้นที่ ร้อยละ 2.9 ระบุว่าให้ความสำคัญกับการสังกัดพรรคการเมืองที่น่าเชื่อถือ และร้อยละ 0.3 ระบุว่าอื่นๆ
ส่วนเขตชั้นกลาง ร้อยละ 29.3 ระบุว่าให้ความสำคัญกับการรู้ปัญหาในพื้นที่จริง ร้อยละ 22.2 ระบุว่าซื่อสัตย์ โปร่งใส ตรวจสอบได้ ร้อยละ 19.6 ระบุว่าให้ความสำคัญกับการประสานงานเก่ง แก้ปัญหาในพื้นที่ได้ ร้อยละ 10.1 ระบุว่าการเข้าถึงประชาชนง่าย ร้อยละ 8.7 ระบุว่าให้ความสำคัญกับการกล้าตรวจสอบและสะท้อนปัญหา ร้อยละ 7.1 ระบุว่าการมีผลงานหรือประสบการณ์ในพื้นที่ ร้อยละ 2.3 ให้ความสำคัญกับการสังกัดพรรคการเมืองที่น่าเชื่อถือ และร้อยละ 0.7 อื่นๆ
ขณะที่ประชาชนในเขตชั้นใน ร้อยละ 21.1 ระบุว่าให้ความสำคัญกับการรู้ปัญหาในพื้นที่จริง ร้อยละ 21.7 ระบุว่าการประสานงานเก่ง แก้ปัญหาในพื้นที่ได้ ร้อยละ 20.3 ระบุว่าให้ความสำคัญกับความซื่อสัตย์ โปร่งใส ตรวจสอบได้ ร้อยละ 16.9 ระบุว่าการเข้าถึงประชาชนง่าย ร้อยละ 10 ระบุว่าการกล้าตรวจสอบและสะท้อนปัญหา ร้อยละ 5.2 ระบุว่าการมีผลงานหรือประสบการณ์ในพื้นที่ ร้อยละ 4.8 ให้ความสำคัญกับสังกัดพรรคการเมืองที่น่าเชื่อถือ
ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่ผลการสำรวจความคิดเห็นประชาชนชาวกรุงเทพฯ ที่อยากได้สก.ที่รู้จักพื้นที่จริง ประสานงานเก่ง แก้ปัญหาในพื้นที่ได้ว่า ในแง่ของตัวบุคคลนั้น พรรคประชาธิปัตย์มีผู้ที่มีประสบการณ์และเป็น สก.จำนวนหนึ่ง และระบบพรรคไม่ได้มีแค่บุคคลที่เป็น สก.หรืออดีต สก. แต่มีคนที่ทำงานในพื้นที่ต่างๆ อาจเป็นสาขาพรรค หรือผู้ช่วยดำเนินงาน สส.และ สก. ดังนั้นการประสานงานได้นั้นยืนยันว่าพรรคมีความพร้อมมาก ไม่เฉพาะผู้สมัคร สก.หรือผู้สมัครผู้ว่าฯกทม. แต่องคาพยพของพรรคมีความพร้อม และให้ความสำคัญกับเรื่องดังกล่าวมาโดยตลอด
เมื่อถามว่า พิจารณาจากคู่แข่งแล้วเป็นยังไง เพราะมีทั้งอดีตผู้ว่าฯ กทม.และอดีตสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ลงสมัครด้วย นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า จะช่วยให้คนกรุงเทพฯ มีทางเลือกมากขึ้น ซึ่งก็เป็นไปตามหลักการประชาธิปไตย
ที่ถนนสายไม้ นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พรรคประชาชน (ปชน.) พร้อมด้วยนายพิจิตต รัตตกุล อดีตผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และอดีตผู้ช่วยหาเสียง, นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีตผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ลงพื้นที่ช่วย น.ส.ภัทราภรณ์ เก่งรุ่งเรืองชัย ว่าที่ผู้สมัครสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (สก.) เขตบางซื่อหาเสียง โดยมีนายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ เลขาธิการพรรคประชาชนร่วมด้วย
นายพิจิตตกล่าวถึงเหตุผลในการมาช่วยนายชัยวัฒน์หาเสียงว่า รู้จักกับนายชัยวัฒน์และเห็นว่ามีความน่าสนใจ ที่ตนจะมาร่วมสนับสนุนเพื่อให้เป็นผู้ว่าฯ กทม. ซึ่งนายชัยวัฒน์มีคุณสมบัติเป็นคนรุ่นใหม่ เป็นวิศวกรที่เคยทำงานอยู่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เพราะอาชีพวิศวะก็ต้องนึกถึงการสร้างและออกแบบ โดยนายชัยวัฒน์คนนี้คงไม่คิดแต่เรื่องซ่อมอย่างเดียว จะคิดแต่เรื่องสร้าง เพราะการซ่อมอย่างเดียวจะไม่มีการจบสิ้น จึงมีความจำเป็นที่ต้องสร้าง แต่สร้างทั้งระบบและสร้างระบบใหม่ขึ้น ไม่ว่าเป็นการสร้างสถานภาพเศรษฐกิจของเมือง สร้างมุมมองใหม่ในเรื่องของน้ำท่วมและการจราจร เพราะทุกอย่างเกี่ยวข้องซึ่งกันและกัน จากการได้พูดคุยกับนายชัยวัฒน์ เห็นว่าเป็นคนที่มีความเข้าใจในเรื่องของการออกแบบใหม่ที่ต้องมีการสร้างขึ้นมา
นายพิจิตตกล่าวต่อว่า นอกจากนี้นายชัยวัฒน์ที่เคยทำงานใน ธปท.จะเป็นคนที่คิดถึงเศรษฐกิจระดับรากหญ้าเสมอ ไม่ได้คิดถึงแต่เศรษฐกิจระดับประเทศทางการเงินการคลังเพียงอย่างเดียว ซึ่งตนเคยมีเพื่อนเป็นผู้ว่าฯ ธปท. ถึง 3 คนก็มีแนวคิดแบบนี้เหมือนกันหมด และคิดว่าพรรคประชาชนมีความเชื่อที่น่าสนใจคือการกระจายอำนาจ เชื่อเรื่องของการทำงานเป็นทีม ไม่มีพระเอกคนเดียว ซึ่งตนมองว่าเป็นเรื่องสำคัญ เพราะกรุงเทพมหานครเป็นเมืองที่ใหญ่เกินไปที่จะมีพระเอกขี่ม้าขาวเพียงคนเดียว รวมถึงยังมีความเชื่อเรื่องการมีส่วนร่วม เพราะข้าราชการ กทม.กว่าแสนคนคงทำงานเองทั้งหมดไม่ได้ ต้องให้ประชาชนมีส่วนร่วม และพรรคประชาชนก็เชื่อเรื่องความเข้มแข็งของการปกครองส่วนท้องถิ่น ที่ต้องการทำให้ท้องถิ่นเข้มแข็ง ซึ่งที่กล่าวมาตรงกับความคิดของตน จึงเป็นสาเหตุให้ตนอาสามาช่วยนายชัยวัฒน์
นายพิจิตตกล่าวต่อว่า การอาสาครั้งนี้เป็นเพียงการอาสามาช่วยงานการเมืองเท่านั้น โดยในอนาคตตนจะไม่รับตำแหน่งใดเพราะอายุมากแล้ว คงทำได้แค่ให้คำแนะนำหรือให้ความช่วยเหลือ
ขณะที่นายชัยวัฒน์กล่าวเสริมว่า นายพิจิตตคือกลุ่มมดงาน หากจำกันได้ในอดีต เป็นกลุ่มที่ได้รับความนิยมจนได้เข้ามาบริหารกรุงเทพมหานคร โดยเรามีความสัมพันธ์กับกลุ่มมดงานผ่าน น.ส.ภัทราภรณ์ ซึ่งจะทำให้เรานำโอกาสของคนรุ่นใหม่มาผสมผสานกับคนที่มีประสบการณ์ในการทำงาน และนายพิจิตตเองก็เคยเป็นอดีตผู้ว่าฯ กทม.
นายพิจิตตย้ำว่า ตนจะช่วยนายชัยวัฒน์หาเสียงผู้ว่าฯ กทม.เพียงคนเดียว แต่อาจจะช่วย สก.คนอื่นที่อยู่ในกลุ่มมดงานหาเสียง แต่ทั้งนี้กลุ่มมดงานส่วนใหญ่ก็อยู่ในพรรคประชาชน
เมื่อถามว่า มองว่าคนกรุงเทพฯ ส่วนใหญ่จะเลือกผู้ว่าฯ ที่ลงในนามอิสระหรือพรรคการเมืองมากกว่ากัน นายพิจิตตกล่าวว่า ได้สองอย่าง โดยในอดีตก็เคยมีผู้ว่าฯ ที่ลงในนามอิสระ เช่น นายจำลอง ศรีเมือง และนายชัชชาติที่ก็ทำงานได้ดีมาก และแม้ว่าจะลงในนามพรรคก็เชื่อว่าพรรคคงจะไม่มาครอบงำหรือชี้นำอะไรมาก และในอดีตผู้สมัครที่ลงในนามพรรคก็มีอิสระในการทำงาน และพรรคให้การสนับสนุนในการทำงาน.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
‘อนุทิน’คิวแน่น วันแรกฝรั่งเศส ถกIEA-ยูเนสโก
คณะนายกฯ ถึงกรุงปารีสแล้ว เริ่มภารกิจแรกทันที หารือ ผอ.ทบวงการพลังงานระหว่างประเทศ และ ผอ.ใหญ่ยูเนสโก “23 พ.ค.”
กรมรางฟ้องคร่อมเลน นครบาลชี้มี19จุดเสี่ยง
กรมรางแจ้งความเอาผิดพวกคร่อมเลนแล้ว เผยเป็นการใช้กฎหมายใหม่ลงดาบ
‘เขมร’ยิงป่วนชายแดนซํ้า!
ทบ.เผยเขมรยิงปืน 5 นัดชายแดนสุรินทร์ ไม่มีใครบาดเจ็บหรือตอบโต้
ฟุ้งสมัคร‘ไทยช่วยไทย’ฉลุย
“อนุทิน” สั่งลุยเปิดเวทีรับฟังปัญหาเอกชนรายสาขาต่อเนื่อง กวักมือเรียกกลุ่ม SMEs คิวต่อไป
ซัดระบอบสีนํ้าเงิน ‘เท้ง’อัดกัดกินอนาคตชาติ/ปชป.ยื่นแก้รธน.สัปดาห์หน้า
“ณัฐพงษ์” ซัดครบรอบ 12 ปีรัฐประหาร แม้ไร้รถถังบนถนน
เปิดภาพCCTV รถไฟชนรถเมล์ ชงผลสอบ2มิ.ย.
"สิริพงศ์” ตอบกระทู้สดเหตุรถไฟชนรถเมล์ รับคนขับรถไฟประมาท รฟท.สุ่มตรวจฉี่พนักงานขับรถเจอ “ฉี่ม่วง” 2 ราย

