“ณัฐพงษ์” ซัดครบรอบ 12 ปีรัฐประหาร แม้ไร้รถถังบนถนน แต่อยู่ภายใต้ “ระบอบสีน้ำเงิน” “อภิสิทธิ์” คาดยื่นร่างแก้รัฐธรรมนูญสัปดาห์หน้า เหน็บไม่แปลกใจไร้ร่าง ครม. เหตุ รบ.ไม่อยากทำเรื่องนี้ "ศรีสุวรรณ" ยื่นศาลวินิจฉัย บัตรเลือกตั้งติด QR Code-Barcode มิชอบ
เมื่อวันที่ 22 พ.ค. นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ถึงการพิจารณาบรรจุวาระประชุมรัฐสภาเพื่อพิจารณาร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ หลังจากที่พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ได้ยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญมาแล้วว่า เท่าที่รับทราบยังเห็นอีก 2-3 พรรคการเมืองจะยื่นเพิ่มเติมในสัปดาห์หน้า คาดว่าจะพิจารณาบรรจุไปพร้อมกันอาจเป็นช่วงเดือน มิ.ย.นี้
ขณะที่นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) และผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร โพสต์เฟซบุ๊กถึงวันครบรอบรัฐประหาร 22 พ.ค. 2557 ตอนหนึ่งว่า "จากรัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557 สู่การเมืองระบอบสีน้ำเงิน แม้ว่าวันนี้ประเทศไทยจะไม่อยู่ภายใต้รัฐบาล คสช.อีกแล้ว แต่สังคมการเมืองไทยยังอยู่ภายใต้ระบอบสีน้ำเงิน ที่ถือกำเนิดขึ้นจากรัฐธรรมนูญ 60 ซึ่งเป็นมรดกของการรัฐประหาร และระบอบนี้กำลังกัดกินอนาคตของสังคมไทย"
นายณัฐพงษ์ระบุว่า "ภายใต้ระบอบสีน้ำเงิน พวกเขาจัดวางสถาบันทางการเมืองและระบบกฎหมายขึ้นมาใหม่ เพื่อทำให้อำนาจของชนชั้นนำที่ไม่ได้ยึดโยงกับประชาชน อยู่เหนือกว่าอำนาจที่มาจากประชาชนผู้เป็นเจ้าของประเทศ พวกเขาจัดวางสถาบันทางการเมือง และระบบกฎหมายใหม่เพื่อทำให้ผลประโยชน์ของชนชั้นนำอยู่เหนือกว่าผลประโยชน์ของคนส่วนใหญ่ในประเทศ"
หัวหน้าพรรค ปชน.ระบุต่อไปว่า "พวกเขาจัดวางสถาบันทางการเมือง และระบบกฎหมายขึ้นมาใหม่ เพื่อทำให้อนาคตของประเทศถูกกำหนดโดยกลุ่มชนชั้นนำส่วนน้อย ไม่ได้ถูกกำหนดโดยความต้องการของประชาชนคนส่วนใหญ่ ภายใต้ระบอบนี้ ใครก็ตามที่กล้าลุกขึ้นมาท้าทายอำนาจและผลประโยชน์ของพวกเขา จะถูกขัดขวาง ถูกโดดเดี่ยว หรือถูกทำลายด้วยกลไกของศาลรัฐธรรมนูญ องค์กรอิสระ วุฒิสภา หรือกระบวนการยุติธรรม
ภายใต้ระบอบสีน้ำเงิน ศาลรัฐธรรมนูญ องค์กรอิสระ และวุฒิสภา จึงไม่ได้ทำหน้าที่ปกป้องระบอบประชาธิปไตย แต่กำลังทำลายหลักการสำคัญของระบอบประชาธิปไตย ทำลายหลักที่ยึดถือให้อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน ทำลายหลักที่รัฐต้องเคารพสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของพลเมือง ภายใต้ระบอบสีน้ำเงิน ศาลรัฐธรรมนูญ องค์กรอิสระ และวุฒิสภา พร้อมจะใช้อำนาจอย่างฉ้อฉล บิดเบือน เพราะประชาชนตรวจสอบหรือถอดถอนพวกเขาไม่ได้”
นายณัฐพงษ์ชี้ว่า ถึงเวลาที่เราต้องร่วมกันสร้างพลังของประชาชน เพื่อนำพาสังคมไทยออกจากระบอบสีน้ำเงิน และประตูบานแรกคือ การมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ยึดโยงกับประชาชนอย่างแท้จริง มาช่วยกันแสดงพลังของคนส่วนใหญ่ ว่าเราต้องการรัฐธรรมนูญที่มีความเป็นประชาธิปไตย เราต้องการประเทศที่เป็นของประชาชน เราต้องการสังคมที่ทุกคนมีความเท่าเทียม และมีอนาคตให้ลูกหลาน ให้พวกเราทุกคน
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) เปิดเผยถึงการยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญว่า พรรค ปชป.มีจำนวน สส.ไม่พอที่จะยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของตัวเอง จึงหารือกับพรรคการเมืองอื่นที่มีจำนวน สส.ไม่เพียงพอเช่นกัน ขณะนี้ค่อนข้างจะตรงกันในเชิงหลักการที่จะยื่น คือ 1.ต้องเป็นการสร้างกระบวนการให้ได้สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ที่ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง แตกต่างจากร่างของพรรคภูมิใจไทย (ภท.) และ 2.จะต้องไม่มีแก้ไขหมวด 1 และหมวด 2 ซึ่งจะแตกต่างจากร่างของพรรค ปชน.
นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า เรามีความเห็นที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการในการคัดเลือก ส.ส.ร. รวมถึงการเห็นชอบรัฐธรรมนูญ เมื่อมีการจัดทำเสร็จ ซึ่งมีรายละเอียดและมีความแตกต่างกันบ้างระหว่างแต่ละพรรคที่คุยกันอยู่ แต่เชื่อว่า ภายในสัปดาห์หน้าจะมีข้อยุติ จะสามารถเสนอเข้าไปได้ ตอนนี้ได้คุยกันว่าแต่ละพรรคจะไปทำข้อเสนอของตัวเองมา หากเห็นตรงกันก็เสนอร่างเดียว แต่หากไม่ตรงกันก็เสนอคนละร่าง แล้วใช้วิธีลงชื่อสนับสนุนให้สามารถผ่านไปได้ทุกร่าง คาดว่าจะสามารถยื่นได้ในสัปดาห์หน้า
หัวหน้าพรรค ปชป.กล่าวว่า ได้เห็นร่างของพรรค ภท. เห็นได้ชัดว่าแตกต่างในเรื่องของขั้นตอนที่เกี่ยวข้องกับการมีส่วนร่วมโดยตรงของประชาชน เป็นเรื่องของการสมัครเข้ามาเฉยๆ ไม่มีกระบวนการการมีส่วนร่วมที่กว้างขวางไปกว่านั้น นอกจากนั้นการเลือกตัว ส.ส.ร.ก็จะมีปัญหา พยายามจะทำทั้งเรื่องหลัก สัดส่วน และจังหวัด จะมีความสับสนอยู่
ส่วนกรณีพรรค ภท.เสนอร่างในนามพรรค ซึ่งตามปกติกฎหมายสำคัญ คณะรัฐมนตรี (ครม.) จะต้องเป็นผู้เสนอนั้น นายอภิสิทธิ์มองว่าไม่จำเป็น เป็นเรื่องของการกำหนดว่ารัฐบาลจะมีจุดยืนหรือไม่ เห็นได้ชัดว่ารัฐบาลไม่ได้เขียนในนโยบายตั้งแต่ต้นอยู่แล้ว ไม่ได้แปลกใจอะไรที่ไม่มีร่างของ ครม. เพราะรัฐบาลไม่ประสงค์ที่จะทำเรื่องนี้ให้เป็นเรื่องของพรรคการเมืองไป ซึ่งเป็นจุดยืนที่มีได้ แต่คนจะเห็นด้วย ไม่เห็นด้วยเป็นอีกเรื่องหนึ่ง
ผู้สื่อข่าวถามว่า การให้ประชาชนเป็นผู้เลือก ส.ส.ร.อาจเข้าข่ายขัดคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญหรือไม่ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า แนวคิดของตนขณะนี้อยากใช้วิธีการหยั่งเสียง หรือให้ประชาชนสามารถแสดงความเห็นเกี่ยวกับตัว ส.ส.ร.ผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ ระบบนี้จะทำให้ประชาชนมีส่วนร่วมในวงกว้างและประหยัดค่าใช้จ่าย ไม่ต้องไปเลือกตั้ง แต่มีข้อทักท้วงว่าคนที่ไม่มีโทรศัพท์จะทำอย่างไร ซึ่งอาจเปิดโอกาสให้ประชาชนไปลงทะเบียนในตำบลของตัวเองแล้วใช้สิทธิ์ ถือเป็นอีกทางหนึ่ง ทั้งหมดนี้ไม่ใช่การเลือกตั้ง
เขาอธิบายว่า วิธีนี้อาจจะเป็นความต่างที่พรรค ปชป.คิดในขณะนี้ เข้าใจว่ายังไม่ตรงกับพรรคอื่น ซึ่งพรรคการเมืองที่ได้พูดคุยกัน ในแต่ละพรรคมีความคิดของตัวเองเกี่ยวกับการที่จะได้มาซึ่ง ส.ส.ร. เข้าใจว่าในส่วนของพรรคเพื่อไทย (พท.) ก็เหมือนกับพรรค ปชน.ที่ต้องการให้เหมือนกับการเลือกตั้ง แต่เป็นการเลือกเกินจำนวนเข้ามา แต่ของพรรคประชาธิปัตย์คิดถึงเรื่องการไม่ให้เสียเวลา และเรื่องการมีค่าใช้จ่าย ซึ่งน่าจะเป็นวิธีการที่ดีกว่า แต่ก็สุดแล้วแต่ เพราะวิธีนี้ยังไม่เคยเกิดขึ้น เมื่อถามว่า มองการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้จะเดินทางไปถึงจุดไหน นายอภิสิทธิ์ตอบว่า ขอเรียนตรงๆ ว่าอยู่ที่ความตั้งใจของผู้ที่มีอำนาจ วันนี้ปฏิเสธไม่ได้คือ สว.มีอำนาจตามรัฐธรรมนูญ ในการที่จะไม่ให้ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญผ่าน เสียงของ สว.จะเป็นเสียงข้างมากในสภา ถ้าเขาไม่ยอมให้ผ่านก็ผ่านยาก เช่นเดียวกันถ้าเสียงข้างมากของ สส. หรือแม้แต่เสียงของฝ่ายค้านไม่ได้ตามเงื่อนไขมันก็ผ่านไม่ได้
วันเดียวกัน ที่สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ นายศรีสุวรรณ จรรยา ผู้นำองค์กรรักชาติ รักแผ่นดิน ได้ทำความเห็นเป็นหนังสือมายื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญตามประเด็นที่ศาลกำหนด พร้อมจัดส่งเอกสารต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง กรณีที่ได้ร้องเรียนผ่านผู้ตรวจการแผ่นดินตามรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 213 เพื่อพิจารณาวินิจฉัยว่า การที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จัดทำบัตรเลือกตั้งมีคิวอาร์โค้ดและบาร์โค้ดชอบด้วยรัฐธรรมนูญและกฎหมายหรือไม่
นายศรีสุวรรณกล่าวว่า ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย 2560 มาตรา 85 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรให้มาจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตและแบบบัญชีรายชื่อ โดยใช้วิธีออกเสียงลงคะแนนโดยตรงและลับ แปลว่าหากกระบวนการใดที่ทำให้การลงคะแนนไม่เป็นความลับย่อมขัดต่อรัฐธรรมนูญ นอกจากนี้ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 2561 มาตรา 82 กำหนดให้ กกต.ต้องจัดให้มีการเลือกตั้งเป็นไปด้วยความสุจริตและเที่ยงธรรม ฉะนั้น การมีระบบที่ตรวจสอบย้อนกลับได้อาจเอื้อให้เกิดการทุจริตได้.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
‘อนุทิน’คิวแน่น วันแรกฝรั่งเศส ถกIEA-ยูเนสโก
คณะนายกฯ ถึงกรุงปารีสแล้ว เริ่มภารกิจแรกทันที หารือ ผอ.ทบวงการพลังงานระหว่างประเทศ และ ผอ.ใหญ่ยูเนสโก “23 พ.ค.”
คน‘กทม.’86% พร้อมเลือกตั้ง ‘พ่อเมือง-สก.’
"พระปกเกล้าโพล" ชี้คนกรุงตื่นตัว 85.9 เปอร์เซ็นต์ไปเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.แน่นอน ส่องสเปก "สก." ในฝัน เน้นรู้จริง-แก้ปัญหาพื้นที่ได้-ซื่อสัตย์ "มาร์ค" เกทับ
กรมรางฟ้องคร่อมเลน นครบาลชี้มี19จุดเสี่ยง
กรมรางแจ้งความเอาผิดพวกคร่อมเลนแล้ว เผยเป็นการใช้กฎหมายใหม่ลงดาบ
‘เขมร’ยิงป่วนชายแดนซํ้า!
ทบ.เผยเขมรยิงปืน 5 นัดชายแดนสุรินทร์ ไม่มีใครบาดเจ็บหรือตอบโต้
ฟุ้งสมัคร‘ไทยช่วยไทย’ฉลุย
“อนุทิน” สั่งลุยเปิดเวทีรับฟังปัญหาเอกชนรายสาขาต่อเนื่อง กวักมือเรียกกลุ่ม SMEs คิวต่อไป
'ศิริกัญญา' สุดทน! อัดยับประธานสภาฯ ไม่เป็นกลาง ช่วยรัฐบาลหนีตรวจสอบ พรก.กู้เงิน
'ศิริกัญญา' เอือม 'ประธานโสภณ' วางตัวไม่เป็นกลาง ป้องรัฐบาล ย้อนถามเงินกู้กำลังจะถึงมือ ปชช. ในอีก 8 วันทั้งที่ทำผิดวัตถุประสงค์-แหกกฎทุกข้อ แล้วจะไม่ใช่เรื่องด่วนได้ยังไง โอดแค่ไม่ได้ตั้งกมธ.วิสามัญก็เหนื่อยแล้ว จะปิดปากฝ่ายค้านไปถึงไหน

