ทบ.เผยเขมรยิงปืน 5 นัดชายแดนสุรินทร์ ไม่มีใครบาดเจ็บหรือตอบโต้ เชื่อเจตนาก่อกวน "กองกำลังสุรนารี" สั่งเตรียมพร้อมรับสถานการณ์ ปัดกระแสกัมพูชานำนักโทษมาเป็นกองกำลังชายแดน "มาลี" โผล่โต้ไทยอย่าบิดเบือนใส่ร้าย จี้กองทัพ-สื่อหยุดปั่นกระแสข่าวเท็จ "กมธ.วุฒิสภา" เชิญทูตอาเซียน+จีน เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น แจงรัฐบาลไทยยกเลิก MOU 43-44 เหตุไม่ตอบโจทย์การแก้ปัญหาชายแดน เขมรจ้องแบ่งปิโตรเลียมแบบ 50:50 ทั้งที่เส้นอ้างสิทธิ์ยังเคลียร์ไม่จบ
เมื่อวันที่ 22 พ.ค. 2569 พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก (ทบ.) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 21 พ.ค.ที่ผ่านมา ทบ.ได้รับรายงานจาก ร้อย.ทพ.2603 กองกำลังสุรนารี ขณะจัดกำลังพลปฏิบัติภารกิจปรับปรุงที่มั่นเสริมความมั่นคง บริเวณหลักเขตแดนที่ 18 อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ ช่วงเวลาประมาณ 14.20 น. กำลังพลได้ยินเสียงปืนเล็กจำนวน 5 นัด ดังมาจากทางทิศใต้ ระยะทางประมาณ 600 เมตร ซึ่งอยู่ในพื้นที่ควบคุมของฝ่ายกัมพูชา หลังจากนั้นกำลังพลได้หยุดฟังและตรวจการณ์อย่างละเอียด ไม่ปรากฏสิ่งผิดปกติจึงได้ปฏิบัติภารกิจต่อไป
พล.ต.วินธัยกล่าวว่า เหตุการณ์ดังกล่าวฝ่ายเราไม่มีกำลังพลได้รับบาดเจ็บและไม่มีการยิงโต้ตอบ เพื่อป้องกันไม่ให้เป็นการเปิดเผยที่ตั้งและการวางกำลังของฝ่ายเรา ทั้งนี้กองกำลังสุรนารีสั่งการให้เฝ้าระวังและพร้อมปฏิบัติตามกฎการใช้กำลังตามสถานการณ์อย่างเคร่งครัด
"การกระทำของฝ่ายกัมพูชาดังกล่าว แม้จะมีลักษณะเป็นการก่อกวนจากระยะไกล แต่จัดเป็นพฤติกรรมที่ขัดต่อถ้อยแถลงร่วมอย่างชัดเจน ซึ่งกองกำลังสุรนารีจะได้แจ้งเตือนและประท้วงฝ่ายกัมพูชาถึงการกระทำที่ละเมิดข้อตกลงดังกล่าว ผ่านช่องทางชุดประสานงานในพื้นที่ต่อไป" โฆษกทบ.กล่าว
ส่วนพันเอก ริชฌา สุขสุวานนท์ รองโฆษก ทบ. กล่าวถึงกรณีมีกระแสข่าวมีการนำกลุ่มนักโทษกัมพูชามาเป็นกองกำลังชายแดนไทย-กัมพูชาว่า จากการตรวจสอบข้อมูลในปัจจุบัน กองกำลังป้องกันชายแดนกองทัพบกยังไม่ได้รับรายงานการเข้ามาปฏิบัติงานของกลุ่มนักโทษดังกล่าวในบริเวณพื้นที่ชายแดนแต่อย่างใด มีเพียงข้อมูลการนำเสนอข่าวภายในประเทศกัมพูชาเกี่ยวกับการเคลื่อนย้ายนักโทษระหว่างเรือนจำเท่านั้น
"ในอนาคตอาจมีความเป็นไปได้ที่จะมีการดำเนินงานในลักษณะดังกล่าวภายในเขตแดนของกัมพูชา ซึ่งทางกองทัพบกโดยหน่วยในพื้นที่ได้เฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ขอให้ประชาชนมั่นใจว่ากองกำลังป้องกันชายแดนมีมาตรการและแผนเผชิญเหตุรองรับสถานการณ์ตามขั้นตอนอยู่แล้ว" รองโฆษก ทบ.กล่าว
ขณะที่พลโทหญิง มาลี โสเจียตา โฆษกกระทรวงกลาโหมกัมพูชา แถลงตอบโต้ไทยกรณีระบุว่าทหารกัมพูชายิงปืนเล็กจำนวน 5 นัดบริเวณชายแดนว่า กระทรวงกลาโหมกัมพูชาขอปฏิเสธอย่างเด็ดขาดต่อข้อกล่าวหาของกองทัพไทย ที่ระบุว่ากองกำลังกัมพูชาเป็นผู้รับผิดชอบต่อเหตุการณ์เสียงปืน ที่มีรายงานในพื้นที่พนมบักของอำเภอสำโรง จังหวัดอุดรมีชัย ซึ่งข้อกล่าวหาดังกล่าวเป็นเท็จและบิดเบือนความจริง
เขมรสวนไทยกุยิงชายแดน
"ขอประกาศว่าข้อมูลดังกล่าวเป็นข้อมูลเท็จและบิดเบือนความจริง ที่กุขึ้นมาเพื่อเจตนาสร้างความสับสน ชักจูงความเห็นสาธารณะไปในทางที่ผิด และยกระดับความตึงเครียดตามแนวชายแดน กระทรวงกลาโหมกัมพูชาไม่สามารถยอมรับการเผยแพร่ข้อกล่าวหาที่ไม่มีมูลความจริงอย่างซ้ำๆ โดยกองทัพไทยและสื่อไทยได้ การกุเรื่องอย่างต่อเนื่องเหล่านี้ไม่เพียงแต่ทำให้เสื่อมเสียเกียรติภูมิของกองทัพแห่งราชอาณาจักรกัมพูชาเท่านั้น แต่ยังทำลายความเชื่อมั่นซึ่งกันและกันที่ได้สร้างขึ้นผ่านกลไกทวิภาคีอย่างร้ายแรงอีกด้วย" พลโทหญิง มาลีกล่าว
โฆษกกระทรวงกลาโหมกัมพูชายังเรียกร้องให้ฝ่ายไทยยุติการเผยแพร่รายงานที่ใส่ร้ายป้ายสีเหล่านี้ในทันที และกลับมาปฏิบัติตามกรอบความร่วมมือที่มีอยู่ทั้งหมดอย่างเคร่งครัด ครบถ้วนและซื่อสัตย์ นอกจากนี้ขอให้
ฝ่ายไทยปฏิบัติตามข้อ 8 ของแถลงการณ์ร่วม (Joint Statement) ลงวันที่ 27 ธ.ค. 2568 ซึ่งระบุไว้อย่างชัดเจนถึงความร่วมมือในการต่อต้านข่าวปลอม การยึดมั่นในข้อตกลงนี้ถือเป็นสิ่งสำคัญในการฟื้นฟูความเชื่อมั่นซึ่งกันและกัน และสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการแก้ไขข้อพิพาทโดยสันติวิธี ให้สอดคล้องกับกฎหมายระหว่างประเทศและสนธิสัญญาที่มีผลผูกพันระหว่างทั้งสองประเทศอย่างเคร่งครัด
"กระทรวงกลาโหมกัมพูชาขอเน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นที่แน่วแน่ จริงใจ และไม่เปลี่ยนแปลงของรัฐบาลกัมพูชา ในการเคารพและปฏิบัติตามแถลงการณ์ร่วมของการประชุมพิเศษครั้งที่ 3 ของคณะกรรมการชายแดนทั่วไปกัมพูชา-ไทย (GBC), ปฏิญญาร่วมว่าด้วยข้อตกลงสันติภาพระหว่างกัมพูชาและไทย เมื่อวันที่ 26 ต.ค. 2568 รวมถึงข้อตกลงอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดอย่างเต็มที่และซื่อสัตย์ เพื่อให้เกิดการฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว กลับคืนสู่สภาวะปกติ ตลอดจนความสงบเรียบร้อย เสถียรภาพ และสันติภาพที่ยั่งยืนยาวนาน" โฆษกกลาโหมกัมพูชาระบุ
ที่ จ.ตราด พลเรือเอก ไพโรจน์ เฟื่องจันทร์ ผู้บัญชาการกองทัพเรือ (ผบ.ทร.) เดินทางไปยังท่าเทียบเรือ ส.กฤตวัน ต.หาดเล็ก อ.คลองใหญ่ จ.ตราด ติดตามการซ้อมแผนฝึกภาคสนามอพยพเคลื่อนย้ายประชาชนจากพื้นที่วิกฤตทางทะเล ประจำปี 2569
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การซ้อมแผนในครั้งนี้ได้จำลองสถานการณ์ข้าศึกยิงกระสุนปืนใหญ่ตกในถนนสายสุขุมวิท ขาดเสียหาย ซึ่งเป็นถนนสายหลักที่สามารถเข้าออกตัวอำเภอคลองใหญ่เพียงเส้นทางเดียว ทำให้ประชาชน 22,000 คนในพื้นที่อำเภอคลองใหญ่ ที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัยไม่สามารถเดินทางออกจากพื้นที่ทางถนนได้ ทำให้ต้องอพยพทางทะเลเท่านั้น
พล.ร.อ.ไพโรจน์กล่าวว่า ภาพรวมการฝึกซ้อมแผนอพยพประชาชนออกจากพื้นที่วิกฤต กองทัพเรือมีความพร้อม 100% ในการรักษาความมั่นคงและการดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน
ถามถึงการเปิดด่าน ผบ.ทร.ยืนยันไม่มีการเปิดด่านแต่อย่างใด ภาพการเปิดประตูเล็กที่อาจเห็นในบางครั้ง เป็นเพียงการดำเนินการทางมนุษยธรรมและการผลักดันบุคคลที่กระทำผิดกฎหมายกลับประเทศเท่านั้น โดยเป็นขั้นตอนหลังจากที่ผู้กระทำผิดชาวไทยดำเนินคดีในฝั่งกัมพูชาเสร็จสิ้น หรือผู้กระทำผิดชาวกัมพูชาผ่านกระบวนการยุติธรรมในฝั่งไทยเสร็จสิ้นแล้ว จึงจะมีการส่งตัวกลับผ่านช่องทางดังกล่าว
ที่รัฐสภา คณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาศึกษาข้อดีข้อเสียการยกเลิก MOU 2543 และ MOU 2544 วุฒิสภา นำโดยนายนพดล อินนา ประธานคณะ กมธ. ได้เชิญเอกอัครราชทูตประเทศอาเซียน+3 (จีน เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น) รวมทั้งหมด 12 ประเทศ เข้ารับฟังข้อมูลการพิจารณายกเลิก MOU ทั้ง 2 ฉบับ และข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา
แจงทูตอาเซียน+3 เลิก MOU
นายนพดลบรรยายสรุปว่า จากสถานการณ์ความขัดแย้งตามแนวชายแดนระหว่างไทย-กัมพูชาที่ผ่านมา เป็นปัจจัยที่นำไปสู่แนวคิดที่ประเทศไทยควรจะยกเลิก MOU 2543 และ MOU 2544 ซึ่งหลังจากที่ กมธ.ฯ ได้พิจารณาศึกษาและรวบรวมข้อมูลจากการเชิญบุคคลที่เกี่ยวข้องจากกองทัพบก กองทัพเรือ และกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กระทรวงการต่างประเทศ รวมถึงการเดินทางไปศึกษาดูงาน เพื่อรับทราบข้อเท็จจริงในพื้นที่จังหวัดชายแดนทั้ง 7 จังหวัด ที่มีพื้นที่ติดชายแดนไทย-กัมพูชา ตลอดจนการเชิญผู้แทนจากกองทัพภาคที่ 1 กองทัพภาคที่ 2 และกระทรวงกลาโหม มาให้ข้อมูลเกี่ยวกับเหตุการณ์การปะทะตามแนวชายที่เกิดขึ้น ทำให้ กมธ.ได้รับทราบข้อมูลในเชิงลึกที่เป็นประโยชน์ต่อการพิจารณา
ประธาน กมธ.กล่าวว่า เรื่องที่กัมพูชาได้มีการละเมิดพื้นที่ของไทย โดยใช้ประชาชนชาวกัมพูชาบุกรุกพื้นที่หลายร้อยครั้ง โดยประเทศไทยได้มีหนังสือทักท้วงมาตลอด แต่กัมพูชาก็มักจะเพิกเฉย ขอยกตัวอย่างที่ชัดเจน 2 ประการ 1.พื้นที่บ้านหนองจานในจังหวัดสระแก้ว ซึ่งเป็นดินแดนของไทย แต่เมื่อปี พ.ศ. 2522 หลังสงครามในกัมพูชา ชาวกัมพูชาจำนวนมากหนีตายและหนีความอดอยากข้ามชายแดนเข้ามายังฝั่งไทย ในช่วงเวลาขณะนั้นรัฐบาลไทยร่วมกับองค์กรระหว่างประเทศ เช่น สำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้สี้ภัยแห่งสหประชาชาติ คณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ และสภากาชาดไทย ได้ให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและการคุ้มครองอย่างครอบคลุมแก่ชาวกัมพูชาหลายแสนคน ที่หนีภัยสงครามและการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์มายังชายแดนไทย โดยแจกจ่ายอาหาร ยารักษาโรค และคุ้มครองผู้ลี้ภัยตามค่ายต่างๆ เช่นค่ายหนองจาน ต่อมาค่ายแห่งนี้ได้ถูกปิด แต่ก็ยังคงมีชาวกัมพูชาที่ยังไม่ยอมย้ายออกไป และยึดครองพื้นที่บ้านหนองจานมาจนถึงก่อนเหตุการณ์การปะทะกันเมื่อเดือน ก.ค. 2568
ตัวอย่างที่ 2 ช่องอานม้าในจังหวัดอุบลราชธานี ด้วยความรู้สึกถึงความเป็นเพื่อนบ้านที่ดีและคำนึงถึงหลักมนุษยธรรม ประเทศไทยจึงได้ผ่อนปรนให้ชาวบ้านกัมพูชาเดินทางเข้ามาในพื้นที่เป็นการชั่วคราวเพื่อทำการค้าและขายสินค้าท้องถิ่น อย่างไรก็ตาม เมื่อเวลาผ่านไปกลับมีครัวเรือนประมาณ 200 ครัวเรือน ค่อยๆ เข้ามาตั้งถิ่นฐานอย่างถาวรภายในเขตแดนไทย
"นี่เป็นเพียง 2 ตัวอย่างจากพื้นที่อย่างน้อย 15 แห่ง ที่เกิดสถานการณ์ในลักษณะเดียวกันนี้ขึ้นบนผืนแผ่นดินไทยตลอดหลายปีที่ผ่านมา ดังนั้นภายใต้การพิจารณาศึกษาอย่างละเอียด รอบคอบ รอบด้านในทุกมิติ โดยยึดถือผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นสำคัญ อีกทั้งการเสียสละของทหารจะต้องไม่สูญเปล่า กมธ.ฯ จึงมีมติเป็นเอกฉันท์ที่จะยกเลิก MOU 2543 และ MOU 2544" ประธาน กมธ.ฯ กล่าว
นายนพดลกล่าวว่า การดำเนินการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบกไทย-กัมพูชาตาม MOU 2543 มีความคืบหน้าน้อยมากแม้เวลาได้ผ่านไปแล้วเกือบ 26 ปี ปัจจุบันการดำเนินการยังอยู่ในขั้นตอนที่ 1 จากทั้งหมด 5 ขั้นตอน ส่วนเหตุผลแห่งการยกเลิก MOU 2544 สาระที่สำคัญคือ เส้นเขตไหล่ทวีป พ.ศ. 2515 ของกัมพูชาเป็นการละเมิดอธิปไตยของไทยอย่างชัดแจ้ง ดังนั้นจึงไม่สมควรที่จะนำเส้นเขตดังกล่าวเข้ามาเป็นกรอบในการเจรจาใดๆ ทั้งสิ้น
ประธาน กมธ.ฯ กล่าวว่า กัมพูชาแสดงเจตนารมณ์อันชัดแจ้งว่าจะไม่ปฏิบัติตาม MOU ด้วย เห็นได้จากการที่ฝ่ายกัมพูชาได้เสนอร่างข้อตกลงการประชุมต่อประธานคณะทำงานร่วมทางเทคนิคฝ่ายไทยเมื่อวันที่ 16 ธ.ค. 2565 มีประเด็นที่สำคัญคือ การเสนอให้ทั้งสองประเทศแบ่งผลประโยชน์ในทรัพยากรปิโตรเลียมในพื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อนกันในเขตไหล่ทวีปในเปอร์เซ็นต์เท่ากัน คือ 50:50 ข้อเสนอดังกล่าวแสดงให้เห็นว่ากัมพูชาไม่มีเจตนารมณ์ที่จะแก้ไขปัญหา กัมพูชายังคงอ้างอธิปไตยเหนือเกาะกูดของไทย เมื่อพิจารณาหลักฐานต่างๆ แล้ว เห็นเป็นที่แน่ชัดว่ากัมพูชายังคงมีเจตนารมณ์ที่จะอ้างอธิปไตยเหนือเกาะกูดทั้งหมดหรืออย่างน้อยที่สุดครึ่งหนึ่งของเกาะ ดังนั้นกรอบการเจรจาไม่สามารถนำไปสู่ผลสัมฤทธิ์ได้
"จากเหตุผลที่กล่าวไปทั้งหมดนี้ หากในอนาคตรัฐบาลไทยได้ดำเนินการเพื่อยกเลิก MOU ทั้ง 2 ฉบับนี้ ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่านานาชาติคงจะเข้าใจถึงความจำเป็นในการดำเนินการดังกล่าว“ ประธาน กมธ.ฯ กล่าว.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
‘อนุทิน’คิวแน่น วันแรกฝรั่งเศส ถกIEA-ยูเนสโก
คณะนายกฯ ถึงกรุงปารีสแล้ว เริ่มภารกิจแรกทันที หารือ ผอ.ทบวงการพลังงานระหว่างประเทศ และ ผอ.ใหญ่ยูเนสโก “23 พ.ค.”
คน‘กทม.’86% พร้อมเลือกตั้ง ‘พ่อเมือง-สก.’
"พระปกเกล้าโพล" ชี้คนกรุงตื่นตัว 85.9 เปอร์เซ็นต์ไปเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.แน่นอน ส่องสเปก "สก." ในฝัน เน้นรู้จริง-แก้ปัญหาพื้นที่ได้-ซื่อสัตย์ "มาร์ค" เกทับ
กรมรางฟ้องคร่อมเลน นครบาลชี้มี19จุดเสี่ยง
กรมรางแจ้งความเอาผิดพวกคร่อมเลนแล้ว เผยเป็นการใช้กฎหมายใหม่ลงดาบ
ฟุ้งสมัคร‘ไทยช่วยไทย’ฉลุย
“อนุทิน” สั่งลุยเปิดเวทีรับฟังปัญหาเอกชนรายสาขาต่อเนื่อง กวักมือเรียกกลุ่ม SMEs คิวต่อไป
ซัดระบอบสีนํ้าเงิน ‘เท้ง’อัดกัดกินอนาคตชาติ/ปชป.ยื่นแก้รธน.สัปดาห์หน้า
“ณัฐพงษ์” ซัดครบรอบ 12 ปีรัฐประหาร แม้ไร้รถถังบนถนน
'สภาสูง' ตบหน้าเขมร! เปิดหลักฐานโชว์ 'ทูตอาเซียน+3'
วุฒิสภาไทยไม่ทนเฟกนิวส์เขมร 'กมธ.ยกเลิก MOU 2543-2544' เชิญทูตอาเซียน+3 แฉหลักฐานชายแดนไทย-กัมพูชา เตรียมใช้นโยบายเชิงรุกตอบโต้ หลัง 'ประธานมงคล' ตั้งคณะทำงานแล้ว

