ส่งคำชี้แจงพรก.กู้ถึงมือศาล

นายกฯ เผยตรวจคำชี้แจง พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาทแล้ว มั่นใจไม่ขัดรัฐธรรมนูญ ย้ำกู้ในประเทศดอกเบี้ยต่ำ เงินถึงมือประชาชนโดยตรงไม่มีตกข้างทาง ลั่นไม่ใช่หวังคะแนนนิยม เพราะจบไปแล้วตั้งแต่การเลือกตั้ง ปลื้ม ปชช.ตอบรับ "ไทยช่วยไทยพลัส" แห่ลงทะเบียน 25.1 ล้านสิทธิ เชื่อ 2 แสนล้านช่วยกระตุ้น ศก.-มีแรงจ่าย คลังกวักมือเรียกร้านค้าเข้าโครงการ ยกสถิติขายดีขึ้น 100-200%

เมื่อวันอังคารที่ 26 พฤษภาคม 2569 ถือเป็นวันสุดท้ายที่ศาลรัฐธรรมนูญได้ให้รัฐบาลส่งคำชี้แจงการออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ.2569 หรือ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท 

โดยมีรายงานจากสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) แจ้งว่า ได้รวบรวมเอกสารคำชี้แจงของ 5 หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วย  กระทรวงการคลัง, สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ, สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา, สำนักงบประมาณ และกระทรวงพลังงาน ซึ่งเป็นเอกสารชี้แจงกว่า 20 หน้า เพื่อตอบคำถาม 3 ข้อที่ศาลรัฐธรรมนูญได้สอบถามมา โดยนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีได้ตรวจสอบเรียบร้อยแล้ว และได้ส่งคำชี้แจงทางออนไลน์ให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ และ รมว.มหาดไทย ที่อยู่ระหว่างปฏิบัติภารกิจที่สาธารณรัฐฝรั่งเศสเรียบร้อยแล้วเช่นกัน และเมื่อนายกฯ เห็นชอบ สลค.จะให้เจ้าหน้าที่เร่งนำส่งคำชี้แจงดังกล่าวไปให้ศาลรัฐธรรมนูญภายในวันนี้ ตามเวลาราชการ เนื่องจากครบกำหนด 7 วันที่ศาลให้ส่งคำชี้แจง ส่วนถ้าหากศาลรัฐธรรมนูญเรียกให้บุคคลไปชี้แจงเพิ่มเติม ก็จะเป็นตัวแทนจาก 5 หน่วยงานดังกล่าวไปชี้แจง

ด้านนายอนุทินให้สัมภาษณ์เรื่องนี้ในการปฏิบัติภารกิจที่ฝรั่งเศสว่า เห็นร่างคำชี้แจงมา 2-3 ครั้งแล้ว เพื่อให้เกิดความสมบูรณ์ของเอกสารที่จะไปชี้แจงต่อศาลรัฐธรรมนูญ ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องได้พยายามทำการชี้แจงให้ได้ดีที่สุด แต่สิ่งที่เรามั่นใจที่สุดก็คือเราไม่ได้ทำโครงการนี้ขึ้นมาตามที่มีคนกล่าวอ้าง ว่าเราทำมาเพราะต้องการหาเสียง ทำมาเพราะต้องการเพิ่มความนิยม เพราะความนิยมของรัฐบาลนี้เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 8 ก.พ.แล้ว ประชาชนได้ตัดสินใจแล้วว่าจะให้รัฐบาลชุดนี้เข้ามาบริหารประเทศ เมื่อเราเข้ามาเราต้องทำงาน และสิ่งที่เราได้ดำเนินการใช้นโยบายการกู้เงิน ต้องดูด้วยว่าการกู้เงินตรงนี้ไม่ได้ก่อความเสี่ยงอื่นๆ เลย เป็นการกู้เงินในสกุลเงินบาท เป็นการกู้เงินภายในประเทศ เพื่อให้ประชาชนได้มีเงินหมุนเวียนในระบบเพิ่มมากขึ้น พ.ร.ก.เงินกู้ครั้งนี้ เงินทุกบาททุกสตางค์ถูกส่งไปถึงประชาชนโดยตรง ไม่ใช่หน่วยงานไหน กระทรวงไหน จะสร้างหรือลงทุนอะไรใช้เวลาลงทุน อีก 8 ปี 5 ปี 3 ปี ถึงจะเห็นผล ไม่มีสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น แต่ลงไปเพื่อกระตุ้นและเพื่อสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจให้ประชาชนและทางประเทศ

นายอนุทินยืนยันว่า การที่รัฐบาลตัดสินใจกู้เงินครั้งนี้ช่วยเหลือทุกฝ่าย ทางด้านระบบการเงินของเรา การที่เขาเอาเงินมาให้รัฐบาลกู้ หลักง่ายๆ ถ้าเขาไม่มีความมั่นใจ ใครจะให้กู้ การที่เขาให้รัฐบาลกู้ สิ่งที่ผู้ให้กู้มั่นใจว่าเงินกู้นี้ไม่เป็น NPL แน่นอน แต่เทอมที่รัฐบาลให้เป็นเงินกู้ระยะยาว 9 ปี 10 ปี เป็นดอกเบี้ยต่ำมาก แต่เป็นดอกเบี้ยที่กระตุ้นให้คนที่รับผิดชอบอยู่ ให้ความสนใจว่าถ้ามีคนเอาเงินมาให้กู้เท่านี้แล้วใส่เงินเข้าไปในระบบ แล้วจะตอบแทนกลับมาในรูปแบบของภาษี รูปแบบเงินหมุนเวียนในเศรษฐกิจ ความคล่องตัวในการใช้จ่ายเงินของประชาชน เราต้องคิดถึงประโยชน์ของประชาชนและประโยชน์ของประเทศเป็นหลัก ดอกเบี้ยที่ได้ ถ้ากลับมาในรูปแบบของภาษีเราจ่ายได้อย่างสบายๆ เราไม่ต้องกังวลเรื่องของอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ สิ่งเหล่านี้ขอให้เชื่อมั่นว่าพวกจะดูแลอย่างใกล้ชิด เงินทุกบาททุกสตางค์ต้องลงไปถึงมือของประชาชน ไม่มีตกข้างทาง เบี้ยบ้ายรายทาง เป็นดีลโดยตรงระหว่างรัฐบาลกับประชาชนที่เป็นเจ้าของรัฐบาล

เมื่อถามว่า ตรวจสอบดูแล้วมั่นใจจะไม่มีปัญหาหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า เจตนารมณ์ของศาลรัฐธรรมนูญเราไม่ไปก้าวล่วงว่าจะพิจารณาอย่างไร แต่เราก็มั่นใจว่าก่อนที่จะออกมาเป็นพระราชกำหนด ต้องผ่านการกรองในเรื่องของกฎหมาย ซึ่งต้องมั่นใจเป็นอย่างยิ่ง

“ถ้าถามรัฐบาล รัฐบาลไม่มีความกังวลใดๆ ว่าได้ทำการใดๆ ที่ขัดต่อกฎหมายหรือขัดต่อรัฐธรรมนูญ ถ้ามันขัดก็ทำไม่ได้ ทำไม่ได้ก็ไม่ทำ แต่นี่มันไม่ขัด มันเป็นสิ่งที่สมควรทำ ได้เทอม ได้เงื่อนไขต่างๆ ล้วนแต่เป็นปัจจัยบวก รัฐบาลต้องทำ ผู้ที่ได้รับประโยชน์สูงสุดจากการดำเนินการครั้งนี้คือประชาชน” นายกฯ กล่าว

นางณัฐฏ์จารี อนันตศิลป์ เลขาธิการคณะรัฐมนตรี กล่าวว่า สลค.จะเป็นผู้ถือเอกสารไปยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญ หลังจากนี้ขึ้นอยู่กับศาลว่าจะเรียกบุคคลให้ชี้แจงเพิ่มเติมหรือไม่

นายอนันต์ แก้วกำเนิด ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ กล่าวว่า ร่างคำชี้แจงได้ส่งไปแล้ว ซึ่งจะเป็นร่างคำแถลงชี้แจงในภาพรวม 

ด้านนายนพดล เภรีฤกษ์ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา กล่าวว่า ร่างคำชี้แจงดังกล่าวได้ส่งให้คณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจทานเรียบร้อยแล้ว

ขณะที่ นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.)  กล่าวว่า สภาพัฒน์ได้ดำเนินการกับกระทรวงการคลังและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งกระทรวงการคลังถือเป็นหน่วยงานหลักที่ดำเนินการในเรื่องนี้ และมีการส่งคำชี้แจงทั้งหมดไปยังนายปกรณ์เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา

ส่วนนายภราดร ปริศนานันทกุล รมต.ประจำสำนักนายกฯ กล่าวว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มอบหมายให้นายปกรณ์เป็นผู้รวบรวมคำชี้แจง  ส่วนความคืบหน้าเรื่องการอนุมัติโครงการใช้เงินกู้ตาม พ.ร.ก. 4 แสนล้านบาท ในส่วนวงเงิน 2.4 หมื่นล้านบาทที่ยังเหลืออยู่ในส่วนแรก 2 แสนล้านบาทนั้น ยังไม่มีการเสนอขอการใช้มายัง ครม. เนื่องจากเพิ่งผ่านไปเพียงโครงการเดียว ซึ่งต้องรอนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และ รมว.การคลัง เดินทางกลับจากต่างประเทศก่อน เนื่องจากต้องเสนอให้คณะกรรมการการกรองโครงการใช้เงินกู้ฯ ที่มีนายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลังเป็นประธาน ก่อนนำเสนอเข้าสู่ที่ประชุม ครม.อีกครั้ง

วันเดียวกัน นายกฯ กล่าวถึงการลงทะเบียนโครงการไทยช่วยไทยพลัส ซึ่งเหลือประมาณ 5.3 ล้านสิทธิว่า ต้องขอบคุณทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งกระทรวงการคลัง กระทรวงมหาดไทย ในเรื่องการยืนยันตัวบุคคลก่อนเข้าแอปพลิเคชันของการใช้สิทธิโครงการไทยช่วยไทยพลัส ต้องถือว่าเป็นสิ่งที่ประชาชนให้การตอบสนองต่อโครงการที่รัฐบาลตั้งใจผลักดันออกมาเพื่อกระตุ้นให้มีการใช้จ่าย และลดภาระค่าครองชีพประชาชน ซึ่งไม่ใช่คนละครึ่งแต่เป็น 60/40 น่าจะทำให้กระตุ้นการจับจ่ายใช้สอย ลดต้นทุนของประชาชน เสริมสร้างความมั่นคงด้านเศรษฐกิจ ซึ่งสิทธินี้ไม่เหมือนตอนคนละครึ่งที่มีเวลาเพียง 2 เดือน และหมดลงพร้อมวาระของรัฐบาล

ทั้งนี้ ขอวิงวอน แนะนำให้ประชาชนใช้ทุกเดือน หากไม่ใช้แล้วสะสมไม่ได้ นี่ไม่ใช่โครงการแจกเงิน แต่เป็นโครงการร่วมกัน หากพี่น้องประชาชนไม่ใช้ รัฐบาลก็ไม่ต้องเสีย ดังนั้นถ้าใช้จะเกิดแรงบวกสองเด้ง พี่น้องใช้ รัฐบาลสมทบ ซึ่งวงเงิน 2 แสนล้านบาทที่จะเข้าไปหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจภายในประเทศ จะต้องเกิดการกระตุ้นและทำให้มีแรงจ่าย อย่าไปดูว่าใช้เงินแค่นี้จะได้กี่มากน้อย ต้องดูคนทั่วไป

“ผมได้รับฟีดแบ็กที่ฟังแล้วว่าหากมีเวลา มีโอกาส จะต้องทำต่อให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ คือผู้ประกอบการ แม่ค้าแม่ขาย ที่ขายปลีก บอกว่าขายได้เยอะขึ้น บางคนได้ 5 เท่า 10 เท่า หมายถึงเกินจุดคุ้มทุน ที่เหลือคือกำไรของเขา ตรงนี้อยากขอให้พี่น้องประชาชนทุกคนช่วยกัน ถึงเรียกว่าไทยช่วยไทย พี่น้องช่วยใช้จ่าย 40% รัฐออก 60% แต่คนที่ได้คือคนที่เราไปซื้อของเขา เขาก็ไปซื้อต่อ ต่างคนต่างช่วยกัน ประเทศไทยก็จะมีฐานการเงินที่มั่นคงขึ้น ซึ่งผมก็รอถึงต้นเดือน มิ.ย. ที่เราจะเริ่มโครงการนี้ด้วยความกระวนกระวาย อยากเห็นการใช้จ่ายเงินพวกนี้เข้าในระบบให้เร็วที่สุด” นายอนุทินระบุ

นายเอกนิติกล่าวว่า ตอนที่ทำโครงการคนละครึ่งพลัส ก็พิสูจน์แล้วว่าร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการสามารถขายสินค้าได้มากขึ้น สามารถขยายยอดขายได้กว่า 100-200% จึงอยากชวนให้ร้านค้ามาเข้าโครงการนี้มากขึ้น

นายลวรณระบุว่า ขอเชิญชวนให้ร้านค้าเร่งกดยืนยันสิทธิเข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทยพลัส 60/40 เพื่อเริ่มขายสินค้าให้ผู้ได้สิทธิได้ทัน ซึ่งข้อมูลปัจจุบัน มีร้านค้าขนาดเล็กที่ลงทะเบียน 9.9 แสนร้านค้า เป็นร้านค้าจากโครงการคนละครึ่งพลัส เดิม 9.77 แสน ร้านค้าลงทะเบียนใหม่ 1.27 หมื่นร้านค้า โดยร้านค้าที่ผ่านการตรวจสอบผ่านคุณสมบัติแล้ว 9.83 แสนร้านค้า มีร้านค้ากดยืนยันสิทธิเข้าโครงการสำเร็จแล้ว 4.9 แสนร้านค้า ยังเหลืออีก 4.95 แสนร้านค้าที่ยังไม่เข้ามากดยืนยันสิทธิ

ด้านนายดนุชากล่าวว่า โครงการไทยช่วยไทยพลัสเป็นการลดค่าครองชีพ ส่วนผลของการไปช่วยพยุงเศรษฐกิจเป็นอีกเรื่องที่ช่วยขึ้นมา ซึ่งจากที่คำนวณไว้คาดว่าจะช่วยให้จีดีพีเพิ่มขึ้น 0.4% เพราะจะมีเงินกู้จาก พ.ร.ก.กู้เงินออกมาประมาณ 2 แสนล้านบาท

น.ส.ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ณ เวลา 17.00 น. วันที่ 26 พ.ค. มีประชาชนลงทะเบียนสะสมแล้วทั้งสิ้น 25,118,135 คน.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

นายกฯร่วมชมนิทรรศการแห่งประวัติศาสตร์ ฉลอง 170 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-ฝรั่งเศส

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม เวลา 18.00 น. ที่พิพิธภัณฑ์ Musée des Arts Décoratifs (MAD) กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส นาย

'แก้วตา' ตอก 'เท้ง' หน้าแหก! มโนระบอบสีน้ำเงินใหญ่กว่าภูมิใจไทย แค่พาตัวเองหนีจากอาชญากรรมทางการเมืองที่ตัวเองลงมือ

แก้วตา-ธิษะณา ชุณหะวัณ อดีต สส.กรุงเทพมหานคร พรรคประชาชน โพสต์ข้อความว่า การมโนว่า “ระบอบสีน้ำเงินใหญ่กว่าภูมิใจไทย