‘ชวน’แฉหนี้บุญคุณทำพัง

“ชวน” เตือนองค์กรอิสระ จะให้ประวัติซ้ำรอยหรือ ชี้หนี้บุญคุณที่นักการเมืองทำไว้ ทำให้องค์กรเหล่านี้ลังเลใจ  ลำบากใจ เพราะครั้นจะไม่ปฏิบัติตามก็ถูกกดดัน แฉการเมืองส่งคนตัวเองเข้าแทรกแซงหมด การแต่งตั้งข้าราชการก็ไม่ใช่ระบบรัฐสภา เป็นระบบประธานาธิบดี คือตั้งตามอำเภอใจ “โภคิน” ยอมรับอดีตทำผิดมาก  ช่วยหลายวัด วางศิลาฤกษ์ ทำเครื่องรางศักดิ์สิทธิ์ จนพระมาวิ่งเต้นขอตำแหน่ง

เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2569 คณะกรรมาธิการ (กมธ.) กิจการศาล องค์กรอิสระ  องค์กรอัยการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน  และกองทุน สภาผู้แทนราษฎร จัดสัมมนาในหัวข้อ “จับตาบทบาทองค์กรอิสระ ต่อวิกฤตการเมืองไทย” ในช่วงเช้ามีผู้ร่วมปาฐกถาพิเศษ ได้แก่ นายชวน หลีกภัย สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะอดีตนายกรัฐมนตรี, นายโภคิน พลกุล อดีตประธานรัฐสภา, นายสมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI)

นายชวนกล่าวว่า ในช่วงที่เริ่มการทำงานขององค์กรอิสระ อย่าง กกต.ชุดแรก ได้ลงโทษผู้ที่ทำผิดโดยไม่มีข้อสงสัยในความเชื่อถือ แต่เมื่อ กกต.ชุดหลังจากนั้นก็มีข้อครหาตามมา ซึ่ง กกต.ชุดที่ 2 ถูกจำคุกไป 3 คน  มาตรา 157 ละเว้นปฏิบัติหน้าที่ และหลังจากนั้นก็มี กกต.บางชุดมีข้อครหาว่าเรียกรับเงิน เปลี่ยนใบแดงเป็นใบเหลือง หรือเปลี่ยนใบเหลืองเป็นใบเขียว ซึ่งมีราคาที่ต้องจ่าย  และด้วยการเกิดขึ้นขององค์กรอิสระมีผลต่อการเมืองในระบอบประชาธิปไตย คือเรื่องการตรวจสอบที่เข้มข้นเพื่อให้ประสิทธิภาพการปกครองนี้สมบูรณ์ อำนาจอธิปไตย 3 อำนาจ สถาบันเดียวที่มั่นคงตลอดคือตุลาการ แม้จะมีการยึดอำนาจ แต่ก็ไม่สามารถก้าวล่วงการทำงานของตุลาการได้เลย ดังนั้น ไม่ว่าการเมืองจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร อำนาจตุลาการก็ยังคงความเข้มข้น ทั้งศักยภาพและบทบาทหน้าที่ไว้อย่างน่าชื่นชม

อดีตนายกฯ กล่าวว่า เมื่อองค์กรอิสระเกิดขึ้น อำนาจการตัดสินก็เปลี่ยนแปลงไปในบางเรื่อง การตัดสินบางอย่างจบลงที่องค์กรเหล่านี้ ยกเว้นบางกรณีที่จะต้องส่งศาลเป็นผู้วินิจฉัย แต่จุดเริ่มต้นของการสืบสวนองค์กรอิสระจะต้องเป็นผู้สืบสวน และเมื่อตนพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีไปแล้ว รัฐบาลใหม่เข้ามา การแทรกแซงก็เริ่มเกิดขึ้น และฝ่ายบริหารล่วงละเมิดอำนาจอธิปไตยฝ่ายตุลาการ ด้วยการฆ่าตัดตอน คือฝ่ายบริหารเข้าไปตัดสินคดีความแทนตุลาการคือการส่งตำรวจไปฆ่าตัดตอนคนร้ายที่ภาคใต้

อย่างไรก็ตาม ด้วยเงื่อนไขขององค์กรอิสระก็มีการตรวจสอบอย่างเข้มข้น แต่กลับมาเลวร้ายเนื่องจากการแทรกแซงของฝ่ายการเมือง และวันนี้ก็กำลังจะกลายเป็นโจทก์  เช่น การพิจารณางบประมาณปี 2570 จึงมีการคัดค้านไม่ให้จัดงบประมาณให้กับ กกต.   เพราะองค์กรอิสระต้องเพิ่มคนอีกหลายพันคน ล้วนเป็นต้นทุนที่เพิ่มภาระกับภาษีของรัฐ   ดังนั้น องค์กรเหล่านี้จึงเป็นภาระที่เกิดขึ้นกับบ้านเมือง ถ้าองค์กรเหล่านี้ไม่ทำหน้าที่ตามบทบาทหน้าที่ที่ให้เป็นองค์กรสำหรับการเสริมสร้างระบบประชาธิปไตยให้มีประสิทธิภาพ องค์กรเหล่านี้ก็จะล้มเหลว  การแทรกแซงของฝ่ายการเมืองขณะนี้รุนแรงจนน่าตกใจ มีคดีเกิดขึ้นหลายเรื่อง

“ท่านจะเอาประวัติศาสตร์ซ้ำรอยหรือ แต่หนี้บุญคุณที่นักการเมืองทำไว้ ทำให้องค์กรเหล่านี้ผมเชื่อว่าลังเลใจ ลำบากใจ เพราะครั้นจะไม่ปฏิบัติตามก็ถูกกดดัน การแทรกแซงไม่ใช่เฉพาะในองค์กรอิสระ ความจริงแล้วทุกองค์กรส่งคนตัวเองเข้าไปอยู่หมด ทั้งหมดเป็นการเข้าไปยึดครองอย่างน่าตกใจ  และแน่นอนการแต่งตั้งข้าราชการก็เพื่อไม่ใช่ระบบรัฐสภา เป็นระบบประธานาธิบดี คือตั้งตามอำเภอใจและอยู่นาน” นายชวนกล่าว

นายชวนกล่าวว่า โดยสรุปการเมืองในระบบประชาธิปไตยที่มีองค์กรอิสระ เป็นไปในทางบวกมาโดยตลอด การตรวจสอบเข้มข้นดีขึ้น แบ่งเบาภาระของศาลยุติธรรมไปได้มาก แต่ในที่สุดการเมืองที่มีธุรกิจการเมืองเข้ามาแทรกแซง คนเหล่านี้เป็นนักการเมืองที่มองเส้นทางการเมืองเป็นธุรกิจลงทุน ซื้อ สส. ซื้อเสียง และหักกำไร ดังนั้น ทุกเรื่องจึงมีประโยชน์เข้าไปเกี่ยวข้อง ถ้าการเมืองในระบบที่มีองค์กรอิสระไม่สามารถตรวจสอบได้ องค์กรอิสระที่ใช้งบประมาณปีละกว่า 20,000 ล้านบาท และงานที่ทำอยู่ตอบสนองต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตยหรือไม่ ถ้าเราจะคุ้มครองปกป้องระบอบนี้ไว้ เราก็ต้องทำให้การปกครองนี้มีประสิทธิภาพอย่างแท้จริง นั่นคือผู้บริหารต้องยึดมั่น ซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์

“องค์กรอิสระจะประสบความสำเร็จได้จริงต้องยึดหลักความซื่อสัตย์เป็นที่ประจักษ์ และยึดมั่นตามหลักธรรมาภิบาลเที่ยงตรง โดยไม่ไปเกรงใจใคร เพราะรู้ว่าความเกรงใจ ที่ทำให้ กกต.ชุดหนึ่งต้องลงเอยอย่างน่าเสียดาย สังคมไทยต้องมีข้อไม่เกรงใจรวมอยู่ด้วยเพื่อบ้านเมือง องค์กรอิสระต้องตอบแทนบุญคุณด้วยวิธีอื่น อย่าเอาประโยชน์ของชาติไปตอบแทนบุญคุณ ถึงท่านได้เป็นเพราะเขาช่วยก็ตาม แต่บัดนี้ท่านได้เป็นก็ต้องทำหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดไว้ ต้องยึดหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา และเชื่อว่าองค์กรอิสระเป็นประโยชน์ต่อการปกครองได้อย่างแท้จริง” นายชวนกล่าว

ด้านนายโภคิน พลกุล อดีตรองนายกรัฐมนตรี และอดีตประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า รัฐธรรมนูญฉบับปี 60 มีนิยามว่า เป็นฉบับปราบโกง แต่ตนพูดเสมอว่ามันคือฉบับสืบทอดอำนาจ แค่ใส่แบรนด์ให้มันดูดี  เพราะที่ผ่านมารัฐธรรมนูญหลายฉบับคือเครื่องมือของผู้ยึดอำนาจ ดังนั้น ไม่ว่ารัฐธรรมนูญ หรือแม้แต่แผนพัฒนาเศรษฐกิจ ที่เขียนถ้อยคำหรูเป็นวาทกรรมให้ดูดี ดูมีหลักการ แต่สุดท้ายคนที่ยึดอำนาจไม่ได้ต้องการตามนั้น เพราะอยู่ในระบบอำนาจนิยมอุปถัมภ์ และใช้รัฐราชการเป็นเครื่องมือค้ำจุนอำนาจ และเมื่อเวลาได้อำนาจรัฐ ก็หลงกับกลไกของระบบอำนาจนิยม ผลประโยชน์ต่างๆ เข้ามา พอกลัวการตรวจสอบ ก็ต้องเข้าไปควบคุมองค์กรที่ตรวจสอบ เพื่อให้มาเป็นเครื่องมือ นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นกับประเทศมาตลอด 94 ปี

นายโภคินกล่าวว่า ผลลัพธ์ของประชาธิปไตยที่บิดเบี้ยว คือการเมืองทุกระดับไปจนถึงท้องถิ่นในปัจจุบันนี้ มีการทุจริตหมด ในยุคที่ผ่านยังมียางอาย แต่วันนี้ไม่มียางอาย ผู้มีอำนาจจะทำยังไงก็ได้ จะเล่นแบบนี้ ทำแบบนี้ จะโยกย้ายคนแบบนี้ ใครจะทำไม ส่วนประชาชนก็ทำได้แค่ตาปริบๆ ระบบรัฐราชการจึงเครื่องมือที่รับใช้ผู้มีอิทธิพล ทั้งทางการเมือง ธุรกิจผูกขาด  ธุรกิจพรรคพวก หรือแม้กระทั่งพวกสีเทาสีดำ  ผลที่ตามมาคือทำให้เกิดการทุจริตคอร์รัปชัน

“ภายใต้ระบบอำนาจนิยมและระบบราชการ ประชาชนถูกมอมเมาให้ยึดติดกับลัทธิบูชาตัวบุคคล เชื่อในปาฏิหาริย์ หวังพึ่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เทวดา ผี เครื่องรางของขลัง  และต้องการฮีโร่มาปราบสิ่งต่างๆ ดังนั้น เมื่อประชาชนทั้งตัวเล็ก จน และงมงาย เขาจะไม่พัฒนาตัวเอง ไม่ลุกขึ้นต่อสู้เพื่อสิ่งที่ถูกต้องในระบอบประชาธิปไตย แต่จะยอมเป็นเครื่องมือของพลังสีเทาทั้งหลาย” 

นายโภคินกล่าวต่อว่า ยอมรับว่ารู้สึกอึดอัดกับเรื่องนี้ สมัยก่อนก็ช่วยหลายวัด ไปวางศิลาฤกษ์ ทำเครื่องรางศักดิ์สิทธิ์มาก็เยอะ วันนี้รู้สึกว่าในอดีตทำผิดมาก สมัยที่ตนเป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พระก็มาวิ่งเต้นเรื่องพัดยศ เพราะระบบของประเทศเรา ยศของพระตั้งโดยฆราวาส พระก็ไม่ได้อยากจะหลุดพ้น แต่อยากมีตำแหน่งในทางพระ ดังนั้น แม้แต่พระก็ยังถูกครอบงำด้วยระบบอำนาจนิยมและระบบอุปถัมภ์ ไม่ได้ถูกครอบงำด้วยหลักศาสนา เมื่อพระเป็นแบบนี้ แล้วฆราวาสจะรอดหรือ สรุปแล้วทั้งทางโลกและทางธรรม ก็เดินแนวทุจริตเหมือนกัน และถ้าขนาดพระยังไม่รอด แล้วองค์กรอิสระจะรอดหรือ

ด้านนายสมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) กล่าวปาฐกถาว่า ปัจจุบันในหลายประเทศ พบว่าการแบ่งแยกอำนาจสามฝ่าย ประกอบด้วย ฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายบริหาร และฝ่ายตุลาการ ไม่เพียงพอต่อการปกป้องประชาธิปไตยตามรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะในโลกที่การเมืองถูกครอบงำโดยพรรคการเมือง เพราะฝ่ายบริหารมีแนวโน้มที่อยากจะรวบอำนาจใช้งบประมาณเพื่อสร้างฐานเสียงและมีแรงจูงใจทุจริตคอร์รัปชัน

“การมีองค์กรอิสระสามารถทำให้ดีได้ แม้จะไม่ใช่เรื่องง่ายก็ตาม สภาพแวดล้อมทางการเมืองมีความสำคัญมากกว่าการออกแบบองค์กรอิสระ ในสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม องค์กรอิสระมักจะถูกแทรกแซง หรือเป็นเครื่องมือที่จะจัดการกับศัตรูทางการเมืองเสียเอง”

นายสมเกียรติกล่าวว่า การออกแบบองค์กรอิสระของไทยมีจุดที่ทำให้ล้มอย่างน้อย 2 จุด คือ กระบวนการสรรหา และวุฒิสภา ซึ่งเป็นคนคุมประตูการแต่งตั้งองค์กรอิสระทั้งหมด หากในอนาคตจะมีการแก้รัฐธรรมนูญ ไม่ว่าจะมีวุฒิสภาต่อหรือไม่  เราไม่ควรปล่อยให้มีจุดอ่อนเดียวล้มทั้งระบบ จึงต้องกระจายแนวทางการสรรหาองค์กรอิสระให้มีความแตกต่างกัน เพื่อให้ทำหน้าที่เป็นเครือข่ายตรวจสอบซึ่งกันและกัน

นายสมเกียรติกล่าวว่า เสนอให้มีกลไกการถอดถอนองค์กรอิสระในหลายเส้นทาง  เปิดทางเลือกอื่นให้มีการฟ้องร้องตรงกรณีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองกระทำความผิดต่อศาลฎีกา กำหนดให้มีการถอดถอนที่ใช้งานได้จริงและมีความโปร่งใส โดยให้ประชาชนเข้าชื่อ ที่ผ่านมาวิกฤตของ กกต.เกิดขึ้นจากการไม่มีความพร้อมให้มีการตรวจสอบ เพราะไม่ได้ให้ข้อมูลที่ละเอียดเพียงพอ ไม่ได้ให้เปิดเผยข้อมูล เมื่อมีกรณีสงสัยกลับหลีกเลี่ยงการสนทนากับสังคม และไม่ได้ให้คำอธิบายในการตัดสินใจ ทั้งในกรณีการสรรหา สว.ที่เป็นปัญหาและการเลือกตั้ง สส. จึงเกิดคำล้อเลียน “กกตหค.” ซึ่งตนแปลอย่างสุจริตว่า “กลัวการตอบห่วงใคร”

นายสมเกียรติกล่าวอีกว่า ระบบการสรรหาของไทย สว. ซับซ้อนและไม่เคยมีมาก่อน ดังนั้น กกต.ก็ไม่ควรแบกรับภาระในการตัดสินชี้ขาดด้วยตนเอง การส่งสำนวนให้ศาลฎีกาจะเป็นการนำเอาพยานหลักฐานเข้าสู่ระบบการไต่สวนที่โปร่งใส เปิดโอกาสให้มีการซักค้าน ให้ศาลเป็นผู้วางบรรทัดฐานทางกฎหมายว่า พฤติกรรมแบบไหนเป็นการล้ำเส้นล้ำกติกา แต่หาก กกต.เลือกที่จะยุติเรื่องโดยไม่ส่งให้ศาลตัดสิน ก็น่าจะเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ปกป้องความชอบธรรมของ สว. สะท้อนว่า กกต.ไม่ได้ทำหน้าที่เป็นองค์กรผู้พิทักษ์.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

นายกฯ สั่ง 18 รัฐมนตรี เคลียร์คิวเข้าสภารับศึกซักฟอก 7-11 ธ.ค.

นายกฯ สั่ง 18 รัฐมนตรี เคลียร์คิวอยู่ร่วมศึกซักฟอก 7-11 ธ.ค. เผย พร้อมตั้งแต่ 6 ธ.ค. ยัน อยู่ฟังอภิปรายตลอด แม้ 8 ธ.ค. นายกฯ มาเลเซีย เยือนไทย เชื่อบริหารจัดการได้ ลั่นรัฐบาลพร้อมแจงทุกข้อกล่าวหาด้วยพยานหลักฐาน

รัฐประหาร 8 พฤศจิกายน และ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2490 (ตอนที่ 27): คณะรัฐมนตรี คณะที่ 19 เป็นรอยัลลิสต์ จริงหรือ ? : พลอากาศตรี มุนี มหาสันทนะ เวชยันต์รังสฤษฎ์

หลังรัฐประหาร 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2490 ในวันที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2490 ได้มีประกาศพระบรมราชโองการแต่งตั้งคณะรัฐมนตรี คณะที่ 19 (11 พฤศจิกายน 2490 – 21 กุมภาพันธ์ 2491)

'บรรลัยธิปไตย'

การเมืองไทยนี่ก็แปลกดีนะครับ บางวันดูแล้วเหมือนรายการตลก