ดีเดย์ใช้ไทยช่วยไทย คลังย้ำ6โมงเงินเข้า39.2ล้านคน/มาร์คหวัง4มิ.ย.ผุด‘กมธ.’

ดีเดย์ 6 โมงเช้าใช้จ่ายโครงการไทยช่วยไทยพลัส 60-40 “คลัง” ยันกรุงไทยพร้อมรองรับ ย้ำรัฐเติมเงินให้วันละ 200 บาท เดือนละ 1 พัน เหลือไม่มีสมทบ “ปลัดคลัง” บอกบัตรคนจนรูดได้เลยไม่ต้องจ่ายเพิ่ม “มาร์ค” ยัน 4 มิ.ย.ชงตั้ง กมธ.วิสามัญติดตามเงินกู้แน่ โอดรัฐบาลไม่แยแสเสียงฝ่ายนิติบัญญัติ

เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2569 น.ส.ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า โครงการไทยช่วยไทยพลัส 60/40 จะเปิดใช้อย่างเป็นทางการ ตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย.2569 เป็นต้นไป เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพของประชาชน กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก และเพิ่มสภาพคล่องให้ร้านค้ารายย่อยทั่วประเทศ โดยประชาชนสามารถเริ่มใช้งานได้ผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตังตั้งแต่เวลา 06.00 น. เป็นต้นไป โดยกดแบนเนอร์ไทยช่วยไทยพลัสและตรวจสอบวงเงินเริ่มต้นที่ได้รับสิทธิ์

สำหรับขั้นตอนการใช้จ่าย ประชาชนต้องเติมเงินเข้า G-Wallet จากนั้นให้ร้านค้าเปิดแอปพลิเคชันถุงเงินเพื่อสร้าง QR Code และประชาชนใช้แอปเป๋าตังสแกนชำระเงิน โดยระบบจะคำนวณสัดส่วนร่วมจ่ายอัตโนมัติ ก่อนยืนยันรายการด้วยรหัส PIN 6 หลัก ทั้งนี้ โครงการใช้หลักการร่วมจ่ายในสัดส่วนรัฐช่วย 60% ประชาชนจ่ายเอง 40% และสนับสนุนวงเงินไม่เกิน 200 บาทต่อวัน และสูงสุดไม่เกิน 1,000 บาทต่อเดือน โดยวงเงินจะตัดยอดทุกสิ้นเดือนและไม่สามารถสะสมข้ามเดือนได้ ทั้งนี้ โครงการจะเปิดให้ใช้สิทธิ์ตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย.-30 ก.ย.2569

นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง ระบุว่า กระทรวงการคลังพร้อมเติมเงินโครงการไทยช่วยไทยพลัส 1,000 บาท แก่ผู้ได้สิทธิ์รวมกว่า 39.2 ล้านคน ทั้งกลุ่มผู้ได้สิทธิ์สวัสดิการแห่งรัฐ 13.18 ล้านคน และผู้ลงทะเบียนผ่านโครงการ 60/40 อีก 26.04 ล้านคน ให้สามารถเริ่มใช้จ่ายพร้อมกันตามเงื่อนไขได้ตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย.2569 ตั้งแต่เวลา 6 โมงเช้า จนถึง 23.00 น. ของทุกวัน

 “เงื่อนไขการใช้จ่ายของผู้ถือสิทธิ์สวัสดิการ 13.18 ล้านคน สามารถใช้จ่ายวงเงิน 1,000 บาทได้ โดยไม่ต้องใช้เงินของตัวเองร่วมจ่าย ในการซื้อสินค้าที่จำเป็นกับร้านธงฟ้าราคาประหยัด แต่ไม่สามารถถอนหรือแลกเป็นเงินสดได้ ส่วนผู้ได้สิทธิ์ไทยช่วยไทยพลัสมีเงื่อนไขว่าทุกการใช้จ่าย รัฐบาลจะช่วยออกให้ 60% และประชาชนจ่ายเอง 40% ผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตัง พร้อมกับจำกัดวงเงินรายวันรัฐช่วยจ่ายสูงสุดไม่เกิน 200 บาทต่อคน และไม่เกิน 1,000 บาทต่อเดือน”

นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ขอเชิญชวนประชาชนใช้สิทธิ์โครงการไทยช่วยไทยพลัสที่จะเปิดให้ใช้จ่ายได้ในวันที่ 1 มิ.ย.2569 เป็นวันแรก โดยธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ได้เตรียมความพร้อมของระบบเพื่อรองรับการใช้จ่ายผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตังไว้แล้ว ประชาชนสามารถเตรียมเติมเงินเข้า G-Wallet ไว้ล่วงหน้าก่อนวันเริ่มใช้จ่าย หรือทยอยเติมเงินได้ตลอด 24 ชั่วโมง และสามารถซื้ออาหารหรือเครื่องดื่มจากร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ ผ่านผู้ให้บริการระบบขนส่งอาหาร (ฟู้ดเดลิเวอรี) ได้ตั้งแต่วันที่ 15 มิ.ย.-30 ก.ย.2569 ในเวลา 06.00-21.00 น.

นายวินิจยังกล่าวถึงความคืบหน้าของการลงทะเบียนร้านค้าในโครงการว่า จากข้อมูลสะสม ณ วันที่ 31 พ.ค.2569 มีร้านค้าที่ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการสำเร็จแล้ว 721,644 ร้านค้า โดยเป็นร้านค้ารายเดิม 659,913 ร้านค้า และร้านค้ารายใหม่ 61,731 ร้านค้า ซึ่งส่วนนี้มีร้านค้าที่อยู่ระหว่างขั้นตอนการสมัคร/ยืนยันสิทธิ์ 329,454 ร้านค้า แบ่งเป็นรอให้ร้านค้าเข้ามากดยอมรับหลักเกณฑ์และเงื่อนไขโครงการ 325,844 ร้านค้า และรอดำเนินการตรวจสอบ 3,610 ร้านค้า โดยผู้ประกอบการร้านค้าที่เคยเข้าร่วมโครงการคนละครึ่งพลัส สามารถยืนยันสิทธิ์เพื่อเข้าร่วมโครงการได้ถึงวันที่ 30 ก.ย.2569 สำหรับร้านค้าที่ไม่เคยเข้าร่วมโครงการคนละครึ่งพลัส สามารถลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการได้ถึงวันที่ 31 ก.ค.นี้

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ให้สัมภาษณ์ถึงโครงการไทยช่วยไทยพลัสที่มียอดผู้ลงทะเบียนทั้งสิ้น 26 ล้านคนว่า การใช้สิทธิ์ในโครงการลักษณะนี้หลายครั้งที่ผ่านมา ก็ไม่ได้เต็มจำนวนอยู่แล้ว แต่ตัวเลข 26 ล้านคนก็ถือว่าไม่น้อย สิ่งที่สำคัญก็คือรัฐบาลกำลังทุ่มเททุกอย่างไปกับโครงการนี้ แต่ว่าที่เราพูดมาตลอด คืออยากเห็นการแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุตั้งแต่แรกจะเป็นการแก้ปัญหาที่ถูกจุดมากกว่า นั่นคือรัฐบาลมีศักยภาพลดราคาน้ำมัน ราคาพลังงาน ซึ่งจะช่วยเรื่องต้นทุนได้ และทุกอย่างจะคลี่คลายไปได้ง่ายกว่า

“เมื่อรัฐบาลเดินไปในทางนี้ ก็ต้องหาทางให้ได้ผลเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่พรรคประชาธิปัตย์กังวลว่าจะกระตุ้นเพียงแค่ 4 เดือน หลังจากนั้นหากข้าวของยังแพงอยู่ รัฐบาลจะแก้ปัญหาอย่างไร เพราะใช้เงินกู้ไปถึง 1.7 แสนล้านบาทแล้ว ทำให้หนี้สาธารณะขยับเข้าไปใกล้เพดาน” นายอภิสิทธิ์กล่าว

เมื่อถามว่า จะเริ่มใช้เงินในวันที่ 1 มิ.ย.นี้แล้ว แต่การตรวจสอบของฝ่ายนิติบัญญัติก็ยังไม่ยอมบรรจุญัตติในการตั้งกรรมาธิการตรวจสอบการใช้เงินกู้ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ในวันที่ 4 มิ.ย.นี้ เรื่องนี้จะเข้าสู่ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งพรรคจะพยายามอย่างเต็มที่จะให้มีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อติดตามตรวจสอบการใช้เงินกู้ของรัฐบาล

“ส่วนตัวยังมีความหวังว่ากรณีเงินกู้ จะสามารถตั้งกรรมาธิการวิสามัญได้ เนื่องจากรัฐบาลใช้เงินจำนวนมาก ที่ไม่ได้อยู่ในระบบงบประมาณ แต่หากไม่สามารถตั้งกรรมาธิการวิสามัญได้ พรรคก็จะเดินหน้าตรวจสอบกรรมาธิการผ่านกรรมาธิการสามัญ การเงินการคลัง ซึ่งขณะนี้งานก็ล้นมือ” นายอภิสิทธิ์กล่าว และว่า สภาชุดนี้ รัฐบาลมักจะไม่ยอมให้มีการตั้งกรรมาธิการ เราก็ต้องบอกตรงๆ ว่าผิดหวัง ที่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งไม่ให้ความสำคัญกับตัวแทนของประชาชนไปมีส่วนร่วมในการติดตามตรวจสอบโครงการต่างๆ

รศ.ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ สส.กรุงเทพฯ พรรคประชาชน (ปชน.) และรองประธาน กมธ.การเงินฯ กล่าวว่า การเก็บภาษีเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับอำนาจทางการเมือง เกี่ยวกับนโยบายของรัฐบาลและการผ่านกฎหมายโดยสภา ซึ่งพรรคการเมืองและนักการเมืองส่วนใหญ่มักหลีกเลี่ยงนโยบายที่เกี่ยวข้องกับการขยายฐานภาษีหรือขึ้นภาษี เพราะไม่อยากเสียคะแนนนิยม แต่หากไทยไม่มีการปฏิรูปภาษี และปล่อยให้ประเทศมีปัญหารายได้ไม่เพียงพอต่อรายจ่ายงบประมาณประจำปี เราก็ต้องไปกู้เงินไปเรื่อยๆ หนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนเกิดวิกฤตหนี้สินได้ในอนาคต เราอาจต้องลดการลงทุนเพื่อพัฒนาประเทศ ลดค่าใช้จ่ายประจำ ลดสวัสดิการ ในที่สุดผู้ที่ได้รับผลกระทบคือประชาชน

รศ.ดร.อนุสรณ์ระบุว่า ไทยสูญเสียโอกาสจากการจัดเก็บภาษีเงินได้ต่ำกว่าศักยภาพทางเศรษฐกิจ เก็บได้ 14.7% ของจีดีพี ค่าเฉลี่ยของประเทศรายได้ปานกลางระดับสูงอยู่ที่ 18% หากขึ้นไปถึงระดับค่าเฉลี่ย เราจะมีเงินรายได้ภาษีเพิ่ม 500,000 ล้านบาทต่อปี เพื่อนำมาพัฒนาประเทศ ดูแลสวัสดิการของประชาชน ลงทุนให้เศรษฐกิจเติบโตเต็มศักยภาพ โดยการจะเพิ่มสัดส่วนรายได้ภาษีต่อจีดีพีให้อยู่ในระดับ 18% นั้นต้องสร้างแรงจูงใจให้ทุกคนเข้ามาอยู่ในระบบภาษี โดยพัฒนาระบบภาษีเชิงลบ ซึ่งจะทำให้เราสามารถจัดสวัสดิการได้ตรงเป้าหมายมากขึ้น สามารถลดความเหลื่อมล้ำลงได้ทั้งระบบ

รศ.ดร.อนุสรณ์กล่าวอีกว่า รัฐบาลมักมุ่งเน้นการเสนองบประมาณรายจ่าย แต่ขาดความโปร่งใสในการแสดงประมาณการรายได้ต่อฝ่ายนิติบัญญัติ ฉะนั้นควรมีกำกับให้รัฐบาลต้องแถลงแผนรายได้ควบคู่กับรายจ่ายอย่างเป็นระบบ ควรศึกษาเพื่อปรับลดภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาอัตราภาษีสูงสุดลงมาให้ใกล้เคียงกับอัตราภาษีนิติบุคคล โดยไปจัดเก็บภาษีจากฐานทรัพย์สิน ทั้งภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ภาษีมรดก ภาษีสิ่งแวดล้อม ภาษีลาภลอย มาชดเชยแทน รวมทั้งพัฒนาหน่วยงานจัดเก็บภาษีของกระทรวงการคลังให้เป็นหน่วยงานกึ่งอิสระ แยกหน้าที่ด้านนโยบายและการบริหารจัดเก็บออกจากกัน สามารถบริหารงานด้วยมืออาชีพและยืดหยุ่นกว่าเดิม เพิ่มความโปร่งใส เพิ่มประสิทธิภาพและลดการแทรกแซงทางการเมือง. 

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ทุ่มบัตรทอง ปลูกถ่ายตับ เปลี่ยนหัวใจ

30 บาทเฮ! รัฐบาลเผยบอร์ด สปสช.ไฟเขียวเพิ่มอัตราจ่าย “ปลูกถ่ายตับ-เปลี่ยนหัวใจ” บัตรทอง เพิ่มโอกาสเข้าถึงการรักษาของผู้ป่วย ระบุใช้งบประมาณประหยัดจากการปรับอัตราชดเชยค่ายากดภูมิ