จ่อเรียก‘ไชยชนก’ชี้แจง พิรุธTH-AIส่อฮั้วประมูล

"โรม" จ่อเชิญ "ไชยชนก" เข้าแจง กมธ.โครงการ TH-AI Passport สงสัยทุจริต-ล็อกสเปก หลังพบพิรุธบริษัทน้ำมันมีเอี่ยวทั้งที่ทำเรื่องพลังงาน ขณะที่ ปธ.กมธ.ปปง.ชี้งบฯ 1.6 พันล้านส่อฮั้วประมูล ผู้ชนะประกวดราคาเสนอต่ำกว่าราคากลางเพียง 1.5% จี้ "ดีอี-กรมบัญชีกลาง" ส่งเอกสารให้ภายใน 5 วัน ด้านรัฐบาล ปรับงบต้านทุจริตเน้นเทคโนโลยี-เปิดข้อมูลรัฐ ลดช่องโกง

ที่รัฐสภา วันที่ 4 มิถุนายน นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร รับหนังสือจากสมาคมส่งเสริมการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐภาคประชาชน โดยขอให้ตรวจสอบข้อมูลในโครงการยกระดับทักษะด้านดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์เพื่อคนไทย หรือ Thailand AI Passport ของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) 

นายรังสิมันต์กล่าวว่า โครงการนี้เป็นโครงการที่น่าสงสัยอยู่แล้ว มองได้ว่าอาจจะเชื่อมโยงกับทุจริตคอร์รัปชัน  ซึ่งผู้ร้องได้ระบุผู้ถูกร้องเรียนและผู้ที่เกี่ยวข้องหลายท่าน  จากข้อมูลพบว่าบางบริษัทเป็นบริษัทน้ำมัน หากเป็นไปตามนั้นจริงคงเป็นเรื่องแปลกประหลาด บริษัทที่มีวัตถุประสงค์หลักทำเกี่ยวกับเรื่องพลังงานเข้ามาเกี่ยวข้องกับโครงการนี้ ซึ่ง กมธ.จะมีการตรวจสอบต่อไป เนื่องจากเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ของสังคม ทั้งเรื่องการจัดซื้อจัดจ้าง TOR ที่อาจจะล็อกสเปก ตามที่นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้มีการตอบคำถามผ่านกระทู้ในสภาฯ แต่รายละเอียดจริงๆ อาจจะไม่ตรงกับที่รัฐมนตรีตอบ

เมื่อถามว่า จะมีการเรียกหรือเชิญรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องเข้ามาให้ข้อมูลหรือไม่ นายรังสิมันต์กล่าวว่า โดยทั่วไปต้องเชิญรัฐมนตรีแต่ยังระบุวันไม่ได้ โดยกรณีของนายไชยชนกมีหลายเรื่อง คงจะมีการติดตามตรวจสอบทำหนังสือเรียกให้นายไชยชนกมาชี้แจง กมธ.ต่อไป ส่วนจะไปไกลถึงการออกคำสั่งเรียกหรือไม่ คงจะต้องมีการหารือกันใน กมธ. แต่เพื่อความเป็นธรรมทุกฝ่ายต้องมีโอกาสชี้แจง  การชี้แจงในห้องประชุมใหญ่เวลาค่อนข้างจำกัด แต่หากจะชี้แจงในห้องประชุม กมธ.ท่านมีเวลา 3 ชั่วโมง ดังนั้นจึงต้องเปิดพื้นที่ให้ความจริงไหลเข้าสู่ กมธ.เพื่อให้ดำเนินการต่อไปในอนาคต

เมื่อถามว่า เรื่องดังกล่าวมีบริษัทไหนที่เป็นพิรุธบ้างหรือไม่ นายรังสิมันต์ระบุว่า ดูตามคำร้องมีหลายบริษัท มีบริษัทน้ำมันมาเกี่ยวด้วย ซึ่งไม่เคยได้ยินมาก่อน จึงขอเวลาตรวจสอบเพราะหากเอ่ยชื่อขณะนี้ ฝ่ายที่ถูกกล่าวหาอาจจะไม่ได้มีโอกาสชี้แจง เราคงไม่ได้ตรวจสอบในระดับรัฐมนตรี แต่บริษัทที่เกี่ยวข้องคงต้องเชิญมาพูดคุยเช่นเดียวกัน ส่วนเขาจะให้ความร่วมมือแค่ไหนก็เป็นอีกเรื่อง ทั้งนี้ต้องตรวจสอบด้วยว่ามี กมธ.คณะอื่นที่ทำเรื่องนี้หรือไม่

"การยื่นองค์กรอิสระให้ตรวจสอบเป็นขั้นต่ำ แต่สิ่งที่มองไปไกลกว่าคือ เราจะพบเจอหลักฐานมากแค่ไหน การตรวจสอบมีทั้งการตรวจสอบทางกฎหมายและการตรวจสอบทางการเมือง" นายรังสิมันต์กล่าว

ขณะเดียวกัน นายพิทักษ์เดช เดชเดโช สส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะประธาน กมธ.การป้องกันปราบปรามการฟอกเงินและยาเสพติด แถลงภายหลังการประชุมกรณีการตรวจสอบโครงการ Thailand AI Passport ว่า กมธ.ได้เรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 2 หน่วยงาน คือกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และกรมบัญชีกลาง เข้ามาชี้แจงรายละเอียดการใช้งบประมาณจากกองทุนจำนวน 1,600 ล้านบาท ในโครงการ Thailand AI Passport ซึ่งก่อนหน้านี้ กมธ.ได้ทำหนังสือไปยังทั้ง 2 หน่วยงานเพื่อให้จัดเตรียมรายละเอียดเอกสารมาชี้แจงเป็นลายลักษณ์อักษร แต่ปรากฏว่าทั้งกระทรวงดีอีและกรมบัญชีกลางกลับไม่ได้นำเอกสารใดๆ มาแสดงต่อ กมธ.เลยแม้แต่แผ่นเดียว และใช้การชี้แจงด้วยวาจาแทนทั้งหมด

นายพิทักษ์เดชกล่าวว่า จากการสอบถามข้อมูลเบื้องต้นพบประเด็นที่น่าสงสัยเกี่ยวกับการตั้งราคากลางและความสัมพันธ์ของกลุ่มผู้เสนอราคา ซึ่งกระทรวงดีอีระบุว่าได้เชิญบริษัททั้งหมด 8 บริษัทเข้าร่วมเสนอราคากลาง แต่มีเพียง 3 บริษัทที่ตอบยืนยันกลับมา ที่น่าสังเกตคือทั้ง 3 บริษัทนี้ได้ร่วมกันกำหนดราคากลางโดยแบ่งเป็น 2 กลุ่ม กับอีก 1 บริษัท และสุดท้ายหนึ่งในบริษัทกลุ่มนี้ก็เป็นผู้ชนะการประกวดราคา โดยเสนอราคาต่ำกว่าราคากลางเพียง 1.5% เท่านั้น

นอกจากนี้ เมื่อ กมธ.สอบถามไปยังกรมบัญชีกลางถึงบทบาทในการตรวจสอบการสืบราคากลาง ทางกรมบัญชีกลางกลับปฏิเสธว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง โดยระบุว่าการสืบราคากลางเป็นอำนาจหน้าที่ของกระทรวงดีอีเพียงผู้เดียว  สร้างข้อสงสัยอย่างมากว่าเหตุใดกรมบัญชีกลาง ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักในการกำกับดูแลการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ  ถึงไม่สามารถตรวจสอบที่มาและรายละเอียดของราคากลางได้อย่างละเอียด ขณะที่ในส่วนของบริษัททั้ง 3 รายที่เข้ามาเกี่ยวข้องนั้น กมธ.ยังไม่ได้รับรายละเอียดที่เป็นลายลักษณ์อักษร ว่ามีความสัมพันธ์เชื่อมโยงทางด้านเส้นทางการเงินกันหรือไม่ ซึ่งหากพบว่ามีความเกี่ยวข้องกันจริง อาจเข้าข่ายการกระทำผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ หรือ พ.ร.บ.ฮั้วประมูล

นายพิทักษ์เดชตั้งข้อสังเกตและข้อเท็จจริงรวม 3 ประเด็น พร้อมทั้งสั่งการให้ทั้งกระทรวงดีอีและกรมบัญชีกลางจัดทำเอกสารชี้แจงเป็นลายลักษณ์อักษรกลับมายังกมธ.ภายใน 5 วัน รวมถึงขอรายชื่อคณะกรรมการตรวจรับโครงการเพื่อนำมาตรวจสอบอย่างละเอียดต่อไป เนื่องจากเป็นเรื่องที่ประชาชนให้ความสนใจและยังมีความคลุมเครือในหลายจุด แม้กระทรวงดีอียังยืนยันที่จะดำเนินโครงการนี้ต่อก็ตาม โดย กมธ.จะเร่งตรวจสอบเพื่อรวบรวมหลักฐานยื่นให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามกฎหมายอย่างเร่งด่วน

ด้าน น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ภายหลังคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบกรอบวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 แล้วนั้น ในส่วนของงบประมาณบูรณาการด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริต รัฐบาลมีแนวทางปรับการใช้งบให้มุ่งเน้นผลลัพธ์ที่วัดผลได้มากขึ้น โดยเฉพาะการนำเทคโนโลยีและระบบข้อมูลมาใช้ปิดช่องว่างการทุจริตในกระบวนการทำงานของภาครัฐ แนวทางดังกล่าวเป็นไปตามนโยบายของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ที่ต้องการยกระดับระบบราชการให้ทันสมัย โปร่งใส และตอบโจทย์ประชาชน โดยเชื่อว่าการแก้ปัญหาทุจริตต้องเริ่มจากการปรับระบบงาน ไม่ใช่เพียงรณรงค์หรือสร้างการรับรู้เท่านั้น

น.ส.รัชดากล่าวว่า นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ซึ่งได้รับมอบหมายให้กำกับดูแลการขับเคลื่อนงานด้านการต่อต้านการทุจริต เห็นว่าในอดีตงบประมาณส่วนหนึ่งถูกใช้กับกิจกรรมอบรมและสร้างจิตสำนึกจำนวนมาก แต่คะแนนดัชนีการรับรู้การทุจริต (Corruption Perceptions Index: CPI) ของไทยยังไม่ปรับตัวดีขึ้นอย่างที่ควร จึงถึงเวลาทบทวนการใช้งบประมาณให้มุ่งไปสู่การเปลี่ยนแปลงระบบงานอย่างแท้จริงภายใต้แนวทางใหม่ งบประมาณบูรณาการด้านการปราบปรามการทุจริต ประมาณ 70% ได้ถูกจัดสรรไปกับการนำเทคโนโลยีมาใช้ปรับปรุงกระบวนการทำงาน การเปิดเผยข้อมูลภาครัฐ และการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงาน มากกว่าการจัดอบรมซ้ำในรูปแบบเดิม เพื่อเป้าหมายทำข้อมูลให้อยู่ในระบบ ตรวจสอบได้ วิเคราะห์ต่อได้ และลดพื้นที่ที่เอื้อต่อการทุจริต

"รัฐบาลยืนยันว่าจะเดินหน้าแก้ปัญหาทุจริตอย่างจริงจัง โดยมุ่งเน้นการปรับระบบงานให้โปร่งใส ตรวจสอบได้ และใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือสำคัญในการลดช่องว่างการทุจริต เพื่อให้ทุกบาททุกสตางค์ของงบประมาณแผ่นดินเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน เป้าหมายของรัฐบาลไม่ใช่เพียงการรณรงค์ต่อต้านการทุจริต แต่คือการทำให้การทุจริตเกิดขึ้นได้ยาก ตรวจสอบได้เร็ว และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและนักลงทุน ว่าเงินภาษีของประเทศถูกใช้ด้วยความโปร่งใสและคุ้มค่า” น.ส.รัชดากล่าว.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

'โรม' ได้กลิ่นทุจริต ปูดบริษัทน้ำมันเอี่ยวโครงการ TH-AI Passport 1.6 พันล้าน ส่อล็อกสเปก

นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ประธานคณะกรรมาธิการการกฎหมายการยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน รับหนังสือจากสมาคมส่งเสริมการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐภาคประชาชน โดยขอให้ตรวจสอบข้อมูลโครงการ TH-AI Passport