“อนุทิน” สั่งทุกจังหวัดให้ความสำคัญ “ไทยช่วยไทยพลัส” พร้อมกำชับเลี่ยงเรียกบัตรคนจน ชี้เงินกู้ 4 แสนล้านบาท ดอกเบี้ยแค่ 1.2% ต่อปี ไม่มีการออกนโยบายที่เป็นภาระประชาชนเพิ่มแน่ “เอกนิติ” ชวนร้านค้าร่วมโครงการ บอกคนละครึ่งดันยอดขายเพิ่ม 600% “ผู้ประกอบการร้านอาหาร” ร้องพรรคส้ม 60/40 ทำการค้าวูบ วอนปรับเกณฑ์ยอดขายไม่เกินร้อยล้านเข้าร่วมได้ “เท้ง” ซัดรัฐบาลทำงานหยาบ
เมื่อวันที่ 15 มิ.ย. 2569 ที่กระทรวงมหาดไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย (มท.) เป็นประธานการประชุมมอบนโยบายสำคัญของ มท. โดยกล่าวตอนหนึ่งว่า เรื่องเร่งด่วนสำหรับช่วงนี้ขอให้ทุกจังหวัดได้ให้ความสำคัญเป็นพิเศษโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) เป็นนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ ขอให้มีการอำนวยความสะดวกแก่ประชาชน ทั้งในส่วนของการให้ข้อมูลความเข้าใจที่ถูกต้องในการเข้าสู่โครงการ ไม่ว่าจะเป็นผู้ประกอบการหรือแม้กระทั่งชาวบ้านที่ใช้สิทธิ์ รวมถึงให้การสนับสนุนในการดำเนินโครงการลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และขอให้หลีกเลี่ยงคำว่าบัตรคนจน เราจะต้องทำให้เขามีศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์ และต้องทำให้เขาพ้นจากคำว่าคนจนภายใต้การบริหารจัดการของพวกเรา
ต่อมาที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทินเป็นประธานในกิจกรรมประชาสัมพันธ์โครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) ของผู้ให้บริการระบบขนส่งอาหาร (ฟู้ดเดลิเวอรี) โดยมีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และ รมว.การคลัง นำตัวแทนหน่วยงานที่เข้าร่วมโครงการมาจัดกิจกรรมประชาสัมพันธ์ โดยนายกฯ เยี่ยมชมบูธ GrabFood ซึ่งมีน้องเกล-แอบิเกล รังษีสิงห์พิพัฒน์ ในฐานะ Friend of Grab และชมพู่-อารยา เอ ฮาร์เก็ต มาร่วมประชาสัมพันธ์ นอกจากนี้ยังเยี่ยมชมบูธ LINE MAN บูธ Robinhood และบูธ ShopeeFood โดยระหว่างชมกิจกรรมนายกฯ ได้ร่วมชงชาชักสร้างสีสันในงานด้วย
ต่อมาเวลา 12.30 น. นายกฯ ให้สัมภาษณ์หลังเปิดงานและเยี่ยมชมกิจกรรมประชาสัมพันธ์ว่า นโยบายไทยช่วยไทยพลัสของรัฐบาลได้มีการกระจายตัวเพิ่มมากขึ้น สิ่งที่สำคัญคือ ทำให้พี่น้องประชาชนที่เข้าโครงการนี้เกิดความสะดวกในการจับจ่ายใช้สอย และเพิ่มรีสกิล อัปสกิล ทำให้ผู้ประกอบการทั้งหลายได้เข้าถึงเทคโนโลยี AI ได้มากขึ้น สามารถนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยไปเพิ่มยอดขาย และเพิ่มขนาดของกิจการ
“สิ่งที่ได้เห็นผลอย่างชัดเจนคือ ทุกครั้งที่มีการทำโครงการเช่นนี้ขึ้นมา จะทำให้พี่น้องประชาชนสามารถซื้อของได้ถูกลง ผู้ขายสามารถขายของได้มากขึ้น ถึงเรียกว่าไทยช่วยไทย ถ้าภาษาสั้นๆ คือวิน-วิน ชนะกันทุกฝ่าย ทำให้ยอดขายเพิ่มมากขึ้นโดยเฉลี่ยถึง 5 เท่าในระหว่างมีโครงการ บางรายทำสินค้าได้ดีก็ขึ้นไปถึง 9-10 เท่าก็มี สิ่งที่สำคัญคือการปรับฐาน เมื่อมียอดขายเพิ่มมากขึ้น มีช่องทางให้ผู้คนเข้าถึงสินค้าของเขามากขึ้น ก็ทำให้เมื่อโครงการจบลง ก็จะมีการปรับฐานรายได้ของพวกเขาขึ้นมาอย่างน้อย 2 เท่ากว่าๆ แน่นอน ซึ่งเป็นการตอบโจทย์ในเรื่องความยั่งยืน”
นายกฯ กล่าวต่อว่า รัฐบาลพยายามให้มีโครงการกระตุ้นให้ประชาชนได้เข้าถึงเทคโนโลยี ได้อัปสกิล รีสกิล ได้เพิ่มยอดขาย และมีส่วนร่วมทำให้เศรษฐกิจของชาติมั่นคงเพิ่มเม็ดเงินเข้ามาในระบบ ที่สำคัญต้องขอชื่นชมกระทรวงการคลัง, ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.), ธนาคารพาณิชย์ทุกแห่ง ประชาชนทุกคนในการช่วยให้รัฐบาลมีแหล่งระดมเงินทุนมาเพื่อใช้ในโครงการนี้ แม้จะเป็นเงินกู้ แต่เราถือว่าวัตถุประสงค์การดำเนินการนี้คือ ให้มีความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจ รัฐไม่ได้เอาเงินมาจ่ายให้ประชาชนเฉยๆ แต่เป็นการร่วมกัน พี่น้องประชาชนมีส่วนร่วมในการใช้จ่ายเงิน ซึ่งทำให้มีเม็ดเงินเข้ามาในระบบมากมายมหาศาล
นายอนุทินกล่าวว่า เงินกู้นี้ปลอดภัยเพราะไม่มีความเสี่ยงเรื่องอัตราแลกเปลี่ยน กู้มาเท่าไหร่ก็เป็นเงินบาท อีกกี่ปีชำระหนี้ก็เป็นเงินบาท ที่สำคัญดอกเบี้ยเฉลี่ยอยู่ที่ 1.2% ตอนที่นายเอกนิตินำเข้ามาเสนอ บอกว่าไม่เกิน 3% แต่ด้วยความตั้งใจของพวกเรา สภาพคล่องและจำนวนเงินฝากที่มีอยู่ในระบบ เราสามารถใช้กลไกต่างๆ รูปแบบต่างๆ ในการระดมเงินนี้เข้ามา และส่งต่อให้พี่น้องประชาชนด้วยต้นทุนเงินเพียง 1.2% ต่อปี นี่ไม่ใช่ภาระของพี่น้องประชาชนอย่างที่คนเข้าใจ
“รัฐมีหน้าที่ทำทุกอย่างเพื่อให้พี่น้องประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดี พวกผมและรัฐบาลมีหน้าที่ต้องไปชำระดอกเบี้ย ไปผ่อนจ่ายเงินกู้ที่เราได้กู้มา ไม่มีการไปรบกวนพี่น้องประชาชน ไม่มีการออกมาตรการใดๆ ที่จะทำให้ต้นทุนในการดำรงชีวิตของประชาชนเพิ่มมากขึ้น” นายกฯ กล่าว
ด้านนายเอกนิติกล่าวว่า วันนี้เปิดให้ร้านค้าเข้าร่วมขายของบนแพลตฟอร์มต่างๆ โดยมีธนาคารกรุงไทยนำ AI นกกระซิบมาเปิดตัวด้วย เพื่อเป็นผู้ช่วยให้ร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการสามารถขยายยอดขาย วิเคราะห์ยอดขาย ลดต้นทุน และวิเคราะห์ต้นทุน เพราะตอนนี้เราต้องการช่วยร้านค้ารายย่อยที่ต้นทุนแพงขึ้น นอกจากนี้ยังมีแพลตฟอร์มร้านค้าที่มาร่วมเปิดตัว เช่น GrabFood, LINE MAN, Robinhood และ Shopee จะมาช่วยส่งเสริมร้านค้าต่างๆ ที่เข้าร่วมโครงการให้สามารถขยายยอดขายได้มากขึ้น และปลดล็อกข้อจำกัดต่างๆ ที่ร้านค้าจะขายได้เฉพาะพื้นที่ที่ตนเองขายอยู่เท่านั้น ซึ่งร้านค้าที่ร่วมโครงการจะได้เพิ่มยอดขายมากขึ้น
นายเอกนิติยืนยันว่า ทั้ง 4 แพลตฟอร์มนี้พิสูจน์แล้วว่าในโครงการคนละครึ่งพลัส ใครที่เข้ามาช่วยขายบนแพลตฟอร์ม ยอดขายเพิ่มขึ้น 500-600% และหลังโครงการก็พิสูจน์ว่ายอดขายยังคงเพิ่มขึ้น 100-200 % ดังนั้นต้องการให้รายเล็กและรายย่อยเรียนรู้เรื่องดิจิทัล การขายของออนไลน์ โครงการอัปสกิล รีสกิล ซึ่งพิสูจน์ได้ว่าใครเข้าร่วมโครงการสามารถเพิ่มยอดขายได้มากขึ้น จึงขอเชิญชวนร้านค้ามาเข้าร่วมโครงการโดยไม่ต้องกังวล เพราะจะมีแพลตฟอร์มที่เข้ามาช่วยให้คำแนะนำ ซึ่งจะช่วยเพิ่มรายได้และลดต้นทุนอย่างยั่งยืน
เมื่อถามว่า การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันที่ 16 มิ.ย. จะทบทวนหลักเกณฑ์ภาษีสำหรับสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐหรือไม่ นายเอกนิติกล่าวว่า กระทรวงการคลังขอรอดูตัวเลข วันที่ 16 มิ.ย.จึงยังไม่มีการเสนอ
ส่วนนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) แถลงภายหลังการประชุม ครม.เงา ครั้งที่ 6 ว่า ได้เชิญตัวแทนกลุ่มผู้ประกอบการร้านอาหาร ซึ่งเป็นกลุ่มร้านอาหารคนตัวเล็ก แต่อยู่ในระบบภาษีที่ได้รับผลกระทบจากโครงการไทยช่วยไทยพลัส รวมถึงวิกฤตอีกด้านหนึ่งคือ การที่รัฐบาลจะนำโครงการไทยช่วยไทยพลัสเข้าร่วมแพลตฟอร์ม แต่ธุรกิจร้านค้าขนาดเล็กหลายส่วนกำลังโดนแพลตฟอร์มเอาเปรียบ ดังนั้นจึงต้องตั้งคำถามไปยังรัฐบาล ว่าสิ่งที่กำลังดำเนินการอยู่เหมาะสมหรือไม่ ซึ่งไม่ได้ค้านในส่วนนี้ แต่มองว่ารัฐบาลอย่าทำงานหยาบ ควรทำงานให้ละเอียดและตรงจุดกว่านี้
นายวรันธร แดงใหญ่ กรรมการสมาคมร้านอาหาร กล่าวว่า สภาพเศรษฐกิจกิจของไทยในร้านอาหารระดับ S (SMEs) ยอดขายตกต่อเนื่องมา 2-3 ปี โดยคลื่นลูกใหญ่ที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดคือ ช่วงปิดช่องแคบฮอร์มุซ และเมื่อโครงการไทยช่วยไทยพลัสออกมากำหนดสิทธิ์ ว่าร้านอาหารที่จดทะเบียนถูกต้องที่มียอดขายเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี เฉลี่ยแล้ววันละ 5 พันบาท ไม่สามารถเข้าร่วมโครงการได้ ซึ่งร้านก๋วยเตี๋ยวหน้าบ้านยอดขายอาจมากกว่านี้ แต่ไม่ได้เข้าระบบภาษีจึงเข้าร่วมโครงการนี้ได้
“อยากให้รัฐบาลเห็นว่าเมื่อโครงการไทยช่วยไทยพลัสออกมา ทำให้ยอดขายยิ่งตกลงไปอีก เนื่องจากประชาชนที่เข้าร่วมโครงการไปใช้สิทธิ์ร้านอาหารสตรีทฟู้ดที่เข้าร่วมโครงการ จึงอยากเสนอให้รัฐบาลนำธุรกิจร้านอาหารในระดับ S ที่ยอดขายไม่เกิน 100 ล้านบาทเข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทยพลัสได้” นายวรันธรกล่าว
นายอิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรค ปชน. กล่าวว่า มาตรการไทยช่วยไทยพลัสที่อนุญาตให้ร้านอาหารที่เป็นบุคคลธรรมดาเข้าร่วมโครงการได้เป็นการลงโทษผู้ประกอบการที่ทำดี เพราะร้านอาหารที่ไม่ได้มีขนาดใหญ่ แต่จดทะเบียนนิติบุคคล ห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทอย่างถูกต้องเสียภาษีอย่างถูกต้อง แต่รัฐบาลกลับมองเป็นร้านขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นวิธีคิดที่ขาดรายละเอียด เนื่องจากความจริงเป็นร้านอาหารระดับ S ไม่ได้เป็นร้านอาหารขนาดใหญ่เสมอไป
“ยังเหลือเวลาอีก 3 เดือน อยากเรียกร้องให้รัฐบาลปรับแก้กฎเกณฑ์ของฝั่งร้านค้า ร้านอาหาร โดยให้นิติบุคคลขนาด S ที่จดทะเบียนถูกต้อง ซึ่งมีฐานข้อมูลอยู่ในกรมสรรพากรและกรมพัฒนาธุรกิจการค้าอยู่แล้ว เข้าร่วมโครงการในช่วงเวลาที่เหลือได้ ส่วนผู้ลงทะเบียนไทยช่วยไทยพลัสล่าสุดคือ 26 ล้านคน เท่ากับยังมีอีกประมาณ 4 ล้านคนที่ไม่ได้ลงทะเบียนขอใช้สิทธิ์ ทำให้มีวงเงินเหลือประมาณ 1.6 ล้านบาท ซึ่งรัฐบาลสามารถนำงบส่วนนี้มาช่วยผู้ประกอบการ และจูงใจให้ร้านอาหารเข้าระบบภาษี” นายอิสริยะกล่าว.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
'อนุทิน' โพสต์ภาพครอบครัว พร้อมถ้อยคำสั้นๆ กินใจ เนื่องในวันแม่แห่งชาติ
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย โพสต์ภาพถ่ายร่วมกับครอบครัวผ่านเฟซบุ๊กเนื่องในวันแม่ โดยมีนายชวรัตน์ ชาญวีรกูล บิดา พร้อมด้วย นางทัศนีย์ ชาญวีรกูล มารดา และน้องชาย น้องสาว
เฮศาลไฟเขียว ลต.บอร์ดสปส. 27ก.ย.ตามเดิม
"ษัษฐรัมย์" นำทีมก้าวหน้าเฮ! ศาลปกครองพิพากษาเพิกถอนคำสั่งชะลอเลือกตั้ง "บอร์ดประกันสังคม"
รบ.เน้นเอกภาพดับไฟใต้ ยังไม่เปลี่ยนเลขาฯสมช.
“อนุทิน” แจงยังไม่คิดเปลี่ยนตัว “เลขาฯ สมช.” ขณะที่ “ฉัตรชัย” ไม่กั๊ก
ทูลเกล้าฯหมอสรณพ้นปธ.กสทช.
นายกฯ เผยทูลเกล้าฯ ให้ “นพ.สรณ” พ้นประธาน กสทช.แล้ว
8แสนโยงเลือกสส.‘กกต.’ปัดฮั้วสว.
“นายกฯ” เตรียมประชุม ครม.สัญจร จ.สงขลา 31 ส.ค.-1 ก.ย.69 ถกปัญหา 5 จว.ใต้ หวังกระตุ้น ศก.-แก้ปัญหาผังเมือง
ห้ามพกปืน100% หนูสั่งรื้อกม.เข้มโทษหนัก ฉลองนอนคุก/เซฟโซนรร.
“อนุทิน” ร่ายยาวคุมอาวุธปืนใหม่ จ่อเปิดช่องส่งมอบปืนเถื่อน

