หนูยึดEECไม่ร้าวพิพัฒน์ ล้วงรายได้กฟผ.อุ้มค่าไฟ

นายกฯ ดึง “อีอีซี” ออกจากมือ “พิพัฒน์” มาดูแลเอง หลังเคลียร์กันสัปดาห์ก่อน ตั้งเป้าไทยศูนย์กลางความมั่นคงอาหารโลก-ฮับดาต้าเซ็นเตอร์ในภูมิภาค ขอสวมบทเซลส์แมนเดินสายนอกดึงนักลงทุนทั่วโลก ปัดไม่เกี่ยวปมขวางแก้สัญญารถไฟ 3 สนามบิน ทั้งคู่ประสานเสียงไร้รอยร้าวในภูมิใจไทย ตั้ง กรอ.ชุดใหม่แล้ว "อนุทิน" นั่งประธาน ถกนัดแรก 22 มิ.ย. "เอกนัฏ" จ่อชง ครม.ดึงรายได้ กฟผ. อุ้มค่าไฟ 200 หน่วยแรก

ที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 16 มิ.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย เป็นประธาน ได้มีมติรับทราบตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เสนอคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 233/2569 เรื่อง แก้ไขเพิ่มเติมคำสั่งมอบหมายและมอบอำนาจให้รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรี โดยมีเนื้อหาว่า ตามที่ได้มีคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 82/2569 เรื่อง มอบหมายและมอบอำนาจให้รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรี ลงวันที่ 7 เม.ย. 2569 ดังนี้ รองนายกรัฐมนตรี นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ ให้ยกเลิกข้อ 1.2 (สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก) ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

นอกจากนี้ ครม.ยังมีมติรับทราบตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีเสนอ ให้แก้ไขเพิ่มเติมคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 96/2569 เรื่อง มอบหมายและมอบอำนาจให้รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีปฏิบัติหน้าที่ประธานกรรมการ และมอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีปฏิบัติหน้าที่ประธานกรรมการ รองประธานกรรมการ และกรรมการในคณะกรรมการต่างๆ ตามกฎหมาย และระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี  ลงวันที่ 24 เมษายน พ.ศ.2569 ดังนี้ รองนายกรัฐมนตรี นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ ให้ยกเลิกข้อ 1.1.3 (คณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก) ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป โดยคำสั่งดังกล่าวมีการลงนามเมื่อวันที่ 15 มิ.ย.2569

แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาลรายงานว่า เบื้องหลังของคำสั่ง 2 ฉบับ ที่ ครม.รับทราบคำสั่งนายกรัฐมนตรีในการยกเลิกให้นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คมนาคม  กำกับดูแลสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาเศรษฐกิจภาคตะวันออก (สกพอ.) หรือสำนักงานอีอีซี และยกเลิกการเป็นประธานคณะกรรมการ (ประธานบอร์ด) คณะกรรมการเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) มาจากการพูดคุยกันระหว่างนายอนุทินและนายพิพัฒน์เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ในบรรยากาศไม่ซีเรียส โดยนายกฯ จะนำโครงการอีอีซีกลับมาดูแลด้วยตัวเองทั้งหมด และวางสถานะของนายกฯ เป็นหัวหน้าทีมขายโครงการประเทศไทย โดยนำอีอีซีเป็นโปรเจกต์นำ (Pilot project) ไปขายกับนักลงทุนต่างประเทศ โดยจะนำเสนอโปรเจกต์อีอีซีในมุมมองใหม่

ทั้งนี้ นายกฯ ตั้งเป้าหมายให้อีอีซีเป็นศูนย์กลางความมั่นคงทางอาหารโลก ที่จะดึงดูดการลงทุนเข้ามาในพื้นที่ได้อย่างมหาศาล และเป็นศูนย์กลางการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ที่จะมาต้องมีโรงไฟฟ้าแบบ direct ppa และแหล่งน้ำมาด้วยเพื่อไม่เป็นภาระของรัฐในการจัดไฟฟ้าและแหล่งน้ำมาให้บริการ รวมทั้งจะมีการกำหนดอัตราค่าไฟสำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทที่ 9 ขึ้นมาใหม่ ซึ่งมีราคาสูงกว่าผู้ใช้ประเภทอื่นๆ ดังนั้นจะต้องมีการประสานงานร่วมกับหลายหน่วยงาน นายกฯ จึงเห็นความจำเป็นที่จะดึงการบริหารงานอีอีซีกลับมาในการกำกับดูแลของนายกฯ โดยตรง

ปัดหนูขัดแย้งพิพัฒน์

 “การดึงงานอีอีซีกลับมาดูเองของนายกฯ ไม่ได้มีความขัดแย้งใดๆ ระหว่างนายกฯ กับนายพิพัฒน์ และนายพิพัฒน์เป็นผู้มานำเสนอเองว่า การทำงานระหว่างสำนักงานอีอีซีและบีโอไอมีการปะทะกันมาโดยตลอด ซึ่งนายพิพัฒน์ไม่ชอบทำงานท่ามกลางการปะทะกันในลักษณะนี้ จึงเสนอให้นายกฯ นำกลับมากำกับดูแลเองดีกว่า  ให้ทั้ง 2 หน่วยงานทำงานสอดคล้องไปในทิศทางเดียวกัน และไม่เกี่ยวข้องกับประเด็นที่นายพิพัฒน์ไม่เห็นด้วยกับการแก้สัญญารถไฟความเร็วสูง 3 สนามบิน เพราะคนที่สั่งไม่ให้แก้สัญญาโครงการนี้ก็คือนายกฯ เอง โดยนายกฯ ก็บอกด้วยว่าผมก็ไม่เสี่ยงกับการแก้สัญญาในโครงการนี้เช่นกัน” แหล่งข่าวระบุ

ที่เมืองคาซาน สหพันธรัฐรัสเซีย น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายกฯ ให้สัมภาษณ์โทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจ พร้อมเป็น “เซลส์แมน” ทำการตลาดให้อีอีซี นายกฯ ยังกล่าวถึงศักยภาพด้านการลงทุนในพื้นที่อีอีซี หรือโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกว่า ช่วงเวลานี้เป็นจังหวะสำคัญในการทำการตลาดให้กับเขตอีอีซี ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลได้ดำเนินการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ จนพร้อมแล้ว จังหวะต่อไปนี้คือการตลาด เพื่อส่งเสริมการลงทุนในอีอีซี

"ผมจะขอสวมบทบาทนักการตลาดให้กับประเทศ เนื่องจากผมเดินทางบ่อย มีโอกาสพบปะ เจรจาพูดคุยกับผู้นำประเทศและนักลงทุนและภาคเอกชนต่างประเทศหลายครั้ง หลายโอกาส จึงอยากถือโอกาสช่วยจับคู่ทางธุรกิจ เพราะการไปเยือน-มาเยือนต่างประเทศ ไม่ใช่คุยแค่ความสัมพันธ์ ต้องเป็นจังหวะสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับประเทศไทยได้มากที่สุด" นายอนุทินระบุ

ทางด้านนายพิพัฒน์ให้สัมภาษณ์ว่า ไม่ทราบคำสั่งดังกล่าว ซึ่งเป็นการอ่านผ่านในที่ประชุม ครม. เพื่อให้รับทราบ เมื่อถามว่าเป็นเพราะว่านายพิพัฒน์กำกับดูแลไม่ไหวใช่หรือไม่ นายพิพัฒน์กล่าวว่า ในส่วนนี้ต้องไปถามนายกฯ อย่างไรก็ตามไม่ใช่การลดบทบาท เพราะถือว่าทุกคนทำหน้าที่ได้เท่ากัน ซึ่งหลังจากนี้นายกฯ คงจะมอบหมายงานอื่นๆ ขอให้รอนายกฯ เดินทางกลับจากรัสเซียก่อน

เมื่อถามย้ำว่า มีการจับตาที่ถูกลดบทบาท และไม่ได้กำกับดูแลพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ เป็นเพราะปัญหาภายในพรรคภูมิใจไทยใช่หรือไม่ นายพิพัฒน์กล่าวว่า 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นเรื่องของกระทรวงการต่างประเทศ เราต้องการความสงบ จึงให้นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.การต่างประเทศเป็นผู้ดูแล

ส่วนจะเป็นรอยร้าวภายในพรรคภูมิใจไทยหรือไม่นั้น นายพิพัฒน์กล่าวว่า ไม่ พวกเราสามารถทำงานได้ทุกเรื่อง ถือว่าบทบาทของใครก็ของคนนั้น ตนทำได้ทุกหน้าที่ไม่ใช่ปัญหา ซึ่งคำว่ารอยร้าวไม่มีเกิดขึ้นในพรรคภูมิใจไทย สบายใจได้

เมื่อถามว่า เป็นเพราะพรรคใหญ่ขึ้นหรือไม่ นายพิพัฒน์กล่าวว่า ไม่เกี่ยว พรรคใหญ่ต้องดูแลภาพรวมมากขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องปกติแล้ว พรรคใหญ่ขึ้นเป็นเรื่องที่ดีที่จะมาช่วยกันทำงาน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายกฯ ลงนามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 227/2569 เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) เมื่อวันที่ 11 มิ.ย.ที่ผ่านมา เพื่อให้การพัฒนาและขับเคลื่อนเศรษฐกิจเป็นไปอย่างต่อเนื่อง สอดคล้องกับสถานการณ์เศรษฐกิจของประเทศและนโยบายของรัฐบาล ตลอดจนเพื่อสนับสนุนและส่งเสริมบทบาทให้ภาคเอกชน ทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ได้มีส่วนร่วมกับภาครัฐในการพัฒนาประเทศให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยมีนายกฯ เป็นประธาน นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และ รมว.การคลัง เป็นรองประธาน ทั้งนี้ คณะกรรมการ กรอ.จะมีการประชุมนัดแรก ในวันที่ 22 มิ.ย. เวลา 09.30 น. ที่ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล

ดึงรายได้ กฟผ.อุ้มค่าไฟ

ขณะที่ นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยความคืบหน้ามาตรการช่วยเหลือผู้ใช้ไฟฟ้าโดย​การชดเชยค่าไฟสำหรับผู้ใช้ไฟไม่เกิน 200 หน่วยแรกว่า จะไม่ใช้งบประมาณกลาง แต่จะพิจารณาใช้มติ ครม. นำรายได้หรือกำไรจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ในส่วนที่ไม่กระทบแผนการลงทุนมาสำรองจ่ายช่วยเหลือไปก่อน โดยจะเป็นคนละส่วนกับภาระค่าเชื้อเพลิง (AF) ที่ กฟผ. แบกรับอยู่เดิม และจึงนำรายได้ส่วนอื่น (เช่น รายได้จากการจัดเก็บค่าไฟกลุ่ม Data Center) มาชดเชยคืนภายหลัง

สำหรับ​ผู้ใช้ไฟกลุ่ม 400 หน่วยขึ้นไป จะยังไม่มีการปรับขึ้นอัตราก้าวหน้าตามที่เป็นกังวล (ยังใช้อัตราเดิม) แต่รัฐบาลจะทบทวนแผนการเพิ่มอัตราค่าไฟสำหรับผู้ที่ใช้เกิน 400 หน่วย โดยจะมุ่งเน้นไปที่การลดต้นทุนโครงสร้างแทน เพื่อไม่ให้เป็นภาระต่อประชาชนที่อยู่กันหลายคนหรือใช้ไฟเพิ่มในช่วงหน้าร้อน ขณะเดียวกันจะ​ส่งเสริมระบบโซลาร์เซลล์ภาคประชาชน โดยเร่งเปิดโครงการรับซื้อไฟฟ้าส่วนเกินจากโซลาร์ภาคประชาชนจำนวน 500 เมกะวัตต์ ในอัตรารับซื้อ 2.20 บาท ภายในเดือน มิ.ย.นี้ พร้อมจัดแพ็กเกจช่วยเหลือ เช่น เงินกู้ เงินดาวน์ และลดดอกเบี้ย เพื่อสนับสนุนการติดตั้ง

นอกจากนี้ กระทรวงจะมีการปรับนโยบายกลุ่มของผู้ใช้ไฟฟ้าเพิ่มเติม โดย​เตรียมเสนอต่อคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ภายในเดือนนี้ เพื่อเพิ่มประเภทผู้ใช้ไฟฟ้าใหม่ ประเภทที่ 9 : Data Center ซึ่งจะต้องเข้ามาช่วยแบกรับภาระค่าพร้อมจ่ายในระบบเดิม และรับผิดชอบต้นทุนค่าไฟที่ต้องผลิตเพิ่มจากการนำเข้า LNG เพื่อไม่ให้กลุ่มทุนนี้เข้ามาแย่งใช้ไฟจนกลายเป็นการผลักภาระค่าใช้จ่ายไปให้ประชาชนทั่วไป

วันเดียวกัน เวลา 10.00 น. (ตามเวลาท้องถิ่นเมืองคาซาน สหพันธรัฐรัสเซีย ซึ่งช้ากว่าประเทศไทย 4 ชั่วโมง) ณ ห้อง Hall 1 ชั้น 2 Bashir Rameev IT Park เมืองคาซาน สหพันธรัฐรัสเซีย น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทินเข้าร่วมงาน ASEAN-Russia Business Forum ร่วมกับนายเล มิญ ฮึง นายกรัฐมนตรีเวียดนาม และดาโตะ เซอรี อันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย พร้อมกล่าวปาฐกถา โดยเน้นย้ำถึงศักยภาพของประเทศไทยในการเป็นศูนย์กลางการเชื่อมโยงเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุนระหว่างรัสเซียกับภูมิภาคอาเซียน พร้อมเชิญชวนภาคธุรกิจรัสเซียใช้ไทยเป็นฐานขยายโอกาสสู่ตลาดอาเซียนที่มีประชากรกว่า 700 ล้านคน.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

'อนุทิน' เผยบินรัสเซีย พบนายกฯกัมพูชา ขอคนไทยไม่ต้องกังวล ไม่มีอะไรเสียหายแน่นอน

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงการเข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน-รัสเซีย สมัยพิเศษ (ASEAN-Russia Commemorative Summit) ระหว่างวันที่ 16–19 มิ.ย.นี้ ว่า น่าจะมีโอกาสได้พบกับนายกรัฐมนตรีกัมพูชา