ศาลชี้ชะตา‘พรก.กู้เงิน’9ก.ค.

เปิดร่าง พ.ร.บ.โอนงบ หมื่นล้าน 19 กระทรวง 6 แผนบูรณาการ พบ “คมนาคม” ถูกโอนงบสูงสุด กว่า 2 พันล้าน รองลงมา มหาดไทย 1.8 พันล้าน ขณะที่รัฐสภาถูกโอนงบ 314 ล้าน หั่นจากรายจ่ายประจำ ค่าดำเนินงานบุคลากร ไม่แตะค่าเลี้ยงข้าว สส. ด้านศาล รธน.นัดชี้ขาด พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านขัด รธน.หรือไม่  9 ก.ค.นี้

เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างการประชุมสภาผู้แทนราษฎร   นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาฯ ทำหน้าที่เป็นประธานการประชุม ได้แจ้งต่อสมาชิกว่า ให้ สส. เข้ารับเอกสารร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 ได้ตั้งแต่วันนี้ (24 มิ.ย.) เพื่อเตรียมตัวต่อการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบปี 2570 ซึ่งได้ออกหนังสือนัดประชุมสภาฯ เป็นพิเศษแล้ว ในวันที่ 29-30 มิ.ย. และ 1 ก.ค.

นอกจากนี้ ในวันที่ 25 มิ.ย. สภากำหนดวาระประชุม ซึ่งมีเรื่องด่วนที่ระบุไว้ 1 เรื่องคือ  ร่าง พ.ร.บ.โอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ..... ซึ่งคณะรัฐมนตรี (ครม.) เป็นผู้เสนอ ทั้งนี้ มีหลักการคือ โอนงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 ของหน่วยรับงบประมาณบางรายการไปตั้งไว้ในงบประมาณายจ่ายงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น วงเงิน 10,328 ล้านบาท

สำหรับเหตุผลที่ ครม.นำเสนอในร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว ระบุสาระสำคัญตอนหนึ่งว่า ปีงบประมาณ 2569 ประเทศไทยเผชิญวิกฤตการณ์ด้านเศรษฐกิจและสังคมจากปัจจัยภายในและภายนอกประเทศ ส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตของประชาชนและระบบเศรษฐกิจโดยรวม รัฐบาลจึงมีภารกิจเร่งด่วนเพื่อแก้ปัญหา ฟื้นฟู และบรรเทาผลกระทบที่เกิดขึ้น ทั้งนี้ ในส่วนของงบกลาง เพื่อสำรองจ่ายกรณีฉุกเฉิน วงเงิน 9.9 หมื่นล้านบาทนั้นมีไม่เพียงพอ จึงจำเป็นต้องโอนงบประมาณบางรายการเพื่อใช้แก้ปัญหา ฟื้นฟูและบรรเทาผลกระทบจากความยืดเยื้อของสถานการณ์ ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ปัญหาความมั่นคงชายแดน ความผันผวนของตลาดการเงิน การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และปัยหาภัยพิบัติอื่นที่อาจเกิดขึ้นในช่วงปลายปีงบประมาณ รวมทั้งกรณีที่มีเหตุฉุกเฉินหรือจำเป็นเร่งด่วนอื่นๆ

สำหรับการโอนงบประมาณบางรายการนั้นพบว่า เป็นงบประมาณของ 19 กระทรวง โดยกระทรวงที่ถูกโอนงบสูงสุดคือ กระทรวงคมนาคม จำนวน 2,442 ล้านบาท โดยส่วนใหญ่เป็นรายจ่ายลงทุน รองลงมาคือ กระทรวงมหาดไทย จำนวน 1,846 ล้านบาท โดยหั่นจากงบรายจ่ายลงทุนสูงถึง 1,844 ล้านบาท, กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรม จำนวน 1,040 ล้านบาท, กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จำนวน 837 ล้านบาท และกระทรวงสาธารณสุข จำนวน 262 ล้านบาท ขณะที่สำนักนายกรัฐมนตรีถูกโอนงบจำนวน   134 ล้านบาท

นอกจากนั้นยังมีศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.), สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ช.), สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ที่ถูกโอนงบรวม 161 ล้านบาท ส่วน 4 รัฐวิสาหกิจ คือ องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ, การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.), การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.), การกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) ถูกโอนงบรวม 374 ล้านบาท

ส่วนสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร  ถูกโอนงบรวม 314 ล้านบาท ซึ่งจัดอยู่ในส่วนของรายจ่ายประจำ เป็นค่าใช้จ่ายบุคลากรภาครัฐ การจัดการของรัฐสภา ศาล หน่วยงานอิสระของรัฐ และค่าใช้จ่ายดำเนินงาน อย่างไรก็ตาม ไม่มีส่วนที่ตัดจากงบประมาณที่จัดไว้รับรอง สส. เช่น ค่าอาหารกลางวัน ที่ก่อนหน้านี้ประธานสภาฯ โดยความเห็นร่วมกันของ สส. เห็นควรให้งดการจัดเลี้ยงอาหารรับรอง และเปลี่ยนให้ซื้อรับประทานเอง

ยังมีส่วนที่เป็นงบประมาณรายจ่ายแผนงานบูรณาการใน 6 แผนงาน มูลค่ารวม 1,288 ล้านบาท เช่น แผนบูรณาการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ที่จัดไว้ในส่วนของกรมโยธาธิการและผังเมือง การรถไฟแห่งประเทศไทย รวม 58 ล้านบาท ด้านเตรียมความพร้อมรองรับสังคมสูงวัยของกรมกิจการผู้สูงอายุ 1 ล้านบาท ด้านบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ วงเงิน 1,032 ล้านบาท แผนงานป้องกัน ปราบปราม และแก้ไขปัญหายาเสพติด วงเงิน 50 ล้านบาท แผนงานบูรณาการรัฐบาลดิจิทัล วงเงิน 145 ล้านบาท ด้านการสร้างรายได้จากการท่องเที่ยว วงเงิน 1.96 แสนบาท โดยส่วนใหญ่พบว่าเป็นงบประมาณในส่วนของการลงทุน

วันเดียวกันนี้ ศาลรัฐธรรมนูญได้มีการอภิปรายเพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยในคดีที่ สส.ฝ่ายค้านร้องว่า พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบ จากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ.2569 ไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 วรรคหนึ่ง และได้ส่งความเห็นดังกล่าวเพื่อขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 173 วรรคหนึ่ง

โดยศาลเห็นว่า คดีเป็นปัญหาข้อกฎหมาย และมีพยานหลักฐานเพียงพอที่จะพิจารณาวินิจฉัยได้ จึงยุติการไต่สวนตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2561 มาตรา 58 วรรคหนึ่ง จึงกำหนดนัดแถลงด้วยวาจา ปรึกษาหารือ และลงมติในวันพฤหัสบดีที่ 9 ก.ค. เวลา 09.00 น. ทั้งนี้ ตามที่รัฐธรรมนูญมาตรา 173 วรรคสอง กำหนดให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยภายใน 60 วัน นับแต่วันที่ได้รับเรื่อง.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง