‘Forex’คดีพิเศษ ภาวุธโต้แค่เทรด ไอซ์ไม่กลัวเนวิน

“อนุทิน” ชื่นมื่นร่วมโต๊ะกินข้าว รมต.พท. ด้านอธิบดีดีเอสไอรับฟอเร็กซ์เป็นคดีพิเศษ  “ภาวุธ” เคลื่อนไหวออนไลน์เป็นแค่นักเทรด ปัดพ้นตัว “ภาพถ่าย-คลิป” ขณะที่ “หัวหน้าเท้ง” อุ้มลูกพรรคสถานะยังเป็นแค่ผู้ต้องสงสัยคดี จี้ "ดีเอสไอ"  กางข้อกล่าวหาให้ชัด พร้อมลุยสู้คดี 44 สส.นัดแรก 30  มิ.ย. ด้าน “ไอซ์ รักชนก” ชื่นชมหั่น 9 พันล้าน โครงการ "TH-AI Passport" ทิ้ง หวั่นไม่ถอนยวงสอดไส้เฟส 2 ลั่นถ้ากล้ว “พ่อไชยชนก” ไม่ต้องทำอะไรแล้วชาตินี้ประเทศนี้

เมื่อวันพุธ ที่ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย รับประทานอาหารกลางวันร่วมกับรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย (พท.)   ทั้ง 7 คน อาทิ นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกฯ และ รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัฒกรรม, นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมว.แรงงาน, นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.เกษตรและสหกรณ์ โดยนายกฯ ระบุว่า รมต.พรรค พท.มาทานข้าวกลางวันด้วย ตนพยายามพบกับรัฐมนตรีพรรคร่วมรัฐบาลอย่างน้อยเดือนละครั้งเพื่อสร้างความคุ้นเคย หารือร่วมกัน ใครมีอะไรแนะนำหรือบ่นกันก็เอามาบอกตรงนี้ ดีกว่าไปพูดกันข้างนอก ซึ่งเขาไม่บ่นอะไร มีแต่ชม และไม่ได้คุยเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ไม่มีประเด็นเรื่องการเมือง มีแต่การแสดงความปรารถนาดีต่อกัน ให้ความมั่นใจกันว่าจะสนับสนุนให้ภารกิจของรัฐบาลได้บรรลุเป้าหมายด้วยกัน

วันเดียวกัน มีรายงานภายในกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เปิดเผยกรณีตรวจสอบการซื้อขาย Forex โดยไม่ได้รับอนุญาต ล่าสุดเมื่อวันจันทร์ที่ 22 มิ.ย.69 ได้มีการเสนอขอให้อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษพิจารณารับสอบสวนไว้เป็นคดีพิเศษ โดย พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีดีเอสไอ ได้มีการเซ็นลงนามรับเป็นคดีพิเศษเรียบร้อยแล้วในฐานความผิด “พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550” และจะได้มีการขยายผลดูความผิดอื่นที่เกี่ยวข้องต่อไป ส่วนกรณีที่อธิบดีรับสอบสวนไว้เป็นคดีพิเศษในฐานความผิดดังกล่าวไว้ก่อนนั้น เนื่องด้วยพบว่ามีการชักชวน เชิญชวน แนะนำการลงทุนเทรดซื้อขายเงินตราต่างประเทศ  (Forex) ลงในอินเทอร์เน็ต ซึ่งเป็นการเข้าถึงคนจำนวนมาก แต่มีลักษณะเป็นการหลอกลงทุน เพราะมีความเสียหายเกิดขึ้น ไม่เป็นไปตามที่กล่าวอ้างไว้

ขณะที่ นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ หรือ ป้อม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน และนายรัฐภูมิ โตคงทรัพย์ หรือ ฟิล์ม กรณีพบความเกี่ยวข้องในเรื่องเส้นทางการเงินและความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับกลุ่มบริษัทโบรกเกอร์ ล่าสุดทั้งคู่ยังไม่ได้มีการประสานขอเข้าพนักงานสอบสวนดีเอสไอเพื่อชี้แจงแต่อย่างใด และทางพนักงานสอบสวนก็ยังไม่ได้มีการออกหมายเรียกพยานเพื่อให้ทั้งคู่เข้าชี้แจง เนื่องจากยังอยู่ระหว่างกระบวนการสอบปากคำผู้เสียหายในคดีจำนวนมากที่ได้มีการประกาศประชาสัมพันธ์ แจ้งเตือนและขอความร่วมมือผู้ที่ได้รับความเสียหายจากการลงทุนกับกลุ่มโบรกเกอร์ ผู้แนะนำการลงทุน (IB) และบริษัทช่องทางการชำระเงินที่เกี่ยวข้องกับคดีหลอกลวงลงทุนเงินตราต่างประเทศ (Forex) นอกระบบ

ให้เร่งติดต่อเข้าให้ข้อมูลกับเจ้าหน้าที่ เพื่อรวบรวมพยานหลักฐานในการดำเนินคดีตามกฎหมาย  อาทิ ผู้ที่ได้รับความเสียหายจากโบรกเกอร์ FOREX เช่น QRS Global, HFM, GOFX, Eterwealth และกลุ่มผู้แนะนำโบรกเกอร์ (IB) ประกอบด้วย อาจารย์พี, โค้ชเจมส์, JP Global, แอคมี่ และบริษัทที่ให้บริการเกี่ยวกับการรับ-ส่งเงินและการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์อีก 2 บริษัท ได้แก่ 1.บริษัท เรนนี่ คอปเปอเรชั่น จำกัด และ 2.บริษัท เพย์ โซลูชั่น จำกัด

ขณะที่นายภาวุธโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า  ย้ำก่อนนะครับ ผมไม่เกี่ยวข้องกับ สแกมเมอร์, ไม่ได้ทำธุรกิจ Forex, ไม่เกี่ยวข้องขบวนการแชร์ลูกโซ่ และขบวนการแก๊งธุรกิจข้ามชาติใดๆ

ภาวุธโพสต์แจง

นายภาวุธระบุด้วยว่า 1.ตนคือหนึ่งในลูกค้าที่เปิดพอร์ตเทรดทองคำกับ QRS ตามปกติ ซึ่งเท่าที่ทราบเค้ามีลูกค้าอยู่เป็นจำนวนมาก 2.จากภาพที่แชร์กันในสื่อออนไลน์กับความสัมพันธ์ของตนกับผู้บริหาร QRS คืออย่างที่ย้ำไป ตนคือนักเทรดคนหนึ่งเท่านั้น ปกติจะมีงานพบปะนักเทรดกันอยู่เรื่อยๆ อยู่แล้ว ดังนั้นการถ่ายภาพร่วมกับผู้บริหาร ถือเป็นเรื่องปกติที่หลายๆ ท่านก็ถ่ายกัน แต่อาจจะเพราะเป็นตนเลยถูกจับจ้องเป็นพิเศษ

3.จากคลิปที่เผยแพร่อยู่ ขอชี้แจงว่า วันนั้นตนเข้าไปร่วมงานในฐานะนักเรียน เพื่อศึกษาเทคนิคการดูกราฟ ตนไม่เคยไปเป็นผู้สอน และไม่เคยชักชวนใคร ส่วนคลิปที่เห็นกัน เป็นเพียงการสัมภาษณ์แชร์ประสบการณ์การเทรดส่วนตัวทั่วไป ไม่ใช่การโฆษณาชวนเชื่อหรือเชิญชวนให้ใครมาสมัครเทรดกับโบรกเกอร์ไหนทั้งสิ้น 4.การเทรดทองที่นี่จะมีคะแนนสะสม ก็เหมือนเวลาเราไปซื้อสินค้าแล้วมีแต้มแจก แล้วนำไปแลกของได้ คล้ายกัน ตนนำแต้มจากยอดเทรดไปแลกทริปเดินทางไปต่างประเทศตามเงื่อนไขของระบบ ในส่วนของข้อสงสัยอื่นๆ ขณะนี้ตนกำลังรวบรวมข้อมูลให้ครบถ้วนที่สุด ซึ่งส่วนหนึ่งยังอยู่ระหว่างรอเอกสารจากสถาบันการเงิน ยืนยันว่าเมื่อเอกสารพร้อม ตนจะเข้าชี้แจงข้อเท็จจริงกับทาง DSI โดยตรงอย่างแน่นอน

เวลา 13.30 น. นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบบัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน ระบุว่า นายภาวุธพร้อมชี้แจง เท่าที่ได้พูดคุยกับเจ้าตัว พรุ่งนี้ (25 มิ.ย.69) จะมีความพร้อมเข้ามาทำหน้าที่อย่างเต็มที่ ขอให้รอการชี้แจงจากเจ้าตัวโดยตรง ยืนยันว่ากระบวนการตรวจสอบภายในของพรรคประชาชนดำเนินการคู่ขนานกันไป

 “สังคมกำลังตั้งข้อสงสัยว่าการดำเนินการของดีเอสไอเป็นธรรมหรือไม่ หรือเป็นคดีที่เกี่ยวข้องกับการเมืองหรือไม่ อีกด้านเราต้องมีความระมัดระวัง สื่อสารอย่างไรไม่ให้กระทบกับรูปคดี หรือไม่ให้เกิดผลเสียกับนายภาวุธ ในขณะเดียวกัน ก็ไม่ทำให้นายภาวุธตกอยู่ในที่นั่งลำบากหรือตกอยู่ในหลุมของฝั่งตรงข้ามที่พยายามทำให้เป็นคดีการเมือง” นายณัฐพงษ์กล่าว

นายณัฐพงษ์ระบุว่า สถานะของนายภาวุธเป็นเพียงผู้ต้องสงสัย ไม่ใช่ผู้ต้องหา เมื่อเรายังไม่ได้ทราบรายละเอียดในข้อกล่าวหา ก็ไม่รู้ว่าจะต้องไปชี้แจงอย่างไร ดังนั้นตอนนี้ดีเอสไอต้องให้คำชี้แจงว่าจะกล่าวหานายภาวุธเรื่องอะไร เชื่อว่านายภาวุธ พร้อมเข้ามาชี้แจงและให้ข้อมูลอย่างเต็มที่ที่สุด ตนเองหวังว่าคดีของนายภาวุธจะไม่เป็นเหมือนคดีของผู้สมัครเขต 33 

นายณัฐพงษ์ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีศาลฎีกานัดพิจารณาคดี 44 สส.ครั้งแรก ในวันที่ 30 มิถุนายนนี้ว่า เชื่อมั่นในทีมกฎหมายของพรรค หวังว่าทางหน่วยงานต่างๆ ก็คงจะให้ความเป็นธรรมกับพวกเรา

นายณัฐพงษ์ยังกล่าวถึงการเดินหน้าจัดทำรัฐธรรมนูญว่า ขณะนี้ภาคประชาชนหรือคอนฟอร์ออล กำลังดำเนินการเข้าชื่อร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ต้องการอย่างน้อย 50,000 รายชื่อ จึงเชิญชวนประชาชนร่วมลงชื่อสนับสนุนร่างฉบับนี้

หัวหน้าพรรค ปชน.ยังระบุถึงความเห็นของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญว่า ขณะนี้สามารถเลือกตั้ง ส.ส.ร.ได้โดยตรง อย่าปล่อยให้กลุ่มการเมืองบางกลุ่มพยายามบิดคำพูดของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ว่าสุดท้ายเป็นความเห็นไม่เท่ากับคำวินิจฉัย ตอนนี้หลายพรรคการเมืองรวมถึงพรรคประชาชน พยายามปรับปรุงร่างรัฐธรรมนูญให้สอดคล้องกับความเห็นของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่ออกมา คือให้ ส.ส.ร.มาจากการเลือกตั้งโดยตรงได้ และต้องการส่งคำถามกลับไปประธานรัฐสภา ว่าเมื่อมีความเห็นของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญออกมาเช่นนี้ หากประธานรัฐสภาไม่ได้มีเหตุผลซ่อนเร้นว่าต้องการรีบเร่งกระบวนการให้ได้หน้าตารัฐธรรมนูญ ที่ควบคุมได้ทั้งหมดผูกขาดได้ทั้งหมด คิดว่าการชะลอการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญฉบับ โดยพิจารณารายมาตราแทนไม่ใช่เรื่องที่เสียหาย

หวั่นโผล่เฟส 2

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเป็นเอกฉันท์มีคำสั่งไม่รับคำร้องไว้พิจารณาในคดีที่ น.ส.ณัฐธิดา นิโครธางกูร ผู้ร้อง ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 213 โดย น.ส.ณัฐธิดากล่าวอ้างว่านายกรัฐมนตรี ผู้ถูกร้องที่ 1 และคณะรัฐมนตรี ผู้ถูกร้องที่ 2 จัดให้มีการออกเสียงประชามติเมื่อวันที่ 8 ก.พ. โดยกำหนดประเด็นคำถามว่า “ท่านเห็นชอบว่า สมควรจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่” ไม่ตรงกับคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 18/2568 ลงวันที่ 10 ก.ย.68 เป็นการไม่ปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 3 วรรคสอง และเป็นการกระทำที่นำไปสู่การล้มล้างการปกครองผ่านการทำประชามติตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 49 ประกอบมาตรา 50 (7)

โดยศาลเห็นว่า ข้อเท็จจริงตามคำร้องและเอกสารประกอบไม่ปรากฏว่าผู้ร้องถูกละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพโดยตรงและได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายจากการกระทำของผู้ถูกร้องทั้งสองอย่างไร  เป็นเพียงการแสดงความคิดเห็นของผู้ร้องเท่านั้น  กรณีไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2561 มาตรา 46 วรรคหนึ่ง ผู้ร้องจึงไม่อาจยื่นคำร้องดังกล่าวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 213

ส่วนที่ผู้ร้องกล่าวอ้างว่าการกระทำของผู้ถูกร้องทั้งสองนำไปสู่การล้มล้างการปกครอง ผ่านการทำประชามติตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 49 ประกอบมาตรา 50 (7) นั้นเห็นว่า ข้อเท็จจริงตามคำร้องและเอกสารประกอบไม่ปรากฏว่าผู้ร้องได้ร้องต่ออัยการสูงสุดเพื่อร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสั่งการให้เลิกการกระทำดังกล่าว กรณีไม่ต้องด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 49 วรรคสอง ดังนั้น ผู้ร้องไม่อาจยื่นคำร้องดังกล่าวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 49

น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ สภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีไม่พบโครงการ TH-AI Passport ของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ในร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 ว่า ขอบคุณที่สำนักงบประมาณตัดโครงการนี้ไป เท่าที่ทราบ โครงการนี้ขอ 9,000 ล้านบาท มีการตัดทิ้งทั้งโครงการ ถือเป็นนิมิตหมายที่ดี

เมื่อถามว่า กังวลหรือไม่ว่าโครงการเฟสสอง แม้จะถอย แต่จะสอดไส้แบบเฟสแรก น.ส.รักชนกกล่าวว่า กังวลมาก เพราะถ้าจะใช้การล้วงงบประมาณจากกองทุนดีอี อาจจะใช้วิธีการไม่อนุมัติโครงการไหนเลย แล้วสะสมเอาไว้แบบเดิม เมื่อถึงพันล้านบาทก็นำมาทำโครงการแบบนี้อีก ซึ่งงบประมาณกองทุนดีอีเป็นอำนาจของรัฐมนตรีและนายกรัฐมนตรีที่ช่วยกันพิจารณาอนุมัติ เรื่องนี้ต้องติดตามยาวๆ ว่าจะมีการทำต่อหรือไม่ รวมถึงเฟสหนึ่งด้วย จำนวน 1,600 ล้านบาท เราก็ยังเดินหน้าที่จะทำให้มีการพับโครงการนี้ไปให้ได้

เมื่อถามว่า ได้คุยกับนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอีแล้วมีแนวโน้มจะพับโครงการหรือไม่ น.ส.รักชนกกล่าวว่า นายไชยชนกออกมาพูดเรื่องนี้น้อยมาก ต้องมีความกล้าหาญมากกว่านี้ โครงการนี้พูดมาตลอดว่าเป็นนโยบาย ทำไมถึงไม่ออกมาแสดงความรับผิดชอบ ไม่ออกมาตอบคำถามสื่อ ไม่มาชี้แจงใน กมธ. ไม่ให้ข้อมูล ไม่แสดงความคิดเห็น ไม่มารับผิดรับผิดชอบอะไรเลย แล้วปล่อยให้ข้าราชการประจำมาเป็นหนังหน้าไฟแทน

“อยากเรียกร้องความกล้าหาญจากนายไชยชนก ให้ออกมาตอบคำถามเรื่องนี้ได้แล้ว และยิ่งตอนนี้ ไม่ว่าจะเป็นประธาน กมธ.หรือสมาชิกพรรคภูมิใจไทย ก็ดาหน้ากันออกมาปกป้องนายไชยชนกกันออกนอกหน้า นายไชยชนกอย่าประพฤติปฏิบัติตัวให้คนเขารู้สึกว่าเป็นไข่ในหิน หรือเป็นคนที่จะได้รับการปกป้องอยู่ตลอดเวลา ซึ่งก็อาจจะไม่ดีกับภาพของนายไชยชนกเอง” น.ส.รักชนกระบุ

เมื่อถามว่า ออกมาเปิดเผยขนาดนี้กังวลเรื่องการถูกฟ้องกลับหรือไม่ น.ส.รักชนกกล่าวว่า เข้าใจว่ารัฐมนตรีและเอกชนพิจารณาอยู่ว่าจะฟ้องหรือไม่ สิ่งที่ทำไปทั้งหมดคือเพื่อประโยชน์สาธารณะ คิดว่าต้องมีใครสักคนที่กล้าออกมาทำหรือพูดอะไรแบบนี้ ถ้าทุกคนรักตัวกลัวตาย กลัวโดนขุดประวัติ  กลัวโดนฟ้องร้อง กลัวว่าพ่อคุณไชยชนกจะทำอะไรหรือไม่ ก็ไม่ต้องทำอะไรกันแล้วค่ะ ชาตินี้ประเทศนี้             น.ส.รักชนกระบุว่า ยืนยันว่าตามต่อเนื่องเรื่องนี้แน่นอน เพราะมีการคาบเกี่ยวปีการศึกษาด้วย  เพราะมีโครงการที่เกี่ยวเนื่องคือโครงการ National Credit Bank และ Credit Skill Portfolio อยากให้จับตา ตอนนี้กระทรวงการอุดมศึกษา วิจัยและนวัตกรรม (อว.) สั่งทบทวนไปแล้ว แต่ฝั่งกระทรวงศึกษาธิการยังไม่สั่งทบทวน TOR หรืออาจจะโดนวางงานไว้ตั้งแต่รัฐบาลที่แล้ว

“ขอตั้งข้อสังเกตว่ามีงบประมาณกระจายอยู่ในกระทรวง อว. 5,000 กว่าล้านบาท และอยู่ในกระทรวงศึกษาธิการ 1,600 ล้านบาท รวม 2 ก้อน เกือบหมื่นล้านบาท ถึงอยากให้ทั้ง 2 กระทรวงที่อยู่ฟากฝั่งของพรรคเพื่อไทยได้ทบทวน TOR เพื่อป้องกันทุกสิ่งทุกอย่างใน TOR ให้ดี ไม่เช่นนั้นจะเกิดเหมือนกับโครงการ TH-AI Passport และบอกได้เลยว่าเราตั้งป้อมรอเสียบ ถ้าทำอะไรพลาดหรือไม่ยอมแก้ไขในสิ่งที่ควรจะแก้” น.ส.รักชนกระบุ.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ศาลชี้ชะตา‘พรก.กู้เงิน’9ก.ค.

เปิดร่าง พ.ร.บ.โอนงบ หมื่นล้าน 19 กระทรวง 6 แผนบูรณาการ พบ “คมนาคม” ถูกโอนงบสูงสุด กว่า 2 พันล้าน รองลงมา มหาดไทย 1.8 พันล้าน