คดีพรก.‘อนุทิน’ไม่ต้องออก

“ธนกร-สิริพงศ์” ประสานเสียง เชื่อ 9  ก.ค.นี้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาทเป็นบวก ส่วน “ปชป.” มั่นใจผิดแน่ ย้ำชัดต่างจากยุควิกฤตแฮมเบอร์เกอร์-โควิด เพราะเศรษฐกิจติดลบ แต่ยุคนี้ ศก.ขยายตัว รับนายกฯ  ไม่ต้องลาออกแต่ต้องไปหาเงินมาชดใช้ที่ละเลงไป  “อนุสรณ์” เตือนชัตดาวน์ซ้ำมะกัน

วันอาทิตย์ที่ 5 ก.ค.2569 นายธนกร วังบุญคงชนะ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีศาลรัฐธรรมนูญจะอ่านคำวินิจฉัยชี้ขาดในคดีพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ในวันที่ 9 ก.ค.นี้ว่า รัฐบาลได้นำเงินส่วนนี้ไปใช้เพื่อเยียวยาและบรรเทาความเดือดร้อนให้กับประชาชน เช่น โครงการไทยช่วยไทยพลัส รวมถึงสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาด และการพัฒนาศักยภาพคน ซึ่งการกู้เงินและการใช้จ่ายเงินกู้ยังอยู่ภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลัง เน้นความโปร่งใสและตรวจสอบได้ตามกฎหมาย เพื่อประโยชน์ต่อระบบเศรษฐกิจ และเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของประเทศในระยะยาว  ดังนั้น เชื่อว่าศาลรัฐธรรมนูญจะเห็นถึงความจำเป็นเหล่านี้อย่างแน่นอน

เมื่อถามว่า หลายฝ่ายกังวลเรื่องความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องกู้เงินในเวลานี้ นายธนกรกล่าวว่า  สถานการณ์ความผันผวนของเศรษฐกิจโลกในปัจจุบัน ถ้ารัฐบาลไม่รีบเยียวยาความเดือดร้อนให้ประชาชนในเวลานี้ จะให้รัฐบาลไปเยียวยาประชาชนเมื่อไหร่ เพราะรัฐบาลไม่มีวันรอให้ประชาชนเดือดร้อนหรือประเทศเกิดวิกฤตข้าวยากหมากแพงแล้วค่อยเข้าไปเยียวยาแน่นอน ดังนั้น วันนี้รัฐบาลจึงจำเป็นต้องเข้าไปช่วยเหลือประชาชนให้เร็วที่สุด เพื่อลดผลกระทบที่จะตามมาให้ได้มากที่สุด

 “เงินงบประมาณปกติในปี 2569 ไม่เพียงพอที่จะเยียวยากับสถานการณ์ความผันผวนของเศรษฐกิจโลกได้ จึงเป็นที่มาที่รัฐบาลจำเป็นต้องออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ทั้งนี้ ผมเชื่อว่าเงินก้อนนี้ถึงมือประชาชนทุกบาททุกสตางค์อย่างแท้จริง ดังนั้นไม่ว่าคำวินิจฉัยจะออกมาอย่างไร รัฐบาลก็พร้อมน้อมรับอยู่แล้ว” นายธนกรกล่าว

ด้านนายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รมช.คมนาคม กล่าวถึงความคืบหน้าการเสนอโครงการสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านการใช้พลังงานจากเชื้อเพลิงฟอสซิลสู่พลังงานไฟฟ้า โดยเฉพาะกลุ่มรถโดยสารสาธารณะ วงเงิน 2.4 หมื่นล้านบาท จาก พ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้านบาท ว่าสัปดาห์หน้าจะหารือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในชั้นอนุกรรมการฯ อาทิ กระทรวงคมนาคม กระทรวงการคลัง และกรมศุลกากร เพื่อหารือรูปแบบกำหนดรายละเอียดจาก 7 กลุ่มเป้าหมายที่จะเข้าร่วม ประกอบด้วย รถแท็กซี่และรถรับจ้างผ่านแอปพลิเคชัน, รถจักรยานยนต์รับจ้าง, รถสามล้อหรือรถตุ๊กๆ, รถโดยสารประจำทาง, รถโดยสารไม่ประจำทาง, รถรับจ้างรับ-ส่งนักเรียน และรถบรรทุกสินค้า เป้าหมายทั้งสิ้น 80,000 คัน จากนั้นจะนำเสนอแผนแก่คณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ที่มีปลัดกระทรวงการคลังเป็นประธานภายในกลางเดือน ก.ค.นี้ ก่อนนำเสนอสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)

เมื่อถามว่า กังวลต่อคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญวันที่ 9 ก.ค.นี้หรือไม่ นายสิริพงศ์เชื่อว่า  คำวินิจฉัยศาลธรรมนูญผลจะไม่ออกมาเป็นลบ เพราะรัฐบาลมั่นใจว่าโครงการดังกล่าวถือเป็นความจำเป็นเร่งด่วนตามสถานการณ์ เนื่องจากไม่รู้ว่าเหตุการณ์ในตะวันออกกลางจะยืดเยื้อ สงบลงและกลับสู่สถานการณ์ปกติเมื่อไหร่ ฉะนั้นมาตรการดังกล่าวเป็นแผนที่เตรียมรับมือวิกฤต ซึ่งอาจเกิดขึ้นในอนาคต

ขณะที่ นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าวว่า สส.ฝ่ายค้าน โดยเฉพาะพรรค ปชป. จะปักหลักรอฟังผลคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่รัฐสภา ไม่มีการเดินทางไปรับฟังคำวินิจฉัยที่สำนักงานศาลแต่อย่างใด และหลังทราบผลคำวินิจฉัยอย่างเป็นทางการแล้ว พรรคจะแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนที่รัฐสภาทันที ไม่ว่าผลจะออกมาอย่างไรก็ตาม

ปชป.มั่นใจชนะ

 “ถึงขณะนี้ฝ่ายเรามั่นใจมากในคำร้องคดีนี้ เพราะการออกพระราชกำหนดดังกล่าวไม่ได้มีผลต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจแน่นอน เพราะตัวเลขเศรษฐกิจที่รัฐบาลแถลงมาตลอดไปในทิศทางที่ดี  ไม่ว่าจะจัดเก็บภาษีรัฐบาลก็บอกว่าเป็นไปตามเป้า มีการปรับตัวเลขประมาณการความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ และยังบอกด้วยว่าจะเติบโตได้มากกว่าเดิมอีก จึงแสดงให้เห็นว่ามันไม่มีผลกระทบอะไรต่อเรื่องความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ไม่มีความจำเป็นต้องไปออกพระราชกำหนดกู้เงินดังกล่าว”

นายสาทิตย์กล่าวว่า รัฐธรรมนูญบัญญัติเรื่องการออก พ.ร.ก.กู้เงินว่า คณะรัฐมนตรีสามารถออก พ.ร.ก.ได้ แต่มีเงื่อนไขสองข้อคือ หนึ่ง ถ้าไม่ออก พ.ร.ก.จะมีปัญหาเรื่องความมั่นคงทางเศรษฐกิจ   และสอง ต้องเป็นเรื่องฉุกเฉินมีความจำเป็นเร่งด่วนประกอบกันไปด้วย แต่ตอน ครม.ออก พ.ร.ก.อ้างเหตุว่า ขณะนั้นประเทศได้รับผลกระทบจากเรื่องของวิกฤตพลังงาน แต่โดยข้อเท็จจริงแล้วแผนงานที่ ครม.เตรียมการไว้มี 2 เรื่อง เรื่องแรกก็เป็นการไปทำเรื่องของโครงการไทยช่วยไทย ซึ่งเป็นนโยบายปกติของรัฐบาลชุดนี้ที่ในตอนหาเสียงเลือกตั้งทางเขาประเมินเงินเอาไว้ที่ 40,000 ล้านบาท ซึ่งรัฐบาลสามารถบริหารเงินจากด้านอื่นไปใช้ในโครงการไทยช่วยไทยได้ เช่น พ.ร.บ.โอนงบประมาณรายจ่ายฯ แต่เนื่องจากรัฐบาลดำเนินการล่าช้าไปเอง ทำให้เหลือเงินไม่เพียงพอ การที่รัฐบาลกู้เงินมาแล้วไปทำโครงการไทยช่วยไทย มันจึงไม่ได้มีผลกระทบเรื่องของความมั่นคงทางเศรษฐกิจอย่างแน่นอน ขณะที่เงินอีก 200,000 แสนล้านบาท ในก้อนหลังที่จะนำไปใช้ในเรื่องการเปลี่ยนผ่านพลังงาน แต่จนถึงบัดนี้ก็ยังไม่มีแผนงานที่ชัดเจนออกมา และไม่เกี่ยวกับเรื่องความมั่นคงทางเศรษฐกิจอยู่แล้ว

“ถ้าเทียบกับการทำ พ.ร.ก.เงินกู้ในยุควิกฤตแฮมเบอร์เกอร์และวิกฤตโควิด ตอนนั้นตัวเลขเศรษฐกิจติดลบ แต่ตอนนี้ตัวเลขเศรษฐกิจของรัฐบาลปัจจุบันเป็นบวก โดยปรับเพิ่มขึ้นมาอีกกว่า 2% และการจัดเก็บรายได้ก็ยังเป็นไปตามเป้า ก็แสดงว่าไม่มีผลกระทบด้านความมั่นคง จึงไม่จำเป็นต้องไปไปกู้เงิน ซึ่งพอกู้เงินมาแล้วเราก็มองว่าการกู้เงินต่างหากที่จะมีผลกระทบต่อเรื่องความมั่นคงทางเศรษฐกิจ เพราะจะทำให้กรอบการก่อหนี้สาธารณะตามกฎหมายมันก็ใกล้ชนเพดานเต็มที ซึ่งถ้าชนเพดานจะทำให้รัฐบาลไม่เหลือเครื่องมือที่จะไปแก้ไขปัญหาในอนาคตในเกี่ยวกับเรื่องทางการคลังได้เลย เพราะฉะนั้นเราก็ค่อนข้างมั่นใจว่าด้วยเหตุผลต่างๆ เหล่านี้ จึงไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะไปออก พ.ร.ก.เงินกู้ดังกล่าวได้” นายสาทิตย์กล่าว

เมื่อถามว่า หากศาล รธน.มีคำวินิจฉัยว่า พ.ร.ก.ขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 รัฐบาลต้องรับผิดชอบทางการเมืองอย่างไร นายสาทิตย์กล่าวว่า  เข้าใจว่ารัฐบาลกู้เงินไปแล้วบางส่วน ซึ่งไม่รู้ตัวเลขว่าเป็นเท่าใด ซึ่งโดยหลักการแล้วการออก พ.ร.ก.กู้เงินแล้วก็กู้เงินไปก่อน มันไม่ควรทำ แต่เมื่อทำไปแล้วและต่อมาเกิด พ.ร.ก.ดังกล่าวมีปัญหาไม่ผ่าน  ก็เป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องไปรับผิดชอบในการหาเงินมาชดใช้เงินที่กู้ไป ซึ่งก็เป็นปัญหาของรัฐบาลที่ต้องทำ

 “ความรับผิดชอบทางการเมือง จริงๆ มันไม่ได้มีผลกระทบถึงขั้นทำให้รัฐบาลต้องลาออกหรืออะไรอย่างนั้น แต่มันอาจมีผลกระทบถึงเรื่องของนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลที่อาจทำให้รัฐบาลขาดความน่าเชื่อถือในเชิงการดำเนินนโยบายการเงินการคลัง โดยทั้งหมดก็ขึ้นอยู่กับสำนึกของรัฐบาลเองด้วย เพราะเป็นการไปออก พ.ร.ก.เงินกู้ท่ามกลางเสียงคัดค้านของหลายฝ่ายที่ก็ต้องรอดูอีกครั้ง” นายสาทิตย์กล่าว

เมื่อถามย้ำว่า หากผลออกมาว่า พ.ร.ก.ขัดรัฐธรรมนูญ จะไม่ถึงขั้นฝ่ายค้านเรียกร้องให้นายอนุทินลาออก นายสาทิตย์ตอบว่า ขอให้มีผลออกมาก่อนค่อยว่ากัน ต้องดูเหตุผลของศาลรัฐธรรมนูญด้วย

ถามต่อไปว่า จะถึงขั้นร้องเอาผิดฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมได้หรือไม่ในการออก พ.ร.ก. นายสาทิตย์กล่าวว่า ไม่เกี่ยวกัน คนละเรื่องกัน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในรัฐธรรมนูญ มาตรา 173 ที่เป็นบทบัญญัติเกี่ยวกับการวินิจฉัยคำร้องของศาลรัฐธรรมนูญในเรื่องการออก พ.ร.ก.บัญญัติไว้ว่า ในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าพระราชกำหนดใดไม่เป็นไปตามมาตรา 172  วรรคหนึ่ง ให้พระราชกำหนดนั้นไม่มีผลใช้บังคับมาแต่ต้น คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญว่าพระราชกำหนดใดไม่เป็นไปตามมาตรา 172 วรรคหนึ่ง ต้องมีคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสองในสามของจำนวนตุลาการศาลรัฐธรรมนูญทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ ซึ่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญปัจจุบันมีอยู่ 9 คน หากจะวินิจฉัยว่า พ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้านบาทขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 172 ต้องได้เสียงตุลาการศาลรัฐธรรมนูญอย่างน้อย 6 คน ต้องลงมติเห็นไปในทิศทางเดียวกัน ไม่สามารถออกมาเป็น 5 ต่อ 4 ได้ 

เตือนชัตดาวน์เหมือนมะกัน

วันเดียวกัน  รศ.ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ สส.กรุงเทพฯ พรรคประชาชน (ปชน.) ในฐานะรองประธานกรรมาธิการการเงิน การคลัง สถาบันการเงินและตลาดการเงิน กล่าวว่า ไทยเสี่ยงรายจ่ายประจำสูงกว่ารายได้ในปีงบประมาณ 2571 และอาจติดล็อกกฎหมายวินัยการคลังที่กำหนดให้รัฐบาลต้องจัดงบลงทุนอย่างน้อย 20% ของงบประมาณทั้งหมด และงบลงทุนต้องไม่น้อยกว่าเงินกู้เพื่อชดเชยการขาดดุล ขณะที่กฎหมายหนี้สาธารณะกำหนดไม่ให้ขาดดุลเกิน 20% ของงบประมาณบวกรายจ่ายคืนต้นเงินกู้ รัฐบาลไม่สามารถกู้มาจ่ายรายจ่ายประจำได้ ต้องอาศัยจากรายได้ การก่อหนี้สาธารณะต้องมาใช้กับการลงทุนและต้องลงทุนอย่างน้อย 20% ทำให้อาจเกิดปัญหาในการจัดทำงบประมาณได้ และต้องปิดที่ทำการรัฐบาลชั่วคราว Government Shutdown แบบสหรัฐอเมริกาได้ 

“ต้องปฏิรูปองค์กรรัฐให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ลดรายจ่ายประจำต่างๆ ที่ไม่จำเป็นลง พร้อมกับต้องปฏิรูปรายได้ภาครัฐและขยายฐานภาษี หากทำได้เช่นนี้ก็ไม่ติดล็อกกฎหมาย หากพยายามเต็มที่แล้วทำไม่ได้ตามเป้าหมาย ทั้งลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ ก็ต้องไปกู้นอกระบบงบประมาณด้วยการออก พ.ร.ก.กันอีก หรือต้องแก้กฎหมาย พ.ร.บ.หนี้สาธารณะ ขยับเพดานหนี้และเปิดให้รัฐบาลกู้ชดเชยขาดดุลได้มากขึ้น และแก้ พ.ร.บ.วินัยทางการคลังลดสัดส่วนการลงทุนลงมา แต่การดำเนินการด้วยวิธีดังกล่าว จะส่งสัญญาณต่อตลาด นักลงทุนและสาธารณชนว่า ไทยกำลังหย่อนยานทางวินัยการเงินการคลัง ความน่าเชื่อถือจะลดลง อาจถูกปรับลดอันดับเครดิต เพิ่มต้นทุนทางการเงินให้กับภาครัฐและภาคเอกชน ซึ่งการตัดลดงบประมาณรายจ่ายอาจส่งผลต่อเสถียรภาพทางการคลัง ต้องปรับลดให้เหมาะสม เพราะอาจทำให้อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจไม่เป็นไปตามเป้าหมายได้”  

 รศ.ดร.อนุสรณ์ยืนยันว่า สัญญาณของงบประจำแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนทะลุรายได้ของรัฐ ปรากฏชัดเจนในการจัดทำงบประมาณปี 2570 โดยงบประจำเพิ่มขึ้น 5% จากปีก่อนหน้าเพิ่มขึ้น 1.31 แสนล้านบาท ทำให้งบประจำมาอยู่ที่ 2.78 ล้านล้านบาท เมื่อบวกกับรายจ่ายชำระคืนต้นเงินกู้ 1.51 แสนล้านบาท จะเท่ากับรายได้ ขณะที่รายจ่ายลงทุนกลับลดลง 7.2 หมื่นล้านบาท ลดลง 8.4% ซึ่งสะท้อนว่าศักยภาพของเศรษฐกิจไทยและคุณภาพชีวิตอาจลดต่ำลงในอนาคตได้จากการลงทุนที่ลดลง ส่วนเรื่องหนี้หากใช้กรอบพลวัตหนี้สาธารณะของ IMF สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีทะลุเพดาน 70% ไปแล้วเมื่อบวกหนี้จาก พ.ร.ก. 4 แสนล้านบาท และหนี้ธนาคารรัฐตาม พ.ร.บ.วินัยการคลัง มาตรา 28 จากงานวิจัยของนักวิชาการว่าอยู่ที่ 74.99 ในปี พ.ศ.2570 และอาจขึ้นไปแตะระดับ 76.69 ได้ในปี พ.ศ.2572 ขณะที่สำนักงานงบประมาณของรัฐสภา ประเมินว่าสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีอาจทะลุ 76.73% ได้หากไม่มีการปฏิรูประบบการคลังของประเทศ.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

บิ๊กแมตช์‘โปรตุเกส’ชน‘สเปน’ อาจต้องดวลกันถึงฎีกา

เข้าสู่วันที่สามของการแข่งขันรอบ 16 ทีมสุดท้าย เวิลด์ คัพ 2026 ที่สหรัฐอเมริกา, เม็กซิโกและแคนาดาร่วมกันเป็นเจ้าภาพ ค่ำคืนวันที่ 6 กรกฎาคม หรือตรงกับเช้าตรู่วันที่ 7 กรกฎาคม ตามเวลาประเทศไทย เกมบิ๊กแมตช์ “กระทิงดุ” ทีมชาติสเปน พบกับ “ฝอยทอง” ทีมชาติโปรตุเกส ฟาดแข้งกันที่ เอทีแอนด์ที สเตเดียม เวลา 02.00 น.

พม.วอนสังคม อย่า‘เผยแพร่’ รูปเด็ก11ขวบ

ผู้ช่วยรัฐมนตรี พม.เยี่ยมพระสงฆ์ที่อาพาธจากอุบัติเหตุ เตรียมถอดบทเรียนพร้อมวอนสังคมอย่าเผยแพร่ภาพเด็กผู้ก่อเหตุ “กมธ.ศาสนาฯ” รีบปัดไม่มีความคิดสอบวินัยพระธุดงค์

‘บราซิล’พร้อมพิฆาต‘นอร์เวย์’ ‘อังกฤษ’งานยากดวลเจ้าภาพ

เข้าสู่วันที่ 2 ของการแข่งขันในรอบ 16 ทีมสุดท้าย ฟุตบอลโลก 2026 ที่ 3 ชาติจากทวีปอเมริกาเหนือร่วมกันเป็นเจ้าภาพ โดยค่ำคืนวันที่ 5 กรกฎาคม หรือตรงกับช่วงเช้าตรู่วันที่ 6 กรกฎาคม