สรณร้องศาลวืดยกแรก จับตาถก‘บอร์ดกสทช.’

“สรณ” ดิ้นอีกเฮือก! ฟ้องคดี กก.สรรหาฯ ต่อศาลปกครอง ร่ายยิบ 92 หน้า ย้ำเป็นมติไม่ชอบด้วยกฎหมาย-ไม่เป็นกลาง ศาลยกคำร้องไต่สวนเร่งด่วน ส่วนรับฟ้องหรือไม่อยู่ที่กระบวนการตั้งองค์คณะ  “ปกรณ์” ลั่นไม่กระทบทูลเกล้าฯ ถวาย แต่ต้องตรวจสอบตามกฎหมายให้สะเด็ดน้ำก่อน “หมอสุภัทร-วัส” จี้หยุดปฏิบัติหน้าที่ เพื่อให้องค์กร กสทช.เดินหน้า จับตา! ถกบอร์ด กสทช.ส่อล่มซ้ำ

เมื่อวันอังคารที่ 4 สิงหาคม 2569 นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ที่ถูกคณะกรรมการสรรหา กสทช.มีมติเอกฉันท์ว่ามีลักษณะต้องห้าม ตามมาตรา 8 (2) แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ.2553 จึงถือว่าได้สละสิทธิ์เข้ารับตำแหน่งกรรมการ กสทช. ได้มอบอำนาจให้ทนายความยื่นฟ้องคดีต่อศาลปกครองกลางเพื่อสู้คดีแล้วเมื่อวันจันทร์ที่ 3 ส.ค.

สำหรับคำร้องของ นพ.สรณมีความยาว 92 หน้า โดยฟ้องคณะกรรมการสรรหา กสทช.ที่มีคำวินิจฉัยดังกล่าว เพราะมีผลกระทบโดยตรงต่อสถานภาพของผู้ฟ้องคดีในฐานะประธานกรรมการ กสทช. อันเป็นตำแหน่งที่ได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งแล้ว และมีผลกระทบต่อเกียรติยศ ชื่อเสียง สิทธิในการดำรงตำแหน่ง ตลอดจนการปฏิบัติหน้าที่อย่างร้ายแรง คำวินิจฉัยดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมายและไม่ชอบด้วยข้อเท็จจริง เนื่องจากผู้ถูกฟ้องคดีไม่มีอำนาจตามกฎหมายที่จะพิจารณาหรือวินิจฉัยประเด็นคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามของผู้ฟ้องคดีในการดำรงตำแหน่งประธานกรรมการ กสทช.

คำฟ้องระบุอีกว่า ผู้ถูกฟ้องขาดความเป็นกลางในการพิจารณาวินิจฉัยประเด็นคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามของผู้ฟ้องคดี อีกทั้งยังดำเนินการโดยไม่โปร่งใสและไม่เป็นธรรม ละเว้นที่จะรับฟังและไม่ยอมพิจารณาข้อคัดค้านตามตัวบทกฎหมาย รวมทั้งไม่ชี้แจงให้ผู้ฟ้องคดีทราบในทุกประเด็นที่ได้มีการคัดค้านและสอบถาม แม้ผู้ฟ้องคดีจะมีหนังสือคัดค้านและขอทราบข้อเท็จจริงไปหลายครั้ง

 “ผู้ถูกฟ้องคดีพิจารณาวินิจฉัยประเด็นคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามของผู้ฟ้องคดีในการดำรงตำแหน่งประธานกรรมการ กสทช. โดยไม่ครบองค์ประชุม และมีเจตนาเพิ่มองค์ประชุมโดยมิชอบ ทั้งที่มีผู้ทักท้วงและถอนตัว ไม่เปิดโอกาสให้มีการชี้แจงและรับฟังพยานหลักฐานโดยชอบ โดยเจตนาฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญและไม่ปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง” คำฟ้องระบุและว่า ด้วยเหตุดังกล่าว คำวินิจฉัยที่ 1/2569 จึงไม่ชอบด้วยกฎหมายและไม่ชอบด้วยข้อเท็จจริง ชอบที่ศาลจะพิจารณามีคำสั่งหรือคำพิพากษาให้เพิกถอนคำวินิจฉัยดังกล่าวของผู้ถูกฟ้องคดีเสียทั้งสิ้น โดยให้มีผลย้อนหลังในการเพิกถอนนับแต่วันที่มีคำวินิจฉัยดังกล่าวเสมือนไม่มีคำวินิจฉัยดังกล่าวมาตั้งแต่ต้น

ในท้ายคำฟ้องของ นพ.สรณย้ำว่า การที่ผู้ฟ้องคดียื่นฟ้องคณะกรรมการสรรหาฯ ครั้งนี้ เป็นเพราะผู้ถูกฟ้องคดีได้ระบุไว้ในคำวินิจฉัยที่ 1/2569 ว่า หากผู้ฟ้องคดีไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยให้ทำคำฟ้องเป็นหนังสือยื่นต่อศาลปกครองภายใน 90 วัน นับแต่วันที่รู้หรือควรรู้ถึงเหตุแห่งการฟ้องคดี ตามมาตรา 49 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครอง ซึ่งผู้ฟ้องคดีได้ทราบคำวินิจฉัยเมื่อ 21 ก.ค.2569 และได้ยื่นคำฟ้องคดีนี้ต่อศาลปกครองกลางภายในกำหนดระยะเวลาดังกล่าวแล้ว

ส่าสุด สำนวนคำฟ้องดังกล่าวที่ขอให้ศาลมีคำสั่งเกี่ยวกับคำขอทุเลาการบังคับตามกฎหรือคำสั่งทางปกครอง และขอบรรเทาทุกข์ชั่วคราวโดยเร่งด่วน และขอให้ศาลออกนั่งพิจารณาคดีและไต่สวนโดยเร่งด่วนแล้วนั้น ศาลเห็นว่าคำขอเกี่ยวกับวิธีการชั่วคราวก่อนการพิพากษาในกรณีนี้ ไม่จำเป็นที่จะต้องสั่งโดยเร่งด่วน จึงมีคำสั่งยกคำร้อง

ส่วนความคืบหน้าในคดียังไม่ออกคดีหมายเลขแดง ยังอยู่ในกระบวนการแต่งตั้งองค์คณะตุลาการศาลปกครองเจ้าสำนวนของอธิบดีศาลปกครองกลาง เพื่อพิจารณาคดีตามกระบวนการพิจารณาคดีศาลปกครองว่าจะรับฟ้อง หรือไม่รับฟ้อง และศาลจะพิจารณา หรือมีคำสั่งเกี่ยวกับวิธีการชั่วคราว ก่อนการพิพากษาของผู้ฟ้องคดีต่อไป

ด้านนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกฯ กล่าวถึงกรณีการนำเรื่องขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย ให้ นพ.สรณพ้นจากตำแหน่งประธาน กสทช.ว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างขั้นตอนตรวจสอบความถูกต้องตามกฎหมาย ก่อนที่จะดำเนินการต่อไป ซึ่งรัฐบาลทำได้เพียงเท่านั้น ไม่สามารถดำเนินการอย่างอื่นได้

เมื่อถามถึงกรณี นพ.สรณยื่นเรื่องคัดค้านต่อศาลปกครองกลาง จะส่งผลให้การนำเรื่องขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายชะงักหรือไม่ นายปกรณ์กล่าวว่า ตามกฎหมาย กสทช.ได้กำหนดเรื่องผลของการฟ้องคดีไว้แล้วว่าการยื่นฟ้องต่อศาลปกครองไม่มีผลให้กระบวนการต้องหยุดลง

เมื่อถามว่า ขั้นตอนการนำเรื่องขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายจะยังคงเดินหน้าต่อ แม้จะมีการยื่นฟ้องต่อศาลใช่หรือไม่ นายปกรณ์กล่าวว่า ต้องทำตามกฎหมาย ยืนยันเราไม่ได้ช่วยใคร เพราะตำแหน่งประธาน กสทช. คณะกรรมการสรรหาฯ เป็นผู้คัดเลือกและเสนอให้วุฒิสภา (สว.) ให้ความเห็นชอบ ก่อนส่งให้นายกฯ นำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายตามกฎหมาย ดังนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นนายกฯ มีหน้าที่เพียงนำเรื่องขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายเท่านั้น ส่วนจะถูกหรือผิด รัฐบาลไม่เกี่ยว และไม่ได้ดึงเรื่อง แต่เป็นความรับผิดชอบของรัฐบาลที่ต้องตรวจสอบให้ถูกต้องก่อนนำเรื่องขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย เพราะไม่อยากให้เกิดความผิดพลาดเป็นครั้งที่ 2 สำหรับเรื่องลักษณะนี้ต้องทำให้มั่นใจที่สุด ซึ่งเมื่อหารือกับคณะกรรมการกฤษฎีกา ก็ได้รับเหตุผลในทำนองดังกล่าว

เมื่อถามย้ำว่า แสดงว่ามั่นใจแล้วใช่หรือไม่ ว่าการดำเนินการของรัฐบาลเป็นไปโดยถูกต้อง นายปกรณ์กล่าวว่า ส่วนตัวไม่ได้มีข้อกังวลอะไร

ถามถึงกรณีที่คณะกรรมการสรรหาฯ ถูกวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับการคัดเลือกประธาน โดยตั้งข้อสังเกตว่า สัดส่วนของผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยอิงที่ตัวบุคคลหรือตำแหน่งนั้น นายปกรณ์กล่าวว่า เรื่องนี้คณะกรรมการกฤษฎีกาได้ให้ความเห็นไว้แล้วว่า กฎหมายระบุไว้ชัดเจนว่าเป็นผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นการระบุโดยตำแหน่ง ดังนั้นจึงต้องยึดตามหลักการ

นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ที่ปรึกษาประธาน กมธ.การพัฒนาการเมืองฯ กล่าวว่า โดยหลักของกฎหมาย หากศาลปกครองรับคำร้องและมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว นายกฯ จะทูลเกล้าฯ ถวายก็ต้องชะลอไว้ก่อน แต่หากศาลปกครองไม่สั่งคุ้มครองชั่วคราว นายกฯ สามารถยื่นทูลเกล้าฯ  ถวายปลด นพ.สรณได้ทันที ดังนั้นคงต้องรอดูว่านายกฯ จะยื่นทูลเกล้าฯ ถวายเลยหรือไม่ หรือต้องรอดูคำสั่งศาลปกครอง ซึ่งคาดว่าไม่น่าเกินสัปดาห์นี้จะรู้ผล

 “คุณหมอสรณเองควรหยุดปฏิบัติหน้าที่ได้แล้ว เพราะไม่มีคุณสมบัติตั้งแต่ต้นในการทำหน้าที่ประธาน กสทช. และวันที่ 5-6 ส.ค.นี้ จะประชุม กสทช.ก็คงวุ่นวาย ประชุมไม่ได้อีกเหมือนครั้งที่แล้ว วาระต่างๆ ก็คงค้าง ไม่สามารถเดินหน้าต่อได้ โดยเฉพาะโรดแมปทีวีดิจิทัลที่สังคมจับตาดู” นพ.สรณกล่าว

ส่วนนายวัส ติงสมิตร อดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา และนักวิชาการอิสระ มองว่า การที่ นพ.สรณไปยื่นศาลปกครองเป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมาย แต่ต้องขึ้นอยู่ว่าศาลจะรับคำร้องและสั่งคุ้มครองชั่วคราวหรือไม่ หากศาลไม่สั่งคุ้มครองชั่วคราวก็เป็นอันชัดเจนในข้อเท็จจริงทุกอย่างแล้ว ตามที่คณะกรรมการสรรหา กสทช. มีมติว่า นพ.สรณขาดคุณสมบัติ นพ.สรณควรต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ เพื่อให้องค์กร กสทช.เดินหน้าต่อไปได้

มีรายงานว่า ในวันที่ 5 และ 6 ส.ค. สำนักงาน กสทช.มีกำหนดการจัดประชุม กสทช.ครั้งที่ 23/2569 หลังจากเลื่อนประชุม กสทช.ครั้งที่ 22/2569 จากเมื่อวันที่ 27 ก.ค. เนื่องจากองค์ประชุมไม่ครบ จากกรณีความเห็นต่างในประเด็นสถานะประธาน กสทช.ของนายสรณ ทำให้ 3 กสทช. คือ  พล.อ.ท.ธนพันธุ์ หร่ายเจริญ, น.ส.พิรงรอง รามสูต และนายศุภัช ศุภชลาศัย ยื่นใบลาประชุม แล้วเดินออกจากห้องประชุมไป จนทำการประชุมต้องยุติไป

โดยการประชุมในวันที่ 5 ส.ค.นี้ ยังเป็นที่จับตาว่าจะจัดประชุมเดินหน้าพิจารณาวาระต่างๆ ได้หรือไม่ หรือการประชุมจะล่มอีกครั้ง หากบอร์ด กสทช.ทั้ง 3 รายยังยืนยันหากสถานะประธานไม่ชัดเจน การลงมติร่วมกันอาจสุ่มเสี่ยงผิดกฎหมาย และอาจส่งผลกระทบตามมา

นายไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล รองเลขาธิการ  รักษาการแทนเลขาธิการ กสทช. กล่าวว่า การจัดประชุมบอร์ด กสทช.ในวันที่ 5-6 ส.ค. เป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายทุกประการ อีกทั้งได้แจ้งที่ประชุมล่วงหน้าไว้ก่อนแล้ว โดยในการประชุมวันที่ 5-6 ส.ค.นี้ มีวาระที่มีความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องเร่งพิจารณา เนื่องจากมีกำหนดระยะเวลา จำนวน 33 วาระ จากวาระที่เสนอบรรจุทั้งหมดจำนวน 98 วาระ อาทิ การพิจารณาข้อร้องเรียนเกี่ยวกับบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่, การออกอากาศรายการโทรทัศน์ และการกระทำที่เป็นการเอาเปรียบผู้บริโภค 8 วาระ การจัดสรรการให้โอนเลขหมาย และการยกเว้นค่าบริการเลขหมายสั้น 4 หลัก 7 วาระ การขยายระยะเวลาการอนุญาตให้ใช้สิทธิการเข้าใช้วงโคจรดาวเทียม และอื่นๆ  3 วาระการอนุญาต การยกเลิกใบอนุญาต และการแจ้งเปลี่ยนแปลงผังรายการประกอบกิจการโทรทัศน์ 5 วาระ การขอความเห็นชอบเรียกเก็บค่าบริการล่วงหน้า สำหรับบริการส่ง SMS 3 วาระ และการขอสร้างท่อร้อยสายสื่อสาร และการเห็นชอบสัญญาการใช้และเชื่อมต่อโครงข่ายโทรคมนาคม จำนวน 7 วาระ เป็นต้น.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

นพ.สรณ สู้กลับ ฟ้องศาลปกครอง แต่ยกแรกวืด วัดใจ”อนุทิน”ยื้อหรือเดินหน้า?

ความพยายามของ”นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) “ในการยื้อเก้าอี้ประธานกสทช.เอาไว้ให้นานที่สุด ด้วยการใช้กลไกทางกฎหมายผ่านการฟ้องคดีต่อศาลปกครองกลาง ที่ยื่นฟ้องคณะกรรมการสรรหาฯ กสทช.ไปเมื่อ 3 ส.ค.ที่ผ่านมา พบว่ายกแรก ผลออกมาไม่ได้ตามที่ต้องการ

‘หมอสรณ’ สู้กลับฟ้องกก.สรรหาฯกสทช.เปิดลับข้อต่อสู้ 92 หน้า

ประธานกสทช.ฟ้องคดีกก.สรรหาฯ ต่อศาลปกครอง เปิดลับข้อต่อสู้ 92 หน้า ย้ำเป็นมติไม่ชอบด้วยกฎหมาย-ไม่เป็นกลาง “อนุทิน”รอรับเผือกร้อน ชะลอเรื่องหรือลุยไฟ นำชื่อขึ้นทูลเกล้าฯ