"เอกนิติ" แย้มแผนคุมราคาน้ำมัน ปลดล็อกเฉพาะกลุ่มหากใช้ช่องลดภาษีสรรพสามิต E20-B20 ช่วยเกษตรกรอันดับแรก ฟุ้ง Fitch Ratings ยกไทยไม่ติดหล่มพลังงาน วินัยคลังแข็งแรงต่อเนื่อง "เอกนัฏ" งัดมาตรการพยุงดีเซล ใช้กองทุนน้ำมันลดแรงกระแทก ไม่ให้ภาระตกใส่หัว ปชช.หนักเป็นลูกโซ่ ด้าน "กรณ์" ยกแผนต่างประเทศขยี้กึ๋นผู้นำ ยอมเฉือนเนื้องบฯ ตัวเองเพื่อลดต้นทุนพลังงานที่เป็นต้นเหตุปัญหาทั้งระบบ ขณะที่ "ครม.เงาส้ม" ทุบไทยช่วยไทยพลัส 2 ล้มเหลวทุกวิกฤต "ไหม" หยันรัฐบาลหนูสิ้นท่า แจกเงินฟื้นความนิยม-กู้วิกฤตรัฐบาล
เมื่อวันจันทร์ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.การคลัง กล่าวถึงข้อเสนอให้นำเงินกู้ที่เหลืออยู่ในส่วนการเยียวยาผลกระทบจากวิกฤตตะวันออกกลางมาลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันว่า ประเทศไทยมีเครื่องมือในการดูแลราคาพลังงาน 3 ส่วนหลัก ได้แก่ การใช้เงินจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง, การขอความร่วมมือนำผลประโยชน์ส่วนเกินจากค่าการกลั่นของโรงกลั่นน้ำมันมาช่วยลดราคาน้ำมัน และการปรับลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน โดยที่ผ่านมายังไม่ได้นำมาตรการลดภาษีสรรพสามิตมาใช้ เนื่องจากหากลดภาษีจะทำให้รายได้ของรัฐลดลง ขณะที่รายจ่ายยังคงสูง ซึ่งจะส่งผลให้รัฐบาลจำเป็นต้องกู้เงินชดเชยอยู่ดี
“หากจำเป็นต้องนำเครื่องมือด้านภาษีสรรพสามิตมาใช้ รัฐบาลกำลังพิจารณาเงื่อนไขให้มุ่งเน้นไปที่กลุ่มน้ำมันบางประเภท เช่น E20 และ B20 ถึงน้ำมันทั้งสองประเภทมีส่วนผสมของเอทานอลและไบโอดีเซลสูง เพื่อให้ผลประโยชน์จากการลดภาษีตกอยู่กับเกษตรกรไทยโดยตรง เนื่องจากน้ำมัน E20 ใช้เอทานอลที่ผลิตจากอ้อยและมันสำปะหลัง ส่วนไบโอดีเซลผลิตจากน้ำมันปาล์ม" นายเอกนิติระบุ
รมว.การคลังกล่าวถึงความสำคัญของการรักษาวินัยทางการคลังว่า การดำเนินนโยบายต้องทำอย่างเหมาะสมและถูกจังหวะ โดยสำหรับปีงบประมาณปัจจุบันที่จะสิ้นสุดในเดือนกันยายน ประเทศไทยมีวงเงินกู้คงเหลืออยู่อย่างจำกัดเพียงประมาณ 10,000 กว่าล้านบาทเท่านั้น หากดำเนินมาตรการลดภาษีโดยไม่ระมัดระวังอาจส่งผลกระทบต่อฐานะทางการคลัง และก่อให้เกิดวิกฤตทางการคลังหรือวิกฤตซ้อนวิกฤตขึ้นได้ สำหรับปีงบประมาณถัดไป รัฐบาลจะประเมินช่องว่างทางการคลังอีกครั้งก่อนพิจารณาตัดสินใจนโยบายต่างๆ
“สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ Fitch Ratings ได้ประเมินในรายงานล่าสุดว่า ประเทศไทยสามารถบริหารจัดการปัญหาพลังงานได้ดี โดยยังคงรักษาวินัยทางการคลังได้อย่างเข้มแข็งต่อเนื่อง” นายเอกนิติ กล่าว
ด้านนายจุติ ไกรฤกษ์ สส.พิษณุโลก พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการเงิน การคลัง สถาบันการเงินและตลาดการเงิน สภาผู้แทนราษฎร ได้แสดงความห่วงใยต่อต้นทุนพลังงานของประเทศ ที่ยังต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันจากต่างประเทศสูงถึงร้อยละ 90 จึงจำเป็นต้องเร่งเปลี่ยนผ่านไปสู่การใช้พลังงานสะอาด เพื่อลดภาระค่าครองชีพประชาชน และเตรียมรับมือมาตรการกีดกันทางการค้าในอนาคต โดยเฉพาะเงื่อนไขที่อาจกระทบผู้ส่งออกไทย
น.ส.ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลบริหารราคาน้ำมันดีเซลอย่างต่อเนื่องตลอดปี 2569 เพื่อไม่ให้ความผันผวนของตลาดพลังงานโลกส่งผ่านมายังค่าครองชีพของประชาชนและต้นทุนภาคธุรกิจเต็มจำนวนในทันที โดยกระทรวงพลังงานภายใต้การกำกับของนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน ได้ติดตามทั้งราคาน้ำมันดิบ ราคาน้ำมันสำเร็จรูป และค่าการกลั่นอย่างใกล้ชิด พร้อมใช้เครื่องมือหลายด้านควบคู่กัน ทั้งการปรับลดราคา ณ โรงกลั่น และการบริหารเงินชดเชยจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อช่วยลดแรงกระแทกต่อราคาขายปลีกหน้าสถานีบริการ
พลังงานบริหารแรงกระแทก
น.ส.ลลิดากล่าวว่า มาตรการล่าสุดของคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ภายใต้การดำเนินนโยบายของกระทรวงพลังงาน คือการปรับลดราคา ณ โรงกลั่นสำหรับน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว B0, B7 และ B20 จำนวน 4 บาทต่อลิตร ตั้งแต่วันที่ 16 กันยายน - 31 ตุลาคม 2569 เพื่อรับมือกับความผันผวนของราคาน้ำมัน และช่วยลดแรงกดดันต่อต้นทุนในโครงสร้างราคา ไม่ให้ราคาขายปลีกหน้าสถานีบริการต้องปรับสูงขึ้นมากกว่าระดับปัจจุบัน โดยนายเอกนัฏได้ติดตามสถานการณ์มาอย่างต่อเนื่อง และให้ความสำคัญกับการใช้กลไกที่มีอยู่เพื่อช่วยประคองภาระของประชาชน ควบคู่กับการรักษาเสถียรภาพของระบบพลังงานในระยะยาว
“สิ่งที่นายเอกนัฏและกระทรวงพลังงานกำลังทำ ไม่ใช่การทำให้ต้นทุนพลังงานหายไป แต่เป็นการบริหารแรงกระแทก ไม่ให้ภาระทั้งหมดตกถึงประชาชนในคราวเดียว เพราะราคาดีเซลไม่ได้กระทบเฉพาะคนใช้รถ แต่เชื่อมโยงไปถึงต้นทุนขนส่ง เกษตร การผลิต ราคาสินค้า และค่าครองชีพของประชาชนในวงกว้าง รัฐบาลไม่ได้บอกว่าดีเซลไทยถูกที่สุดในอาเซียน แต่ข้อเท็จจริงจากข้อมูลของ สนพ.คือ ราคาดีเซลไทย ณ วันที่ 18 กันยายน อยู่ต่ำกว่าราคาตลาดทั่วไปของมาเลเซียและอินโดนีเซีย ผลที่เห็นวันนี้มาจากการบริหารมาตรการหลายด้านต่อเนื่อง โดยนายเอกนัฏและกระทรวงพลังงานต้องติดตามสถานการณ์ทั้งราคาตลาดโลก ค่าการกลั่น และฐานะกองทุนน้ำมัน เพื่อหาจุดสมดุลระหว่างการช่วยประคองค่าครองชีพของประชาชนกับการรักษาเสถียรภาพด้านพลังงาน” น.ส.ลลิดากล่าว
รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีระบุด้วยว่า รัฐบาลได้ติดตามสถานการณ์ราคาพลังงานและผลกระทบต่อประชาชนอย่างใกล้ชิด เพื่อประกอบการพิจารณามาตรการดูแลค่าครองชีพ ที่ต้องพิจารณาถึงทั้งต้นทุนพลังงาน ค่าขนส่ง ราคาสินค้า กำลังซื้อ และฐานะการคลังของประเทศควบคู่กันในมุมนโยบาย การดูแลค่าครองชีพไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการเลือกระหว่างลดราคาน้ำมันกับช่วยกำลังซื้อ ซึ่งแต่ละมาตรการก็เป็นเครื่องมือคนละประเภท แต่ที่รัฐบาลต้องพิจารณามากกว่าคือปัญหาอยู่ตรงไหน ประชาชนกลุ่มใดได้รับผลกระทบ และมาตรการใดให้ผลคุ้มค่ากับเงินของประเทศมากที่สุด
ขณะที่นายกรณ์ จาติกวณิช สส.แบบบัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า "รัฐบาลตอบข้อเสนอลดภาษีดีเซลว่า 'ช่วยแค่คนมีรถ' ผมว่าเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนครับ ดีเซลไม่ใช่น้ำมันของคนขับรถเก๋ง แต่เป็นน้ำมันของระบบเศรษฐกิจทั้งระบบ รถบรรทุกที่ขนผักขนหมูเข้าตลาด รถเมล์ รถสองแถว รถตู้ เรือประมง รถไถ รถเกี่ยวข้าว ล้วนใช้ดีเซลทั้งสิ้น คนที่ไม่มีรถสักคันก็จ่ายค่าดีเซลอยู่ทุกวัน ผ่านราคาข้าวแกง ค่าโดยสาร และค่าส่งของ ในทางกลับกัน ไทยช่วยไทยช่วยเฉพาะคนที่อยู่ในโครงการ และช่วยเฉพาะช่วงที่ยังมีเงินแจก ร้านค้าและผู้ประกอบการไม่ได้มีต้นทุนลดลงเลย พอเงินหมด ของก็ยังแพงเท่าเดิม ไม่ใช่ผมคนเดียวที่คิดแบบนี้"
“เกาหลีใต้ลดภาษีดีเซลลง 25% ซึ่งมากกว่าเบนซินที่ลด 15% และเพิ่งต่ออายุไปถึงสิ้นเดือนพฤศจิกายน รัฐมนตรีคลังเกาหลีให้เหตุผลว่า ดีเซลคือเชื้อเพลิงที่จำเป็นที่สุดต่ออุตสาหกรรม ระบบขนส่ง และปากท้องประชาชน เยอรมนีลดภาษีน้ำมันลงลิตรละราว 17 เซนต์ยูโรในช่วงพฤษภาคมถึงมิถุนายน และเพิ่งตกลงลดอีกรอบเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว
ทั้งสองประเทศก็มีมาตรการเจาะจงช่วยกลุ่มเปราะบางควบคู่ไป (คล้ายบัตรสวัสดิการผู้ยากไร้ของเรา) ซึ่งผมเห็นด้วย แต่รัฐบาลเขายอมเฉือนเนื้องบประมาณตัวเอง เพื่อการลดต้นทุนพลังงานซึ่งเป็นต้นเหตุของปัญหา เพราะการลดภาษีน้ำมันคือการลดต้นทุนให้ทั้งระบบ ไม่ใช่แค่เติมเงินให้บางกลุ่ม ช่วยทุกคน ไม่เพิ่มหนี้ และแก้ที่ต้นเหตุ” นายกรณ์ระบุ
ส้มขยี้ไทยพลัสล้มเหลว
วันเดียวกัน ที่รัฐสภา ภายหลังประชุมคณะรัฐมนตรีเงา (ครม.เงา) นำโดยนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส. แบบบัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้าน สภาผู้แทนราษฎร น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.แบบบัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรค ปชน. และนายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ เลขาธิการพรรค ปชน.
โดย น.ส.ศิริกัญญาแถลงถึงโครงการไทยช่วยไทยพลัสว่า โครงการดังกล่าวกำลังจะมีเฟสที่ 2 ซึ่งจะเป็นการให้เงิน 1,000 บาทในระยะเวลา 2 เดือน ตกเดือนละ 500 บาทเท่านั้น ซึ่งสอดคล้องกับการที่มีการสอบถามก่อนหน้านี้ว่า สรุปแล้วจำเป็นต้องมีการโยกเอาเงินก้อนที่จะต้องใช้ในการเปลี่ยนผ่านพลังงานมาใช้ในการเยียวยาประชาชนหรือไม่ พอโครงการเล็กลงมากจากเดือนละ 1,000 บาท 4 เดือน เหลือเพียงเดือนละ 500 บาท ก็ทำให้มีเม็ดเงินคงเหลือเพียงพอจากการเยียวยาในรอบแรก
"แต่ปัญหาคือยังคงเป็นการเยียวยาในรูปแบบเดิมๆ ที่ผ่านมาก็เห็นได้ชัดแล้วว่ามีความล้มเหลวทุกมิติ ในฐานะที่เป็นมาตรการเยียวยา ก็ไม่มั่นใจว่าทำไมต้องให้ประชาชนเติมเงินอีก 40% ถ้าจะเยียวยาสามารถให้ไปทั้งก้อนได้เลย เพื่อช่วยเหลือเรื่องค่าครองชีพประชาชน แต่ในท้ายที่สุดค่าครองชีพประชาชนไม่ลดลง เนื่องจากว่าราคาน้ำมันยังพุ่งสูงขึ้นต่อเนื่องอยู่ดี ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อค่าครองชีพในระดับถัดไป"
น.ส.ศิริกัญญากล่าวอีกว่า ในฐานะมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ เรายิ่งเห็นได้ชัดว่ามันไม่ได้ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจอะไรเลย ที่สำคัญเป้าหมายที่รัฐบาลต้องการสำหรับโครงการนี้คือ การกระตุ้นความนิยม เพราะช่วงนี้มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์เสียงก่นด่าเยอะ ก็อาจต้องมีโครงการอะไรบางอย่างเพื่อให้ประชาชนสบายใจมากยิ่งขึ้น เพื่อกระตุ้นความนิยมทางการเมือง
“แต่ดิฉันก็พูดเลยว่าเป้าหมายนี้ก็ล้มเหลว ไม่คิดว่าการแจกเงินเพิ่มอีก 500 บาทในเวลา 2 เดือนจะช่วยกระตุ้นความนิยมที่กำลังตกต่ำของรัฐบาลในขณะนี้ได้เลย” น.ส.ศิริกัญญากล่าว
เธอกล่าวด้วยว่า ขอย้ำอีกครั้งว่าเงินกู้ในรอบนี้ 200,000 ล้านบาท ต้องใช้เพื่อเยียวยาประชาชน เนื่องจากยังมีอีกหลายกลุ่มที่ยังไม่ได้รับการเยียวยา อย่างเฉพาะเจาะจงเลยไม่ว่าจะเป็นเกษตรกร ชาวประมง ภาคขนส่ง ขอย้ำกับรัฐบาลว่าเงินกู้เป็นเงินสำรองใช้ฉุกเฉิน ที่เราจะใช้ช่วยเหลือประชาชน ไม่ใช่เอามาใช้กระตุ้นความนิยมของรัฐบาล.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ยื่นสอบ‘TH-AI’ ผิดเงื่อนไขTOR สัญญาส่อโมฆะ
“ดร.การดี” บุก สตง.ยื่นตรวจสอบโครงการ "TH-AI Passport" 1.6 พันล้า
เร่งถกสหรัฐหวังได้ภาษีเดิม
นายกฯ ประชุมทีมไทยแลนด์ สยบข่าวญี่ปุ่นย้ายฐานผลิต ยัน ครม.ชุดนี้ไม่มีใครหากินผิดกฎหมาย ไม่ยุ่งเกี่ยว
จวกเขมรละเมิดใช้ภาพชุดไทย
รมว.วธ.เดือด! ร่อนหนังสือประท้วงเวที Miss Universe Cambodia
ระบบออกแบบให้ฮั้ว ‘สว.สีส้ม’รับไม่อย่างนั้นตกรอบอ้างรณรงค์อย่างเปิดเผย
ที่ประชุมสภาสูงเดือด! ถกรายงาน “กระบวนการเลือกตั้งของไทยอย่างเสรีเป็นธรรม” ชงแก้รัฐธรรมนูญพ่วงกฎหมายลูก
‘เอกนิติ’ ผนึก กกร.ลุย Reinvent Thailand ดันเศรษฐกิจไทยโตไม่ต่ำกว่า 3%
“เอกนิติ” จับมือกกร.เดินหน้า Reinvent Thailand เชื่อม 7 กลุ่มธุรกิจเร่งเปลี่ยนข้อเสนอสู่การปฏิบัติ ตั้งเป้าเศรษฐกิจไทยโตไม่ต่ำกว่า 3% ต่อปี ดันสัดส่วนลงทุนแตะ 30% ของ GDP พร้อมยกระดับไทยติด 20 อันดับแรกขีดแข่งขันโลก ปลดล็อกธุรกิจ-ปูทางอุตสาหกรรมอนาคต
‘เอกนิติ’ ลุย Skill Bridge ปั้นแรงงาน 1 พันคนใน 6 เดือน รับอุตสาหกรรมยุคใหม่
“เอกนิติ” นำทีมบีโอไอเยี่ยม SIMTEC ชู Learning Factory ฝึกจากกระบวนการผลิตจริง ตั้งเป้าปั้น

