ระบบออกแบบให้ฮั้ว ‘สว.สีส้ม’รับไม่อย่างนั้นตกรอบอ้างรณรงค์อย่างเปิดเผย

ที่ประชุมสภาสูงเดือด! ถกรายงาน “กระบวนการเลือกตั้งของไทยอย่างเสรีเป็นธรรม” ชงแก้รัฐธรรมนูญพ่วงกฎหมายลูก “พรชัย-นันทนา” เสนอหั่นอำนาจ กกต. ชี้คนจัดเกมและตัดสินเกมไม่ควรเป็นคนเดียวกัน "พิสิษฐ์" เบื่อการชวนคนลงถนนแล้วปฏิวัติรัฐประหารมาเขียน รธน.ใหม่ “พ.ต.อ.กอบ” เตือนต้องเริ่มที่สภาล่าง “สว.พันธุ์ใหม่” พล่านจี้ กกต.แจงมีชื่อร้องเรียนฮั้ว แต่ไม่เคยถูกตั้งข้อหา “เทวฤทธิ์” รับหน้าตาเฉยระบบบีบให้ฮั้ว ไม่อย่างนั้นตกรอบอย่าง “อดีตนายกฯ สมชาย” แต่ไม่เหมือนสีน้ำเงินเพราะมีเส้นเงิน “ณัฐพงษ์” เคาะไทม์ไลน์ไม่เกินศุกร์นี้ยื่น ป.ป.ช.ฟัน กกต.ทั้ง 7 

เมื่อวันจันทร์ที่ 21 ก.ย. 2569 ในการประชุมสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ได้มีการพิจารณารับทราบรายงานการพิจารณาเรื่อง รายงานการศึกษาและข้อเสนอแนะเพื่อการพัฒนากระบวนการเลือกตั้งของไทยอย่างเสรีและเป็นธรรม ของคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิเสรีภาพและการคุ้มครองผู้บริโภคที่พิจารณาเสร็จแล้ว

โดยนายนรเศรษฐ์ ปรัชญากร สว.ในฐานะประธาน กมธ.ระบุว่า รายงานการจัดอันดับเสรีภาพทางการเมืองและเสรีภาพพลเมืองในปี 2568 โดยฟรีดอมเฮาส์ พบว่าไทยมีคะแนนด้านเสรีภาพเพียง 34 คะแนนจาก 100 คะแนน ทำให้ถูกจัดอยู่ในกลุ่มประเทศที่ไม่เสรี รายงานฉบับนี้จึงมีเป้าหมายทั้งหมด 3 ประการหลัก คือ 1.ศึกษาและนำเสนอปัญหาการเลือกตั้งที่ถูกตั้งคำถามว่าไม่เสรีและเป็นธรรมในประเทศไทย 2.จัดทำแนวทางการมีส่วนร่วมของประชาชนในช่วงก่อน ระหว่าง และหลังการเลือกตั้ง  และ 3.จัดทำข้อเสนอต่อองค์กรที่เกี่ยวข้องกับการจัดเลือกตั้ง

ขณะที่ น.ส.อชิรญา บุญตา คณะทำงานรายงานฯ กล่าวว่า ได้จัดทำร่างกฎหมายเพื่อปฏิรูปการเลือกตั้งรวมทั้งสิ้น 3 ฉบับ คือ 1.ร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม 6 มาตรา คือ มาตรา 90, 91, 95 อนุมาตราสาม, 218, 222 และเพิ่มเติมมาตรา 222/1 และ /2 2.แก้ไขร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง 4 มาตรา และแก้ไขร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. 6 มาตรา

จากนั้นเวลา 10.50 น. นายพรชัย วิทยเลิศพันธุ์ สว.อภิปรายว่า ปัจจุบันเราจะพบปัญหาพื้นฐานคือ กกต.เป็นทั้งผู้จัดการเลือกตั้ง และในขณะเดียวกันก็มีอำนาจสืบสวน ไต่สวน วินิจฉัย รวมทั้งสั่งนับคะแนนใหม่หรือเลือกตั้งใหม่ เมื่อเห็นว่าการเลือกตั้งมีปัญหา จึงเสนอว่าเราควรชำแหละโครงสร้าง กกต.และประกอบใหม่ คือแยกอำนาจที่ถูกรวมกันแล้วออกแบบใหม่ว่าอำนาจใดควรจะอยู่กับใคร คนจัดเกมไม่ควรเป็นคนเดียวกับคนที่ตัดสินเกมของตัวเอง

 “ขอเรียกร้องให้รัฐสภา รัฐบาล ช่วยเคารพ 21.6 ล้านเสียงของประชาชน ที่เห็นชอบให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่โดยเร็วและแก้ไขรายมาตราควบคู่ไป โดยเฉพาะมาตราเรื่องการเลือกตั้ง สว.และบทบาท กกต.” นายพรชัยกล่าว

จากนั้นเวลา 11.15 น. น.ส.นันทนา นันทวโรภาส สว.อภิปรายว่า โครงสร้างการบริหารจัดการการเลือกตั้งควรแยกเป็นสองฝ่าย คือฝ่ายจัดการกับฝ่ายตรวจสอบ กกต.ควรทำหน้าที่บริหารจัดการการเลือกตั้งเท่านั้นแล้วให้ศาลเป็นผู้ตรวจสอบ จึงควรลดอำนาจของ กกต.

 “การให้ใบเหลือง ใบส้ม ใบแดง ใบดำควรเป็นศาล แต่จะว่าไปแล้ว กกต.ก็ไม่ค่อยได้แจกใบพวกนี้อยู่แล้ว เห็นแต่แจกใบน้ำเงินให้ผ่านฉลุยอย่างเดียว จึงเห็นด้วยกับข้อเสนอแยกอำนาจตามรายงานนี้” น.ส.นันทนากล่าว

น.ส.นันทนายังกล่าวว่า ที่มาของ กกต.ต้องยึดโยงกับประชาชน ไม่ใช่ให้ สว.ซึ่งไม่ได้มาจากการเลือกตั้งของประชาชนมาเลือกเหมือนทุกวันนี้ ส่วนเรื่องคุณสมบัติของ กกต. กระบวนการสรรหาและบทลงโทษต้องปรับปรุงใหม่ ที่มาของ กกต.ควรหลากหลาย ไม่ควรจำกัดเฉพาะข้าราชการ เพราะองค์กรอิสระจะกลายเป็นบ้านพักข้าราชการชราหลังเกษียณอายุราชการหมดแล้ว เราควรที่จะลดอายุผู้สมัครลงให้เริ่มต้นที่ 35 ปี เพราะความแก่ไม่ได้ช่วยให้มีวุฒิภาวะ รู้วิจารณญาณที่ดีเลย ดูรอบๆ แถวนี้ก็ได้

“การรายงานผลการเลือกตั้งต้องรวดเร็วโปร่งใสและมีประสิทธิภาพ ท่านจัดเลือก สว.เสร็จตอน 05.00 น. ประเทศไหนเขาทำกัน ประกาศผลการเลือกตั้ง สส.เมื่อวันที่ 8 ก.พ.ที่ผ่านมา ก็ช้าจนบางคนสงสัยว่ามีซีเครตรูม เพื่อตกแต่งผลการเลือกตั้งหรือไม่ 9 วันผ่านไปกว่าตัวเลขผู้มีสิทธิเลือกตั้งจะออกมา แต่ผลการเลือกตั้งก็ยังแช่อยู่ที่ 94% จนถึงขณะนี้ กกต.ยังไม่เคยสรุปผลคะแนนรายหน่วย นี่เรารายงานผลเลือกตั้งช้ากว่าประเทศอินเดียที่มีพลเมืองมากกว่าเรา 21 เท่าแล้วหรือ หากจ่ายเงิน 7 พันล้านแล้วได้ประสิทธิภาพแค่นี้ ต่อไปไม่ต้องมี กกต. ใช้เอไอดีกว่า” น.ส.นันทนากล่าว

เตือนอย่าทำแตกแยก

จากนั้นนายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ สว. อภิปรายว่า เมื่อ กกต.มีคำวินิจฉัยแล้วควรเคารพกฎหมาย อย่าใช้วิธีเดิมๆ เบื่อมากกับการชวนคนลงถนนแล้วปฏิวัติรัฐประหารมาเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ ตั้งแต่ปี 2550 พอปี 2570 ก็จะเอาอีกใช่หรือไม่ เหตุที่ไทยเขียนรัฐธรรมนูญหลายฉบับ เพราะรอไม่เป็น รอให้คนอื่นบริหารให้เสร็จสิ้น แล้วใช้กระบวนการทางรัฐสภา รายงานฉบับนี้เป็นรายงานที่ดี แต่จะสมบูรณ์มากๆ หากนำมาตรา 49 มาพิจารณาด้วย

ด้าน พ.ต.อ.กอบ อัจนากิตติ สว. อภิปรายในส่วนของการเสนอให้ประชาชนมีอำนาจถอดถอน กกต.ว่า ต้องดูบริบทความเป็นไปได้ อย่าสร้างความแตกแยก ปัจจุบันเราใช้รัฐธรรมนูญ 2560 เป็นหลักปกครองประเทศ สว.ต้องอ่านให้เข้าใจ มีการกล่าวปฏิญาณตนก่อนปฏิบัติหน้าที่ ดังนั้นต้องรู้ว่าจะใช้รัฐธรรมนูญอย่างไร ที่อ้างประชาชนไม่รู้เป็นพรรคประชาชนหรือไม่ ทั้งนี้กฎหมายต้องเป็นกฎหมายจะเลี่ยงบาลีไม่ได้ อย่าทำกฎหมายให้เป็นกฎหมู่  โดยคนที่มีความรู้สูง ต้องมีความคิด จิตใจสูง ต้องมีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ ทั้งนี้รายงานที่เสนอมองว่าต้องแก้ไข หากคิดแก้กฎหมาย กกต. กฎหมายเลือกตั้ง ต้องไปเริ่มที่สภาผู้แทนราษฎร นอกจากนั้นควรคำนึงถึงสิทธิ หน้าที่ เสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ อย่าละเมิดสิทธิบุคคลอื่น

 “ต้องให้เกียรติ กฎหมายที่ท่านใช้เข้ามาสู่สภาแห่งนี้  และขอให้รู้ด้วยว่าคณะบุคคลที่กล่าวถึงนั้นมาตามกฎหมาย รวมถึงกรรมการองค์กรอิสระ คณะสรรหากรรมการองค์กรอิสระ ที่ประธานสรรหาเป็นถึงประธานศาลฎีกา ที่ไม่มีใครไม่ยอมรับ ส่วนพวกท่านที่เป็นองค์คณะทำรายงาน เทียบความรู้ประสบการณ์ได้หรือไม่” พ.ต.อ.กอบอภิปราย

หลังพิจารณามาพอสมควรที่ประชุมเห็นชอบด้วยกับรายงาน พร้อมทั้งข้อสังเกตและข้อเสนอแนะของคณะกรรมาธิการ และมีมติให้ส่งไปยังคณะรัฐมนตรีเพื่อดำเนินการต่อไป

วันเดียวกัน ยังคงมีความต่อเนื่องกรณีที่สำนักงาน กกต.เปิดเผยมติสำนวนไต่สวนการเลือก สว. ข้อกล่าวหาที่ 4-7 เมื่อวันที่ 14 ก.ย. ซึ่งมีรายชื่อ สว.กลุ่มพันธุ์ใหม่อยู่ในสำนวนไต่สวนที่แยกจากสำนวนหลัก ซึ่ง กกต.มีมติเอกฉันท์ยกคำร้อง โดย น.ส.นันทนากล่าวว่า ไม่ทราบมาก่อน และรู้สึกงงว่าเกิดอะไรขึ้น จึงได้ให้นายเทวฤทธิ์ มณีฉาย สว. ในฐานะตัวแทนกลุ่มไปยื่นหนังสือต่อ กกต.เพื่อสอบถามว่าเกิดอะไรขึ้น หากตกเป็นผู้ถูกกล่าวหาควรมีเอกสารแจ้งและเชิญไปให้ปากคำ แต่ที่ผ่านมาไม่เคยมีรายละเอียดดังกล่าวปรากฏ

 “กกต.อย่าทำงานมั่ว เพราะคำร้องที่ถูกยกไปนั้นไม่มีที่มาที่ไป เหมือนพยายามทำให้กลุ่มต่างๆ เหมือนกับ สว.กลุ่ม 229 คน เพราะไม่เหมือนกัน เนื่องจากไม่เคยถูกกล่าวหามาก่อน ไม่มีที่มาที่ไป” น.ส.นันทนากล่าว

 เมื่อถามว่า เรื่องที่ถูกยกคำร้องมองว่าเป็นกรณีเดียวกับการประชุม สว.ประชาชนที่ห้องจูปิเตอร์ เมื่อ 25 มิ.ย. 2567 หรือไม่ น.ส.นันทนากล่าวว่า ไม่เคยไปร่วมประชุมกับใคร ยกเว้นที่ห้องจูปิเตอร์ หากบอกว่าเป็นการจัดเลี้ยง ที่ห้องจูปิเตอร์ ไม่มีการจัดเลี้ยงแม้กระทั่งเลี้ยงน้ำ และในวันดังกล่าวมี กกต.และสื่อมวลชนไปสังเกตการณ์ด้วย ดังนั้นหากบอกว่าเป็นการจัดเลี้ยงคิดว่าไม่น่าจะใช่

ซัด กกต.ทำงานมั่ว

 “กกต.ต้องเป็นกลาง คนผิดต้องผิดตามหลักฐาน หากเข้าสู่กระบวนการ ต้องเป็นไปตามขั้นตอนที่ถูกต้องไม่ใช่ถูกชี้เป้า กกต.ทำงานเหมือนมีใบสั่ง มีธงให้ทำ ส่วนที่บอกว่ามีอีก 3 สำนวนที่พิจารณาและต้องสอบเพิ่ม หมายถึงว่าหลักฐานไม่พอ หรือไม่มีหลักฐานพอต้องสอบเพิ่ม จะเป็นความยุติธรรมหรือความไม่เท่าเทียม หรือเป็นการเลือกปฏิบัติหรือไม่ กกต.ต้องตอบคำถามให้ได้ กกต.ทำงานมั่วมาก ไม่มีมาตรฐาน และต้องการเบี่ยงประเด็นจากเรื่องฉาวของตนเองที่ตัดตอนคดีฮั้ว สว.ของกลุ่ม 229 คนที่ไม่ถึงคนบงการ”

น.ต.วุฒิพงศ์ พงศ์สุวรรณ สว. กล่าวในประเด็นเดียวกันว่า ไม่ทราบถึงข้อกล่าวหาที่ กกต.มีมติเอกฉันท์ยกคำร้อง เพราะไม่เคยถูกเรียกไปชี้แจง และไม่ทราบว่ากล่าวเรื่องอะไร ห้องจูปิเตอร์ก็ไม่ได้ไป เรื่องนี้ไม่ได้ติดใจอะไร เพราะ กกต.เอกฉันท์ยกคำร้องไปแล้ว แต่หากให้ดี กกต.ควรเปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับคดีฮั้วทุกคดี

ในเวลา 14.00 น. ที่สำนักงาน กกต. นายเทวฤทธิ์เดินทางเข้ายื่นหนังสือถึงนายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธาน กกต. เพื่อขอความเป็นธรรมและทวงถามรายละเอียดข้อเท็จจริง หลังพบรายชื่อของตน (ลำดับที่ 361) รวมถึง น.ส.นันทนาปรากฏอยู่ในเอกสารข่าว กกต. ที่เปิดเผยผลมติสำนวนคดีฮั้วเลือก สว. ซึ่งมีผู้ถูกร้องมากถึง 427 คน โดยนายเทวฤทธิ์ระบุว่า มาขอทราบรายละเอียดว่าข้อกล่าวหาและเหตุการณ์ที่นำมาเชื่อมโยงคืออะไร เพราะตลอดกระบวนการไม่เคยได้รับการติดต่อ หมายเรียก หรือการแจ้งข้อกล่าวหาให้ไปชี้แจงเลยแม้แต่ครั้งเดียว ซึ่งถือว่าขัดต่อ พ.ร.ป.ว่าด้วย กกต. มาตรา 43 ในเรื่องกระบวนการสืบสวนไต่สวน ที่ระบุชัดว่าต้องเปิดเผยข้อกล่าวหา ข้อเท็จจริง และพยานหลักฐานโดยสรุปให้ผู้ถูกร้องทราบเพื่อเปิดโอกาสให้แก้ต่าง

 “ในอดีตเคยมาชี้แจงกับ กกต.เพียงครั้งเดียว คดีถูกร้องเรื่องคุณสมบัติสื่อมวลชนอันเป็นเท็จ ซึ่งครั้งนั้นก็นำหลักฐานมายืนยันจน กกต.ยกคำร้องไปเมื่อปีก่อน ไม่เกี่ยวกับคดีฮั้วในครั้งนี้ แม้ครั้งนี้มติ กกต.จะออกมาเป็นคุณคือยกคำร้อง แต่กระบวนการที่ไม่เคยเรียกผู้ถูกร้องไปสอบสวนเลย ถือว่ามีปัญหาความชอบธรรมอย่างมาก หากประธาน กกต.ไม่เปิดเผยว่ามีผู้ถูกร้องถึง 427 คน คงไม่รู้ตัวเลยว่ามีชื่อโดนไปด้วย ถือเป็นการลิดรอนสิทธิ์อย่างชัดเจน” นายเทวฤทธิ์กล่าว

รับถูกบีบให้ฮั้ว

เมื่อถามถึงภาพรวมการฮั้วเลือก สว. นายเทวฤทธิ์ กล่าวว่า หลายคนมองว่าระบบการเลือก สว.ชุดนี้ถูกออกแบบมาให้ต้องฮั้ว ซึ่งยอมรับในข้อเท็จจริงว่า โดยธรรมชาติของระบบมันบีบให้ผู้สมัครต้องมีการทำความรู้จักและแนะนำตัวกัน เพราะไม่มีทางที่อยู่ดีๆ คนที่ไม่รู้จักกันจะมาเลือกลูกคู่ให้ ขนาดอดีตนายกรัฐมนตรีอย่างนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ยังตกรอบ

 “การรวมตัวของฝั่งเราเป็นการรณรงค์อย่างเปิดเผยตรงไปตรงมา โดยมีอุดมการณ์ร่วมกันคือเป้าหมายในการแก้รัฐธรรมนูญ เพื่อหวังให้ได้เสียง สว.อย่างน้อย 1 ใน 3 เข้าไปปลดล็อก แต่ผลลัพธ์ก็ชัดเจนว่าไม่สามารถผูกมัดใครได้ เพราะไม่มีอามิสสินจ้าง และคนส่วนใหญ่ก็ไม่ได้โหวตตามที่คุยกัน สิ่งที่เป็นตัวชี้วัดความต่างระหว่างเรากับกลุ่มสีน้ำเงินอย่างสิ้นเชิงคือเส้นเงิน การรู้จักกันของนักการเมืองเป็นเรื่องปกติ ไม่ใช่ตัวตัดสินว่าใครผิดใครถูก แต่ต้องดูว่ามีการให้อามิสสินจ้าง การข่มขู่ หรือหลอกลวงหรือไม่  ซึ่งต้องไปพิสูจน์กันด้วยหลักฐานเชิงวิทยาศาสตร์และเส้นเงิน” นายเทวฤทธิ์ระบุ

สำหรับกรณีที่ถูกพยายามชี้เป้าว่าเกี่ยวข้องกับกิจกรรมที่ห้องจูปิเตอร์ นายเทวฤทธิ์ยอมรับว่า ได้เดินทางไปร่วมงานจริง และได้รับสายรัดข้อมือ ซึ่งจำสีชัดเจนไม่ได้  ส่วนประเด็นที่ไม่ให้สื่อมวลชนเข้ารับฟังและฝากโทรศัพท์นั้น เนื่องจากขณะนั้น กกต.ออกระเบียบข้อ 11 ห้ามผู้สมัครแนะนำตัวผ่านสื่อหรือโซเชียลมีเดีย ผู้จัดงานจึงต้องระวังไม่ให้มีการไลฟ์สดหรือบันทึกภาพจนถูกนำไปใช้เป็นเหตุร้องเรียนในภายหลัง ยืนยันว่าในงานไม่มีการจัดเลี้ยงอาหารหรือแม้แต่น้ำดื่ม ทุกคนต้องซื้อกินเองทั้งหมด 

นายเทวฤทธิ์กล่าวถึงกรณีนายพิสิษฐ์เรียกร้องให้เข้าสู่กระบวนการตรวจสอบว่า ขอขอบคุณและยกมือไหว้ ยินดีเข้าสู่การตรวจสอบของ กกต.ตามมาตรฐานเดียวกันอยู่แล้ว ไม่คิดหนีไปไหน ส่วนที่ถูกถามประชดเรื่องสัดส่วนสีส้ม-สีน้ำเงิน มองว่ากลุ่มเสียงส่วนน้อยมีความหลากหลาย  ไม่ได้โหวตไปทางเดียวกันทั้งหมด

สัปดาห์นี้ชง ป.ป.ช.

นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) กล่าวว่า พรรคจะเดินหน้าตามกฎหมายที่ถูกต้องในการพยายามเอาผิด กกต.หรือบุคคลที่เกี่ยวข้อง ที่เราเชื่อว่ามีเหตุเบื้องหลัง ซึ่งตอนนี้ทีมกฎหมายของพรรคเตรียมคำร้องยื่นต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เสร็จแล้วตั้งแต่สัปดาห์ที่ผ่านมา แต่ต้องปรับปรุงคำร้องให้รอบคอบรัดกุมมากยิ่งขึ้น โดยไม่เกินวันศุกร์นี้จะไปยื่นคำร้องต่อ ป.ป.ช.โดยตรง

เมื่อถามถึงความคืบหน้ายื่นซักฟอกเตรียมไปถึงไหนแล้ว นายณัฐพงษ์กล่าวว่า ได้คุยกับพรรคร่วมฝ่ายค้านพรรคอื่นๆ เรียบร้อยแล้ว ยืนยันว่าอยู่ในกรอบสมัยประชุมนี้แน่นอน เชื่อว่าอยู่ภายในช่วงเดือนตุลาคมไม่เกินต้นเดือนพฤศจิกายนแน่นอน

ขณะที่นายศรีสุวรรณ จรรยา ผู้นำองค์กรรักชาติ รักแผ่นดิน เดินทางมายื่นคำร้องต่อ กกต.เพื่อขอให้ตรวจสอบและบังคับใช้กฎหมายโดยเคร่งครัด เพื่อมีมติเพิกถอนการกันบุคคลไว้เป็นพยาน และให้การกันบุคคลไว้เป็นพยานสิ้นสุดลง กรณีฮั้ว สว.อาจเป็นไปโดยไม่สุจริตและเที่ยงธรรมตามที่กฎหมายบัญญัติ และเร่งดำเนินคดีอาญา มาตรา 137, 175, 177 กับ 3 พยานที่กลับคำให้การในกรณีดังกล่าวโดยเร็ว ทั้งนี้ หาก กกต.เพิกเฉยอาจถือได้ว่ากระทำความผิดอาญาเสียเอง ตาม พ.ร.ป.ว่าด้วย กกต. พ.ศ. 2560 มาตรา 69, พ.ร.ป.ป.ป.ช. พ.ศ. 2561, มาตรา 172 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ส้มทั้งนนท์แห้ว!เดชรัตได้ที่2

ส้มทั้งนนทบุรีแห้ว! นฤพนธ์เข้าวินทิ้งห่าง “เดชรัต” ไปไกล ส่วนอีก 4 รายได้คะแนนเป็นสีสัน ท่ามกลางการลงคะแนนและนับคะแนนที่ฉ่ำฝน