เร่งถกสหรัฐหวังได้ภาษีเดิม

นายกฯ ประชุมทีมไทยแลนด์ สยบข่าวญี่ปุ่นย้ายฐานผลิต ยัน ครม.ชุดนี้ไม่มีใครหากินผิดกฎหมาย ไม่ยุ่งเกี่ยว "ธุรกิจสีเทา-ธุรกิจเถื่อน" ด้าน "ศุภจี" เร่งสรุปกรอบเจรจาการค้าไทย-สหรัฐอเมริกา ก่อนมาตรการ 301 เดินหน้า หวังรักษาภาษีในกรอบเดิม 19% 

เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 21 กันยายน 2569 ที่โรงแรมอิมพีเรียล กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น (ตามเวลากรุงโตเกียว เร็วกว่าไทย 2 ชั่วโมง) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย เป็นประธานการประชุมหารือเพื่อมอบนโยบายและแนวทางการขับเคลื่อนด้านการต่างประเทศ รวมถึงทิศทางการส่งเสริมความสัมพันธ์ไทย-ญี่ปุ่น  และการบูรณาการทำงานร่วมกันของทีมประเทศไทย โดยมีนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พาณิชย์ พร้อมด้วยผู้แทนกระทรวงการต่างประเทศ เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงโตเกียว, กงสุลใหญ่ไทย ณ นครโอซากา และนครฟุกุโอกะ รวมถึงผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ไทยและญี่ปุ่นถือเป็นมิตรประเทศที่มีความสัมพันธ์อันดีต่อกัน แม้การลงทุนของญี่ปุ่นในไทยอาจไม่ได้มีมูลค่ามหาศาลเหมือนในอดีต หรืออาจชะลอตัวลงบ้าง แต่ควรมองภาพรวมของการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจไทย ซึ่งในอดีตประเทศไทยต้องพึ่งพาญี่ปุ่นในหลายด้าน ขณะที่ปัจจุบันไทยมีการพัฒนาศักยภาพของตัวเองมากขึ้น และสามารถลดการพึ่งพาวัตถุดิบจากต่างประเทศหลายรายการ เนื่องจากสามารถผลิตได้ภายในประเทศ ยกตัวอย่างอุตสาหกรรมยานยนต์ ซึ่งกำลังเปลี่ยนผ่านจากรถยนต์สันดาปไปสู่รถยนต์ไฟฟ้าหรือ EV ขณะเดียวกันตลาดรถยนต์ไฟฟ้าก็มีการแข่งขันเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะจากผู้ผลิตจีน

ส่วนกระแสข่าวว่าญี่ปุ่นอาจย้ายฐานการผลิตออกจากประเทศไทยทั้งหมดนั้น นายอนุทินกล่าวว่า จากการพบปะหารือกับเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทยก่อนหน้านี้  ได้รับการปฏิเสธข่าวดังกล่าว พร้อมมองว่าการลงทุนของญี่ปุ่นในไทยในปัจจุบันอาจไม่เหมือนกับในอดีต โดยในอดีตไทยเคยขาดดุลการค้ากับญี่ปุ่นนับหมื่นล้านบาท แต่ปัจจุบันตัวเลขดังกล่าวลดลงเหลือประมาณ 6,000 ล้านบาท ขณะเดียวกันญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับพลังงานสะอาด ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางของประเทศไทย ที่กำลังส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานเช่นเดียวกัน โดยรัฐบาลได้ประกาศใช้พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงาน และสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569

นายกรัฐมนตรีกล่าวอีกว่า ประเทศไทยมีความมั่นคงด้านพลังงาน แม้ขณะนี้สิ่งที่น่ากังวลคือสถานการณ์ราคาน้ำมัน ซึ่งเป็นปัจจัยที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ทั้งนี้ประเทศไทยมีจุดแข็งด้านภูมิศาสตร์ ซึ่งเมื่อประกอบกับความคุ้นเคยและความสัมพันธ์อันดีระหว่างไทยกับญี่ปุ่น จะเป็นปัจจัยสนับสนุนให้ญี่ปุ่นยังคงร่วมมือและลงทุนในประเทศไทยต่อไป

นายอนุทินยังกล่าวอีกว่า ยืนยันรัฐบาลชุดนี้จริงจังกับการปราบปรามสแกมเมอร์ ธุรกิจผิดกฎหมาย ยาเสพติดทุกรูปแบบ ซึ่งได้ทำมาต่อเนื่องตั้งแต่รัฐบาลอนุทิน 1 จนถึงปัจจุบัน โดย 3 เดือนของรัฐบาลก่อนหน้า รวม 7 เดือนของรัฐบาลชุดนี้ ยึดทรัพย์เครือข่ายสแกมเมอร์ ปัจจุบันมีการยึดทรัพย์มูลค่ากว่า 20,000 ล้านบาท ขณะที่การป้องกันธุรกรรมการเงินผิดกฎหมาย ยืนยันได้ว่าขณะนี้การทำธุรกรรมผิดปกติหรือผิดกฎหมายนั้นเป็นสิ่งที่ยากมากจริงๆ ทำให้ประเทศไทยเป็นประเทศหนึ่งที่มีความน่าเชื่อถือในเรื่องของการปราบปรามสแกมเมอร์ เห็นได้จากสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือนานาชาติ ทั้ง Fitch Ratings, เอส แอนด์ พี, Moody's ปรับมุมมองความน่าเชื่อถือของประเทศไทยให้อยู่ในระดับที่มีเสถียรภาพ ถือว่าประเทศไทยได้แสดงให้เห็นถึงมาตรฐานในการจัดการกับเรื่องดังกล่าวนี้

"สามารถพูดได้เลยว่ารัฐบาลของตนไม่มีใครหากินกับเรื่องพวกนี้เด็ดขาด ไม่มีคณะรัฐมนตรีคนไหนที่ไปมีความสัมพันธ์กับธุรกิจเทา ธุรกิจเถื่อน ย้ำว่าไม่มีอยู่ในรัฐบาลชุดนี้  ดังนั้นจึงไม่มีเหตุผลใดๆ ที่จะประนีประนอมกับผู้กระทำผิดกฎหมาย" นายอนุทินกล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังเสร็จภารกิจที่ญี่ปุ่น นายอนุทินออกเดินทางต่อไปยังนครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา เพื่อเข้าร่วมการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยสามัญ ครั้งที่ 81 (The 81st Session of the United Nations General Assembly: UNGA81) และกิจกรรมที่เกี่ยวข้อง ระหว่างวันที่ 20-27 กันยายน 2569

ขณะที่นางศุภจีให้สัมภาษณ์ว่า จะเดินทางไปร่วมประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติกับนายกรัฐมนตรีที่สหรัฐอเมริกาต่อ และจะมีโอกาสพบกับนายเจมีสัน เกรียร์ และนายริก สวิตเซอร์อีกครั้ง เพื่อสรุปการเจรจาให้เสร็จเรียบร้อย

ผู้สื่อข่าวถามถึงกระบวนการภาษีของสหรัฐ นางศุภจี กล่าวว่า สหรัฐกำลังจะมีการประกาศผลการพิจารณาข้อไต่สวน 301 ว่าด้วยเรื่องของการขึ้นภาษีและการผลิตส่วนเกิน หรือเรื่องของแรงงานบังคับ ซึ่งคาดว่าจะเจรจาให้จบก่อนที่จะมีการประกาศ 301 ของสหรัฐ เพื่อที่จะได้คงภาษีให้อยู่ในกรอบตามที่ตกลงไว้ตั้งแต่ปีที่แล้ว

เมื่อถึงความกังวลจากกรณีที่สหรัฐเตรียมประกาศขึ้นภาษีรัสเซีย และกลุ่มประเทศที่มีการซื้อน้ำมันและพลังงานกับรัสเซีย รมว.พาณิชย์ตอบว่า อาจไม่เกี่ยวกับประเทศไทยทางตรง แต่ในแง่ของภูมิศาสตร์โลกอาจจะมีความเกี่ยวข้องกันอยู่และได้รับผลกระทบทางอ้อม ขณะนี้ไทยต้องเน้นเรื่องของการเจรจากับสหรัฐให้จบ ซึ่งตัวกรอบภาษียังเป็นเป้าเดิมที่คงไว้ตั้งแต่ปีที่แล้ว และก็จะเป็นตัวภาษีที่ใกล้เคียงกับกลุ่มประเทศที่มีการตกลงกันแล้ว โดยเฉพาะในประเทศเพื่อนบ้านของไทย เพื่อให้ประเทศในภูมิภาคเดียวกันมีขีดความสามารถแข่งขันเท่าเทียมกัน

นางศุภจีกล่าวอีกว่า ตอนแรกที่มีประกาศออกมา 36% แต่เมื่อมีการเจรจาช่วงอดีตรัฐบาล น.ส.แพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่มีการเจรจาจนได้ภาษีอยู่ที่ 19% แต่ในรายละเอียด ณ ขณะนั้นมีการคุยกันในสิ่งที่ไม่ใช่ภาษีด้วย ซึ่งอาจจะมีบางส่วนที่ยังไม่ได้เจรจาในรัฐบาลที่แล้ว จึงเป็นหน้าที่ของรัฐบาลปัจจุบันที่ต้องมีการเจรจาเพิ่มเติม จนเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาทางศาลสูงสหรัฐระบุว่า การกำหนดภาษีของสหรัฐนั้นทำไม่ถูกต้อง ทำให้สหรัฐออกเป็นมาตรการชั่วคราว โดยเรียกว่ามาตรการ 122 ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้สหรัฐยังสามารถเก็บภาษีจากประเทศอื่นๆได้ โดยเป็นการคิดภาษีเหมือนกันทุกประเทศอยู่ที่ 10% แต่ใช้ได้เพียง 150 วัน ซึ่งหมดไปแล้วเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม แต่สิ่งที่สหรัฐทำทันทีหลังหมดมาตรการนี้ ก็คือการออกมาตรการ 301 เพื่อดึงภาษีตัวเองขึ้นมาอีก โดยสิ่งที่ไทยต้องเจรจาด้วยก็คือเรื่องของแรงงานบังคับ และเรื่องดัชนีการผลิตส่วนเกิน เพราะสหรัฐบอกว่าไทยอาจจะไม่ได้มีการผลิตอะไรที่มากมาย                   

ส่วนการประกาศเรื่องแรงงานบังคับ ได้มีการประกาศผลออกมาเรียบร้อยซึ่งไทยอยู่ที่ 12.5% แต่ประเทศเพื่อนบ้านที่มีการเจรจาไปเมื่อปีที่แล้วจะอยู่ที่ 10% ดังนั้นหน้าที่ของไทยก็คือ ต้องพยายามเจรจาให้จบเพื่อที่จะได้กลับไปอยู่ระดับเดียวกันกับประเทศเพื่อนบ้าน และเพื่อให้เกิดการแข่งขันในระดับเดียวกัน หน้าที่ของไทยต้องพยายามเจรจาให้จบ ก่อนที่สหรัฐจะมีการประกาศมาตรการ 301 ออกมา เพื่อที่จะไม่ทำให้อัตราภาษีของไทยสูงเกินประเทศเพื่อนบ้าน และไม่เกินกรอบเดิมที่มีการเจรจาไว้อยู่ที่ 19%

"ส่วนตัวก็พยายามจะให้ไม่เกินกรอบเดิมที่ได้มีการตั้งไว้ อย่างไรก็ตามอาจจะขอให้นายกฯ เจรจาเพิ่มเติมกับประธานาธิบดีสหรัฐ เพราะที่ผ่านมาไทยก็ให้ความร่วมมืออย่างดีมาโดยตลอด ซึ่งความสำคัญตรงนี้ต้องเป็นในระดับผู้นำประเทศคุยกัน" รมว.พาณิชย์กล่าว.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ระบบออกแบบให้ฮั้ว ‘สว.สีส้ม’รับไม่อย่างนั้นตกรอบอ้างรณรงค์อย่างเปิดเผย

ที่ประชุมสภาสูงเดือด! ถกรายงาน “กระบวนการเลือกตั้งของไทยอย่างเสรีเป็นธรรม” ชงแก้รัฐธรรมนูญพ่วงกฎหมายลูก

ส้มทั้งนนท์แห้ว!เดชรัตได้ที่2

ส้มทั้งนนทบุรีแห้ว! นฤพนธ์เข้าวินทิ้งห่าง “เดชรัต” ไปไกล ส่วนอีก 4 รายได้คะแนนเป็นสีสัน ท่ามกลางการลงคะแนนและนับคะแนนที่ฉ่ำฝน