ชูผนึก‘อาเซียน’ หนูชี้ไทย-เขมร ทวิภาคีฟื้นไว้ใจ

นายกฯ เปิดเวทีธุรกิจไทย-อินโดนีเซีย ดัน 4 ยุทธศาสตร์เศรษฐกิจ เชื่อมตลาดกว่า 350 ล้านคน สร้างห่วงโซ่คุณค่า ภูมิภาค ยกระดับความร่วมมือ แลกเปลี่ยน MOU 4 ฉบับ คุยเลขาธิการอาเซียน แจงสถานการณ์ชายแดน เสียใจกัมพูชาเลือกประนอมภาคบังคับ ชู 3 แนวทางนำอาเซียนเข้มแข็ง ย้ำสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา เห็นพ้องฟื้นฟูความไว้วางใจ-เปิดทางเจรจาทวิภาคีดำเนินต่อ  

เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2569 เวลา 09.15 น. ที่โรงแรม Fairmont Jakarta กรุงจาการ์ตา  สาธารณรัฐอินโดนีเซีย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย กล่าวปาฐกถาพิเศษในงาน Indonesia-Thailand  Business Forum ภายใต้หัวข้อ “Advancing  the Indonesia-Thailand Strategic Partnership: Building Integrated Value  Chains in Industry, Services, and Halal Economy” จัดโดยหอการค้าไทยในอินโดนีเซีย  ร่วมกับสภาหอการค้าและอุตสาหกรรมอินโดนีเซีย มีผู้ร่วมงานกว่า 300 คน  

นายกรัฐมนตรีกล่าวเสนอให้ไทยและอินโดนีเซียยกระดับจากคู่ค้าสู่หุ้นส่วนร่วมสร้าง เชื่อมโยงการผลิต การลงทุน เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อสร้างห่วงโซ่คุณค่าที่แข็งแกร่ง และขยายโอกาสทางเศรษฐกิจในภูมิภาคอาเซียน 

จากการหารือกับประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต เมื่อวันที่ 3 ส.ค. ทั้งสองฝ่ายเห็นตรงกันว่า ต้องเพิ่มโอกาสให้ประชาชน ผู้ประกอบการ และนักลงทุนของทั้งสองประเทศอย่างเป็นรูปธรรมท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่ผันผวน

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ปัจจุบันทั้งสองประเทศมีมูลค่าการค้าระหว่างกันเกือบ 20,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และตั้งเป้าให้ถึง 23,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในอีกไม่นาน และมีประชากรรวมกว่า 350 ล้านคน สะท้อนศักยภาพตลาดขนาดใหญ่ที่ยังเติบโตได้อีกมาก ขอเสนอ 4 ความร่วมมือหลัก ได้แก่ 1.ความมั่นคงทางอาหารและฮาลาล พัฒนาห่วงโซ่คุณค่าฮาลาลครบวงจร 2.โลจิสติกส์ คมนาคม และดิจิทัล ลดต้นทุนการค้า เชื่อมโครงสร้างพื้นฐาน 3.การเงินและเศรษฐกิจดิจิทัล ต่อยอดความร่วมมือธนาคารไทยในอินโดนีเซีย และเชื่อมระบบชำระเงิน PromptPay-QRIS และ 4.พลังงานและเศรษฐกิจสีเขียว ร่วมพัฒนาพลังงานสะอาด

ช่วงท้ายนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ความสำเร็จของความสัมพันธ์ไทย-อินโดนีเซีย ต้องวัดจากสิ่งที่สร้างร่วมกัน ไม่ใช่เพียงตัวเลขการค้า แต่คืออุตสาหกรรมที่แข็งแรง ห่วงโซ่อุปทานที่เชื่อมกัน  และอาเซียนที่แข่งขันได้มากขึ้น ขอให้เวทีนี้เป็นจุดเริ่มต้นของโอกาสใหม่ ที่แปรวิสัยทัศน์ให้เป็นการลงทุนจริง และความร่วมมือที่จับต้องได้

เวลา 10.30 น. ณ ห้องบอลรูม ชั้น G โรงแรม Fairmont Jakarta นายอนุทินเป็นสักขีพยานในพิธีแลกเปลี่ยนบันทึกความเข้าใจ  (Memorandum of Understanding: MOU) จำนวน 4 ฉบับ ระหว่างหน่วยงานและภาคเอกชนของไทยและอินโดนีเซีย ครอบคลุมความร่วมมือในสาขาที่มีศักยภาพและสอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศ  ได้แก่

1.MOU ส่งเสริมการท่องเที่ยวไทย ระหว่างการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กับบริษัท PT Trinusa Travelindo (Traveloka Indonesia)  2.MOU ความร่วมมือด้านการตลาดเชิงกลยุทธ์ การสื่อสารและการท่องเที่ยว ระหว่างการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กับบริษัท PT TransNusa Aviation Mandiri (TransNusa Indonesia) 3.MOU ความร่วมมือตลาดคาร์บอน ระหว่างสภาหอการค้าและอุตสาหกรรมแห่งประเทศอินโดนีเซีย (KADIN Indonesia) กับสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย 4.MOU ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ระหว่างสภาหอการค้าและอุตสาหกรรมแห่งประเทศอินโดนีเซีย (KADIN Indonesia) กับหอการค้าไทยในอินโดนีเซีย

ต่อมา เวลา 10.35 น. ณ ห้อง Ruby ชั้น 3 โรงแรม Fairmont Jakarta นายอนุทินเป็นสักขีพยานในพิธีรับมอบใบอนุมัติการเปลี่ยนชื่อของ Maspion Bank เป็น PT Bank Kasikorn  Indonesia Tbk ทางการ ซึ่งได้รับการอนุมัติตามมติคณะกรรมการสำนักงานกำกับดูแลภาคการเงินอินโดนีเซีย เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2569 โดยการลงทุนของธนาคารไทยในอินโดนีเซียเป็นอีกก้าวสำคัญในการขยายบทบาทและสร้างความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจในภูมิภาค

เวลา 11.00 น. ณ สำนักเลขาธิการอาเซียน  (ASEC) กรุงจาการ์ตา นายอนุทินได้หารือกับ ดร.เกา กิม ฮวน เลขาธิการอาเซียน ในระหว่างการเยือนอินโดนีเซียอย่างเป็นทางการ โดยนายอนุทินกล่าวว่า ไทยมีความมุ่งมั่นในการสร้างอาเซียนที่เป็นหนึ่งเดียว และมีบทบาทที่โดดเด่นในเวทีโลก พร้อมย้ำถึงแนวทางของไทยในการสนับสนุนอาเซียนที่เป็นหนึ่งเดียว ด้านเลขาธิการอาเซียนกล่าวว่า อาเซียนอยู่ในช่วงการเปลี่ยนแปลง ซึ่งต้องอาศัยเจตนารมณ์ทางการเมืองที่แรงกล้าของผู้นำ เช่น ผู้นำไทย เพื่อส่งเสริมสันติภาพ เสถียรภาพของอาเซียน และเพื่ออาเซียนที่เข้มแข็ง stronger ASEAN

ระหว่างการสนทนา นายกรัฐมนตรียังได้กล่าวถึงการแก้ไขสถานการณ์ไทย-กัมพูชา ไทยยึดมั่นการใช้กลไกตามอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทางทะเล "UNCLOS" ทั้งสองประเทศเป็นสมาชิก UNCLOS จึงสามารถใช้เป็นแนวทางเจรจาระหว่างกันได้ แต่น่าเสียใจอย่างยิ่งที่กัมพูชาตัดสินใจเลือกกระบวนการประนอมภาคบังคับ (Compulsory Conciliation) แทน   โดยผลลัพธ์ไม่มีผูกพันกับประเทศขอปรึกษา ซึ่งเลขาธิการอาเซียนเข้าใจถึงสถานการณ์ ยืนยันอาเซียนควรร่วมเป็นหนึ่งเดียว และหวังทุกอย่างจะมีโอกาสพัฒนาได้ดีขึ้น เพราะไทย-กัมพูชา เป็นเพื่อนบ้านที่มีพรมแดนติดต่อกัน

เวลา 11.50 น. ณ ห้อง Nusantara Hall สำนักเลขาธิการอาเซียน นายอนุทินกล่าวถ้อยแถลงแสดงวิสัยทัศน์ของไทยต่ออนาคตอาเซียน ซึ่งมีคณะผู้แทนถาวรประจำสำนักงานเลขาธิการอาเซียนและนักการทูตที่สนใจเข้าร่วมกว่า 100 ประเทศ โดยนายกฯ กล่าวเสนอให้อาเซียนเดินหน้าบน 3 แนวทาง ได้แก่ การเสริมสร้างความเป็นภูมิภาคนิยมที่เข้มแข็ง การสร้างภูมิคุ้มกันและความพร้อมรับความผันผวน และการทำให้อาเซียนมีความหมายต่อชีวิตของประชาชนอย่างยั่งยืน

นายกรัฐมนตรีกล่าวด้วยว่า ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับกัมพูชา ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะฟื้นฟูความไว้วางใจและเปิดทางให้การเจรจาทวิภาคีดำเนินต่อไป โดยประเทศไทยพร้อมเปิดบทใหม่ของความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน ยึดมั่นการแก้ไขความแตกต่างด้วยสันติวิธีและหลักกฎหมายระหว่างประเทศ ควบคู่กับการรักษาเอกภาพและวาระร่วมของอาเซียน

จากกรณีที่มีรายงานข่าวเกี่ยวกับแถลงการณ์สิ้นสุดภารกิจ (End of Mission Statement) ของนายทอม แอนดรูว์ส (Tom Andrews) ผู้เสนอรายงานพิเศษแห่งสหประชาชาติว่าด้วยสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในกัมพูชา ซึ่งได้กล่าวพาดพิงถึงประเทศไทยในบริบทของสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชานั้น

พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ได้ชี้แจงและเน้นย้ำถึงข้อเท็จจริงว่า ประเทศไทยไม่ได้เป็นฝ่ายเริ่มต้นความขัดแย้ง แต่เป็นฝ่ายกัมพูชาที่สร้างความขัดแย้งในทุกรูปแบบมาอย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา โดยเฉพาะการใช้อาวุธและกำลังทหารละเมิดอธิปไตยของไทย ซึ่งส่งผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนชาวไทยเป็นวงกว้าง สถานการณ์ดังกล่าวบีบบังคับให้ฝ่ายไทยจำเป็นต้องตอบโต้เพื่อป้องกันตนเองตามหลักสากล เพื่อหลีกเลี่ยงอันตรายที่อาจเกิดจากสถานการณ์สู้รบบริเวณพื้นที่ชายแดนของประชาชนทั้ง 2 ประเทศ จึงต้องจัดให้มีการอพยพเคลื่อนย้ายที่พำนักไปอยู่ ณ ศูนย์อพยพหรือแหล่งพักพิงชั่วคราวของประชาชนทั้งสองประเทศ

โฆษกกองทัพบกกล่าวย้ำว่า ถึงเวลาแล้วที่กัมพูชาจะต้องยอมรับปัญหาและหันมาดูแลประชาชนของตนเองอย่างจริงจัง แทนการสื่อสารต่อสังคมโลกในลักษณะที่บิดเบือนเพื่อหวังสร้างผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของไทย โดยใช้ความเดือดร้อนของประชาชนเป็นเครื่องมือ กองทัพบกคาดหวังให้กลไกพิเศษของสหประชาชาติ (UN)  นำเสนอข้อมูลที่เป็นกลางและผ่านการตรวจสอบร่วมกันจากทั้งสองฝ่ายอย่างรอบด้าน ไม่ใช่นำเสนอข้อมูลที่มาจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเพียงฝ่ายเดียว.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง