ดึงเงินกู้พลังงานใช้ไทยเที่ยวไทย

"ศุภจี” ยังไม่ชง “ไทยเที่ยวไทยพลัส”  เข้า ครม.เดือน ส.ค.นี้ ยอมรับเงินที่มีอยู่จำกัด ต้องดูการผ่านงบประมาณในช่วงสุดท้ายว่ามีอยู่เท่าไร  อุบใช้ทันปลายปีนี้หรือไม่ ด้าน "เอกนิติ" รับข้อเสนอชงต่ออายุ แต่ขอรอประเมินผลเฟสแรกก่อน  ยันหากไปต่อมีงบรองรับแน่ การันตีใช้เงินกู้เยียวยาวิกฤตพลังงานได้หากเน้นไปช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อย กฟผ.-กฟภ.จ่อชงอัดฉีดครัวเรือนละ 5 หมื่นบาท ติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป ดึงออมสิน-ธอส. ร่วมปล่อยกู้ดอกเบี้ยต่ำ

 ที่ทำเนียบรัฐบาล วันที่ 6 สิงหาคม นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พาณิชย์ ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการด้านการพัฒนาการค้า การท่องเที่ยวและเศรษฐกิจชุมชน  ภายใต้คณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) กล่าวถึงการพิจารณาโครงการไทยเที่ยวไทยพลัสว่า ขณะนี้กำลังพูดคุยกันอยู่ เพราะต้องดูว่าเงินที่เรามีอยู่ในวงเงินที่จำกัดขณะนี้ ต้องดูการผ่านงบประมาณในช่วงสุดท้ายว่าเรามีงบประมาณอยู่เท่าไร ซึ่งได้มีการพูดคุยกับทางนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และ รมว.การคลัง ว่าเราจะพยายามช่วยผลักดัน ซึ่งคงคล้ายกับโครงการเที่ยวคนละครึ่ง ต้องดูให้มาตรการดังกล่าวส่งผลประโยชน์ไปยังผู้ประกอบการให้ทั่วถึง ทั้งรายเล็ก รายย่อย ไม่ใช่กระจุกอยู่ส่วนเดียว เรื่องของระบบก็น่าจะมีพร้อมอยู่แล้ว เพราะเรามีโครงการไทยช่วยไทยพลัส

เมื่อถามว่า หากผ่านกระบวนการรับฟังแล้วสามารถนำเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ภายในเดือนนี้ได้เลยหรือไม่ นางศุภจีกล่าวว่า ไม่ ต้องดูกันอีกยาว เพราะขณะนี้นายสุรศักดิ์ รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา ก็เสนอเรื่องนี้ขึ้นมา นายเอกนิติก็ต้องดูเรื่องของงบประมาณ และตนในฐานะที่กำกับดูแลกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ก็ต้องดูในเรื่องความสมเหตุสมผล เพราะตนต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจ ขณะเดียวกัน ต้องสร้างรายได้ให้กับผู้ประกอบการท่องเที่ยวให้ทั่วถึง

เมื่อถามย้ำว่า มีโอกาสที่โครงการไทยเที่ยวไทยพลัส จะได้ใช้ช่วงปลายปีนี้หรือไม่ นางศุภจีกล่าวว่า กำลังพิจารณาอยู่ว่าสุดท้ายแล้วจะใช้โครงการในลักษณะแบบใด และมีงบประมาณเท่าไร

ด้านนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และ รมว.การคลัง กล่าวว่า ได้หารือร่วมกับนายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา ถึงแนวทางการดำเนินโครงการไทยเที่ยวไทยพลัส เรียบร้อยแล้ว โดยได้ยืนยันไปว่า หากแนวทางการดำเนินโครงการเน้นไปที่การเยียวยาผู้ประกอบการรายย่อยในภาคการท่องเที่ยว ก็สามารถขอใช้เงินกู้ใน พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขวิกฤตพลังงาน วงเงิน 4 แสนล้านบาทได้

ทั้งนี้ กระทรวงการท่องเที่ยวฯ จะรับไปดูในรายละเอียดเกี่ยวกับรายละเอียดและข้อสรุปของโครงการไทยเที่ยวไทยพลัส โดยจะเน้นไปที่การเยียวยาผู้ประกอบการรายย่อยเป็นหลัก ขณะเดียวกัน กระทรวงการคลัง โดยปลัดกระทรวงการคลัง  จะรับมาดูในเรื่องระบบที่จะใช้รองรับในโครงการ  เนื่องจากทางกระทรวงการท่องเที่ยวฯ ยืนยันว่า อยากให้ดำเนินการผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตัง เหมือนโครงการเราเที่ยวด้วยกันในอดีต ดังนั้นในส่วนนี้ปลัดกระทรวงการคลังก็จะกลับมาดูในเรื่องความพร้อมของระบบว่าสามารถรองรับได้ขนาดไหน อย่างไร

 ส่วนกรณีที่มีข้อเสนอให้ต่ออายุมาตรการไทยช่วยไทยพลัส 60/40 นั้น รองนายกฯ และ รมว.การคลังระบุว่า ขอรับข้อเสนอมาพิจารณาก่อน โดยเบื้องต้นอยากให้มีการสรุปรวบรวมข้อมูลและประเมินผลของโครงการหลังจากสิ้นโครงการในเดือน ก.ย.2569 ก่อนว่าผลเป็นอย่างไร และต้องมีการปรับปรุงส่วนไหน อย่างไรหรือไม่ แต่ยืนยันว่าหากมีการต่ออายุมาตรการจริง รัฐบาลก็มีงบประมาณเพียงพอที่จะรองรับอยู่แล้ว

สำหรับเสียงตอบรับของมาตรการไทยช่วยไทยพลัส 60/40 นั้นค่อนข้างดี มีเงินหมุนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจเกือบ 1 แสนล้านบาท โดยเป็นการกระจายไปทั่วประเทศ จากข้อมูลพบว่าอยู่ใน กทม.ราว 15-16% ที่เหลืออยู่ตามส่วนต่างๆ ของประเทศ ทั้งหมดถือเป็นมาตรการที่ช่วยลดภาระรายจ่ายให้ประชาชนได้อย่างแท้จริง

 “สิ่งที่อยากประชาสัมพันธ์ให้มากขึ้นของโครงการไทยช่วยไทยพลัส 60/40 นั่นคือระบบนกกระซิบ โดยเฉพาะเรื่องการช่วยเหลือให้พ่อค้าแม่ค้ารายย่อยทำบัญชี ตรงนี้จะมีประโยชน์ เพราะสามารถนำไปใช้เป็นหลักฐานการกู้เงินกับธนาคารออมสินด้วย พ่อค้าแม่ค้าก็จะไม่ต้องเป็นหนี้นอกระบบ นี่คือสิ่งที่อยากให้มีการประชาสัมพันธ์มากขึ้น” นายเอกนิติระบุ

นายเอกนิติยอมรับว่า ยังมีประเด็นที่แปลกใจคือ ประชาชนระบุว่าการร่วมจ่ายแบบ 60/40 โดยรัฐบาลจ่าย 60% ของราคาสินค้า และประชาชนจ่าย 40% ของราคาสินค้านั้นคำนวณยาก หลายคนมีเสียงสะท้อนว่าอยากขอกลับไปใช้หลักการแบบโครงการคนละครึ่งพลัส คือรัฐร่วมจ่าย 50 และประชาชนร่วมจ่าย 50 ตรงนี้เป็นเสียงสะท้อน ก็พร้อมที่จะรับไปพิจารณา

นายเอกนิติกล่าวด้วยว่า ขณะนี้หน่วยงานของกระทรวงมหาดไทย ได้แก่ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯ  (กฟผ.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) อยู่ระหว่างการเร่งสรุปรายละเอียดโครงการในการลดภาระให้ประชาชนในการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป เพื่อเดินหน้าสู่การเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาดของประเทศ ก่อนเสนอที่ประชุมคณะอนุกรรมการ และคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้เงินกู้ตามพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขวิกฤตพลังงาน วงเงิน 4 แสนล้านบาท ในส่วนที่ 2 เพื่อการเปลี่ยนผ่านพลังงานของประเทศพิจารณา โดยคาดว่าจะเห็นความชัดเจนของโครงการดังกล่าวภายใน 1 เดือน

สำหรับหลักการเบื้องต้นของโครงการลดภาระประชาชนในการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป มีการประเมินว่าค่าใช้จ่ายต่อครัวเรือนในการติดตั้งอยู่ที่ราว 1-1.5 แสนบาท ซึ่งในส่วนนี้รัฐบาลจะมีการอุดหนุนเงินให้ตัวเรือน ในลักษณะเงินให้เปล่าครัวเรือนละ 5 หมื่นบาท ซึ่งจะช่วยลดภาระในการติดตั้งให้กับประชาชน ขณะเดียวกันจะมีการดึงกลไกสถาบันการเงินของรัฐ ได้แก่ ธนาคารออมสิน และธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เข้ามาร่วมในการปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำสำหรับครัวเรือนที่เข้าร่วมโครงการ ครัวเรือนดังกล่าวสามารถขายไฟฟ้าในส่วนที่เหลือคืนให้กับ กฟผ.และ กฟภ.ได้ด้วย  โดยจะใช้ระบบหักลบค่าไฟฟ้าจากการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปที่คำนวณเป็นมูลค่าเงินแทนการหักลบด้วยหน่วยไฟฟ้า (Net Billing) เข้ามาหักลบในส่วนที่ครัวเรือนต้องจ่ายค่าไฟปกติ

ทั้งนี้ ประเมินว่าโครงการดังกล่าวจะช่วยให้ครัวเรือนที่เข้าร่วมโครงการถึงจุดคุ้มทุนได้ภายใน 3-4 ปี และตั้งแต่ปีที่ 4 ขึ้นไป ก็จะได้รับประโยชน์จากค่าไฟฟ้าที่ลดลงอย่างเต็มที่

 “เบื้องต้นพบว่าครัวเรือนทั่วไปใช้ไฟเฉลี่ยราว 5 กิโลวัตต์ และการติดตั้งตรงนี้ใช้เงินลงทุน 1-1.5 แสนบาท ซึ่งเราประเมินแล้วว่าโครงการนี้จะช่วยชาวบ้านในการลดค่าไฟฟ้าได้เยอะมาก ราวๆ 5 แสนครัวเรือน ถึง 1 ล้านครัวเรือน โดยเราดึงกลไกของแบงก์รัฐเข้ามาช่วยในการปล่อยกู้ดอกเบี้ยต่ำ สำหรับค่าติดตั้งในส่วนที่เหลือหลังจากได้รับเงินอุดหนุน 5 หมื่นบาทแล้ว ตรงนี้ก็จะไม่เป็นภาระกับประชาชน โดยรัฐบาลอยากให้ได้ข้อสรุปและเห็นความชัดเจนภายใน 1 เดือน” นายเอกนิติกล่าว

ขณะเดียวกัน ทาง กฟผ.และ กฟภ.ก็อยู่ระหว่างหารือกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ในการกำหนดเงื่อนไขเพื่อเปิดรับผู้ประกอบการในการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป ซึ่งได้ให้โจทย์ไปว่า อยากให้เป็นผู้ประกอบการไทย ที่มีโรงงานในไทยที่ได้มาตรฐานมาเข้าร่วมโครงการ รวมถึงให้ไปหารือกับผู้ประกอบการที่สนใจเข้าร่วมโครงการด้วยว่าอยากให้มีราคาที่ถูกลง ขณะเดียวกันได้ของที่มีคุณภาพ

นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 5 ส.ค.ที่ผ่านมา ตนพร้อมด้วยปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวฯ  และเจ้าหน้าที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย  (ททท.) ได้หารือร่วมกับนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รมว.การคลัง พร้อมด้วยนายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ ตาม พ.ร.ก.กู้เงิน 400,000 ล้านบาท ถึงแนวทางการดำเนินโครงการไทยเที่ยวไทยพลัส

"ข้อสรุปเบื้องต้นสามารถใช้งบประมาณจากเงินกู้ในส่วนเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากวิกฤตพลังงานได้ โดยจะใช้วงเงินประมาณ 1,750-2,000 ล้านบาท และใช้แอปพลิเคชันเป๋าตังในการใช้งาน ส่วนระยะเวลาจะเริ่มโครงการจากเดิมที่ตั้งเป้าไว้ในเดือนกันยายนนั้น ทางปลัดกระทรวงการคลังขอไปตรวจสอบระบบหลังบ้านของแอปเป๋าตังก่อนว่าจะพร้อมใช้ในโครงการนี้ได้เมื่อไร ขณะที่เงื่อนไขการใช้และจำนวนเงินที่จะสนับสนุนต่อสิทธินั้น ให้กระทรวงการท่องเที่ยวฯ ไปหารือกับผู้ประกอบการและภาคเอกชนอีกครั้งในสัปดาห์หน้า" นายสุรศักดิ์กล่าว.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

รับพลทหารอาสา เปิด1.8หมื่นอัตรา

ทบ.รับนโยบาย กห. เปิดรับสมัคร “พลทหารอาสา” ปี 2570 จำนวน 18,784 อัตรา สมัครใจรับราชการ 4 ปี เลือกผลัด-หน่วยได้ทั่วประเทศ พร้อมสิทธิประโยชน์และโอกาสต่อยอดสู่ทหารอาชีพ

ทรงช่วยชาวเนปาล

"ในหลวง-พระราชินี" พระราชทานสิ่งของช่วยเหลือชาวเนปาลในเหตุการณ์อุทกภัยฉับพลันและดินถล่มรุนแรง ที่ทำให้มีผู้เสียชีวิต ผู้สูญหาย และผู้ไร้ที่อยู่อาศัยเป็นจำนวนมาก โดยกองทัพอากาศดำเนินการจัดส่ง

ฮั้วสว.ก่อนมีรัฐบาล ‘อนุทิน’ยันไม่เกี่ยวเพราะมาหลัง1ปี3เดือนลั่นพร้อมชี้แจง

“อนุทิน” ไม่กังวลฝ่ายค้านใช้เวทีงบฯ ซักฟอกรัฐบาล ชี้เป็นสิทธิ์ของ สส. ปัด “ภูมิใจไทย” ยื้ออภิปรายรายงาน กกต.หนีคดีฮั้ว สว. ยํ้าไม่เคยเกี่ยวข้อง ยันไม่เคยหนีสภา ลั่นถ้ามีหลักฐานใครเอี่ยวทุจริตสอบท้องถิ่นยื่น

นายกฯลงนาม เนรเทศชาวยิว

"อนุทิน" ลงนามคำสั่งเนรเทศ "ยาคอฟ โอฮะยอน" ชาวอิสราเอลออกนอกราชอาณาจักร หลังศาลเกาะสมุยพิพากษาผิด ม.392 ฐานขู่เข็ญทำให้ผู้อื่นเกิดความกลัวหรือความตกใจ

หนูเหน็บ ‘ณัฐพงษ์’ ไม่รู้เรื่อง

“อนุทิน” เย้ย “เท้ง” ไม่รู้เรื่องกล่าวหารัฐบาลแก้ไฟใต้ล้มเหลว ลั่นใช้งบคุ้มค่าไม่ใช่คิดว่ามีเงินในกระเป๋าแล้วนำไปใช้อะไรก็ใช้ “ลิซ่า” รีบป้องหัวหน้าใช้สิทธิ์ตามระบบ

เอกนิติขีดเส้น1ด. คุมดาต้าเซ็นเตอร์

“อนุทิน” ขันนอตเข้ม! ดาต้าเซ็นเตอร์ สกัดพวกลักลอบ ยันไม่กระทบความมั่นใจนักลงทุน ด้าน “เอกนิติ” ขีดเส้น 1 เดือนจัดระเบียบ ตั้งมาตรฐานขั้นต่ำคุมไฟฟ้า