เคาะไทม์ไลน์ ถกพรก.กู้เงิน งบปี70วาระ2

"วิปรัฐบาล" เคาะถก "พ.ร.ก.กู้เงิน 4  แสนล้านบาท" 26 ส.ค. ให้เวลาฝ่ายค้าน 8 ชม.  ประเมินเสียงโหวต สส.รัฐบาลไม่แตกแถว "กรวีร์"  เผย "กมธ.งบฯ" ถกเนื้อหาใกล้เสร็จ มียอดปรับลด 1.1 หมื่นล้าน แปรเพิ่มให้ 9 หน่วยงาน แจงหั่นเงินใช้หนี้ค่าโง่คลองด่าน 3,000 ล้านบาท ใส่งบกลางเพื่อชดใช้ เตรียมถกวาระสองและวาระสาม 7-9 ก.ย.

เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2569 นายกรวีร์  ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) แถลงว่า ในวันที่ 26 ส.ค. ในการประชุมสภาฯ จะพิจารณาพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ.2569 วงเงิน 4 แสนล้านบาท ทั้งนี้ได้ประสานกับวิปฝ่ายค้านถึงการจัดสรรเวลาแล้ว โดยจะให้เวลาฝ่ายค้านอภิปราย 8 ชั่วโมง เพื่อให้มีเวลาตรวจสอบ ซักถามฝ่ายบริหารได้เต็มที่ ขณะที่การอภิปรายของ สส.ฝ่ายรัฐบาล รวมถึงการชี้แจงของรัฐมนตรี มีเวลารวม 3 ชั่วโมง ทั้งนี้จะใช้เวลาพิจารณาตั้งแต่เวลา 09.00 น. และคาดว่าจะลงมติในช่วงเวลา 21.00 น.

เขากล่าวต่อว่า สำหรับวิปรัฐบาลจะหารือถึงการพิจารณา พ.ร.ก.ในวันที่ 24 ส.ค. โดยจะพิจารณารายละเอียด เหตุผลความจำเป็นของรัฐบาลต่อการกู้เงิน รวมถึงแผนที่รัฐบาลจะใช้เงินกู้ 2 แสนล้านบาทเพื่อเปลี่ยนผ่านพลังงาน ก่อนจะที่พิจารณาถึงการลงมติ เบื้องต้นเชื่อว่าพรรคร่วมรัฐบาลจะเห็นพ้องไปในทิศทางเดียวกันไม่แตกแถว

นายกรวีร์ ในฐานะโฆษกคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 สภาฯ แถลงผลการพิจารณาว่า กมธ.ได้พิจารณารายละเอียดการปรับลดงบประมาณและการแปรเพิ่มแล้วเสร็จแล้ว โดยมีผลการปรับลดจากอนุ กมธ. 7 คณะ ยอดรวม 1.1 หมื่นล้านบาท ซึ่งได้พิจารณาอย่างรอบคอบ

และมติ กมธ.ได้แปรเพิ่มตามจำนวนที่ปรับลดดังกล่าวให้กับหน่วยงานใน 9 รายการ ได้แก่ 1.งบกลาง เพื่อสำรองจ่ายกรณีฉุกเฉิน จำนวน 6,044 ล้านบาท 2.กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จำนวน 148 ล้านบาท 3.สำนักงานคณะกรรมการอาชีวศึกษา เป็นค่าวัสดุการศึกษา จำนวน 96 ล้านบาท 4.สำนักงานตำรวจแห่งชาติ  ในโครงการจัดการศึกษาสำหรับเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดาร เพื่อสนองงานตามพระราชดำริ จำนวน 96 ล้านบาท 5.สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม จำนวน 4.2 ล้านบาท 6.กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง 35 รายการ จำนวน 500 ล้านบาท 7.กองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์  วิจัย และนวัตกรรม จำนวน 4,000 ล้านบาท 8.สำนักงานเลขาธิการสภาฯ ส่วนการส่งเสริมการประชาสัมพันธ์เพื่อพัฒนาระบอบประชาธิปไตยและการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน จำนวน 24 ล้านบาท และ 9.สำนักงานอัยการสูงสุด จำนวน 247 ล้านบาท

นายกรวีร์กล่าวต่อว่า ส่วนกรณีที่ กมธ.ได้ตัดงบประมาณส่วนของกรมควบคุมมลพิษ จำนวน 3,000 ล้านบาท สำหรับเพื่อชดใช้ในคดีคลองด่าน ในงวดที่ 2 หลังจากที่พิจารณาถี่ถ้วนแล้วเห็นว่ามีประเด็นที่ยังอยู่ระหว่างการฟ้องคดีอายัดสิทธิเรียกร้อง ซึ่งคดีไม่ถึงที่สุด และไม่ชัดว่าคำสั่งหรือผลคดีจะสิ้นสุดเมื่อใด ดังนั้น กมธ.มองว่าหากจดสรรงบให้ แต่สุดท้ายคดีอาจไม่จบ อาจทำให้เงินดังกล่าวเสียโอกาสที่จะสร้างประโยชน์กับประชาชนจึงปรับลด แต่เพื่อไม่ปฏิเสธความรับผิดชอบ เงินที่ปรับลดได้คืนไว้ที่งบกลาง พร้อมกับมีข้อสังเกตว่าให้เป็นเงินที่กันไว้ในกรณีที่กรมควบคุมมลพิษต้องจ่ายตามคำสั่งของศาล หากมีคำสั่งเป็นที่สิ้นสุด

ส่วนกรณีของกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา ในปีงบประมาณ 2570 กมธ.ได้เพิ่มงบประมาณให้เป็น 9,000 ล้านบาท เมื่อเทียบกับปี 2568 แล้วเพิ่มขึ้นเท่าตัว ดังนั้น ขอให้สบายใจว่ารัฐบาลไม่ได้ทอดทิ้งและให้ความสำคัญกับประชาชน และเมื่อพิจารณาประสิทธิภาพของการบริหารกองทุน กยศ. พบว่ามีตัวเลขยอดเงินที่ครบกำหนดชำระ จำนวน 2.2 แสนล้านบาท มียอดเงินคงค้างชำระสะสม 1.1 แสนล้านบาท หากตามเก็บเงินจากผู้กู้ที่เรียนจบแล้วจะมีเงินคืน และกองทุนมีเงินหมุนเวียนไม่เป็นภาระรัฐบาล

"สัปดาห์หน้า วันที่ 27-28 ส.ค. กมธ.จะสรุปรายมาตรา และทำรายงานเพื่อส่งให้ประธานสภาฯ บรรจุวาระเพื่อพิจารณาวาระสองและวาระสาม วันที่ 7-9 ก.ย. ซึ่งเป็นไปตามกรอบเวลาของการพิจารณางบประมาณที่สามารถเริ่มใช้งบประมาณปี 2570 ได้ในวันที่ 1 ต.ค.นี้" นายกรวีร์กล่าว

เมื่อถามถึงแนวทางการพิจารณาส่วนของงบกลาง เพื่อรองรับผลวิกฤตความผันผวนของราคาพลังงาน 1.2 หมื่นล้านบาท ที่อาจซ้ำซ้อนกับ  พ.ร.ก.กู้เงิน นายกรวีร์กล่าวว่า กมธ.ได้ยกมาหารือกัน และจะพิจารณารายละเอียดในสัปดาห์หน้า ในช่วงการพิจารณาลงรายมาตรา ทั้งนี้ต้องรอดูมติของ กมธ.ว่าจะพิจารณาอย่างไร ส่วนที่มีผู้เสนอให้ตัดออกนั้น ต้องดูเหตุผลความซ้ำซ้อนว่าเป็นจริงหรือไม่ ทับซ้อนกับ พ.ร.ก.หรือไม่ หรือมีบางส่วนจำเป็น ดังนั้นต้องคุยกันอีกครั้ง

ทั้งนี้หากมติ กมธ.ไม่เห็นด้วย กมธ.สามารถสงวนความเห็นเพื่อไปอภิปรายในวาระสองของที่ประชุมสภาฯ ได้อีกครั้ง

ในการประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 สภาฯ ที่มีนายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ฐานะรองประธาน กมธ.คนที่สอง ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม วันเดียวกันนี้ ได้พิจารณารายงานแปรญัตติเพิ่มและการเปลี่ยนแปลงงบประมาณ ตามที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเมื่อ 18 ส.ค. วงเงินรวม 38,572 ล้านบาท แบ่งเป็น 2 เรื่องคือ 1.เห็นชอบการเสนอขอเพิ่มและเปลี่ยนแปลงงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 จาก 65 หน่วยรับงบประมาณ วงเงิน 37,584 ล้านบาท แบ่งเป็น รายจ่ายที่ต้องดำเนินการตามข้อผูกผัน ที่เกิดจากกฎหมาย สัญญา ข้อตกลงระหว่างประเทศ และค่าใช้จ่ายเพื่อชำระหนี้ จำนวน 11,706 ล้านบาท

รายจ่ายที่มีความจำเป็นเร่งด่วน ตามนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ และเพิ่มเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ ซึ่งมีประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชน จำนวน 2,631 ล้านบาท และรายจ่ายเพื่อพัฒนาหรือแก้ปัญหาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ วิจัย  สร้างนวัตกรรม ป้องกันหรือบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน จำนวน 23,246 ล้านบาท และ 2.รับทราบการเสนอความเห็นประกอบการพิจารณาคำขอแปรญัตติงบปี 2570 ของหน่วยงานรัฐสภา หน่วยงานศาล  หน่วยงานขององค์กรอิสระและองค์กรอัยการ  รวม 10 หน่วยรับงบประมาณ จำนวน 988 ล้านบ้าน แบ่งเป็น รายจ่ายที่ต้องทำตามข้อผูกพัน 57  ล้านบาท รายจ่ายเพื่อพัฒนา แก้ปัญหาเศรษฐกิจและสังคม เพื่อพัฒนาวิจัย สร้างนวัตกรรม ป้องกัน บรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน จำนวน  930 ล้านบาท

ต่อจากนั้นเป็นการเสนอญัตติของ กมธ. โดยพบว่า นางนันทนา สงฆ์ประชา สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ฐานะ กมธ. เสนอญัตติวงเงินที่ถูกปรับลด 11,162 ล้านบาท โดยขอแปรเพิ่มทั้งหมดให้กับ  9 หน่วยงาน อาทิ งบกลาง เพื่อสำรองจ่ายกรณีฉุกเฉิน จำนวน 6,044 ล้านบาท กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช  กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม  จำนวน 148 ล้านบาท สำนักงานคณะกรรมการอาชีวศึกษา เป็นค่าวัสดุการศึกษา จำนวน 96  ล้านบาท สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม จำนวน 4.2 ล้านบาท เป็นต้น 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การอภิปรายของ กมธ.ส่วนใหญ่ สนับสนุนคำแปรญัตติของนางนันทนา พร้อมกับเห็นด้วยกับการแปรญัตติเพิ่มให้กับกองทุน กยศ. หลังจากที่ที่ประชุมอภิปรายแล้วได้ลงมติ พบว่า มติที่ประชุม 37 เสียง เห็นด้วยกับญัตติของนางนันทนา ส่วนญัตติของ น.ส.ศิริกัญญา มีผู้เห็นด้วยเพียง 15 คน งดออกเสียง 1  คน.  

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

อนุทินกลับไทยปุ๊บไป‘น่าน’

นายกฯ กลับถึงไทย 22 ส.ค. เช้า 23 ส.ค.บินไป จ.น่าน ติดตามสถานการณ์อุทกภัยทันที "ยศชนัน" ร่อนคำสั่งด่วนถึงผู้ว่าฯ  17 จังหวัดภาคเหนือ