DSIจับฮั้วสว.หลุด เปิดไต่สวน44ส้ม

“อนุทิน” ลั่นไม่เกี่ยวข้องคดีฮั้ว สว.   เชื่อความเห็นใครไม่ได้ ต้องพิสูจน์ตามกระบวนการ “ศุภชัย” ข้องใจสำนวนคดีฮั้ว สว.หลุด จี้ตรวจสอบคนปล่อย-คนรับ-คนเผยแพร่ “รุทธพล”  ชี้เอกสารสอบฮั้วเกิดขึ้นสมัย รมว.ยุติธรรมคนก่อน “ดีเอสไอ” เตรียมแจ้งความกองปราบฯ  สำนวนหลุด เอาผิดทั้งอาญา-กม.คดีพิเศษ  “โฆษก DSI” ยันไม่ใช่ดิสเครดิตกลุ่มแฉข้อมูล  “ไอติม” บี้ กกต.บอกให้ชัดสรุปคดีฮั้ว 28 ส.ค.  หวั่นชิงตัดตอนสาวไม่ถึงเครือข่ายการเมือง “ศาลฎีกา” เริ่มไต่สวนพยานคดี 44 อดีต สส.ก้าวไกลฝ่าฝืนจริยธรรมร้ายแรงนัดแรก “เท้ง” มั่นใจทำหน้าที่ในสภาตามหลักประชาธิปไตย

ที่ทำเนียบรัฐบาล วันที่ 25 ส.ค. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย กล่าวถึงกรณีโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) เปิดข้อมูลคดีฮั้ว สว.เชื่อมโยงกับรัฐมนตรีและ สส.พรรคภูมิใจไทย (ภท.) อย่างต่อเนื่องว่า ก็เตรียมไปสู้กันในศาล วันนี้ก็มีการแจ้งความผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ก็ไปแจ้งความดำเนินคดีกันต่อไป

“ทุกอย่างมีกระบวนการยุติธรรม เราไม่สามารถไปเชื่อความเห็นคนใดคนหนึ่งได้ มีการพิสูจน์ดำเนินการสืบสวนสอบสวนทุกอย่าง เราต้องเคารพกระบวนการนั้น เราทำอะไรไม่ได้นอกจากให้ความร่วมมือในทุกอย่าง” นายอนุทินกล่าว

ถามว่า ฝ่ายค้านจะอภิปรายไม่ไว้วางใจเรื่องฮั้ว สว. รัฐบาลจะตอบคำถามนี้หรือไม่ นายกฯ  กล่าวว่า ยืนยันอะไรที่เรารู้เราก็ตอบ อะไรเราไม่รู้เราไม่เกี่ยวก็ไม่รู้ จะเอาอะไรมาตอบ

นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ และประธานฝ่ายกฎหมายพรรคภูมิใจไทย (ภท.)  โพสต์เฟซบุ๊กตั้งคำถามถึงกรณีมีการนำข้อมูลที่อ้างว่าเป็นคำให้การ เอกสาร หรือข้อมูลจากสำนวนการไต่สวนเกี่ยวกับการเลือก สว.ออกมาเปิดเผยและวิพากษ์วิจารณ์ต่อสาธารณะ โดยชี้ว่าประเด็นสำคัญไม่ควรอยู่เพียงว่าในสำนวนเขียนว่าอะไร แต่ต้องตรวจสอบด้วยว่าสำนวนมาอยู่ในมือคุณได้อย่างไร พร้อมเสนอให้แยกพิจารณาความรับผิดของ 3 ฝ่าย ได้แก่ คนปล่อย-คนรับ-คนเผยแพร่ รวมถึงตรวจสอบเส้นทางของเอกสารตั้งแต่ต้นทาง หรือ chain of custody ว่าใครเป็นผู้จัดทำ ใครมีสิทธิ์เข้าถึง ใครเป็นผู้ส่งมอบ และถูกนำออกมาเผยแพร่ได้อย่างไร

 “ก่อนถามว่าสำนวนฮั้ว สว.มีอะไรอยู่ข้างใน  ควรถามให้ดังไม่แพ้กันว่า สำนวนออกมาข้างนอกได้อย่างไร? นี่ต่างหากคือคำถามที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรให้คำตอบแก่สังคม ไม่ว่า กกต. พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีดีเอสไอ   พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม หรือแม้กระทั่ง พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง อดีต รมว.ยุติธรรม ซึ่งเมื่อวันที่ 15 ส.ค.69 ได้กล่าวในเวทีฝ่ายค้านว่าพยานหลักฐานเกี่ยวกับโพยและเส้นเงิน มีน้ำหนักเพียงพอที่ กกต.ควรส่งเรื่องให้ศาลฎีกาพิจารณา พร้อมกล่าวถึงความเป็นไปได้ในการดำเนินการตามมาตรา 157 หาก กกต.ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ” นายศุภชัยระบุ

ขณะที่ พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม กล่าวว่า เท่าที่ติดตามข่าว เอกสารดังกล่าวเป็นสำนวนของกองคดีการเงินการธนาคารและการฟอกเงิน ซึ่งเป็นหน่วยงานเฉพาะทางในสังกัดกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) โดยตนก็มีข้อสงสัยว่าเอกสารดังกล่าวได้มาอย่างไร ขณะนี้ปลัดยุติธรรมได้ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง บุคคลใดทำให้เอกสารหลุดออกไป หรือมีใครเกี่ยวข้องบ้าง เมื่อการตรวจสอบแล้วเสร็จจะให้อธิบดีดีเอสไอชี้แจงต่อตนว่าข้อมูลหลุดไปยังบุคคลภายนอกได้อย่างไร

คดีฮั้วสว.หลุดยุค 'ยธ.' คนก่อน

“ผมทราบว่าอธิบดีดีเอสไอจะเข้าแจ้งความที่กองบังคับการกองปราบปราม เพื่อหาตัวผู้กระทำความผิดและดำเนินคดีกับผู้ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งผู้ที่เกี่ยวข้องหมายถึงผู้ที่นำเอกสารและสำนวนไปใช้ในการตรวจสอบ ซึ่งอาจมีความผิดทั้งในคดีอาญาและตามกฎหมายพิเศษ ซึ่งเอกสารที่หลุดออกมาเกิดขึ้นจากการตรวจสอบในสมัย รมว.ยุติธรรมคนก่อน ซึ่งเป็นช่วงก่อนที่ผมจะเข้ารับตำแหน่ง รมว.ยุติธรรม” พล.ต.ท.รุทธพลกล่าว

ด้าน พ.ต.ต.วรณัน ศรีล้ำ โฆษกดีเอสไอ กล่าวว่า กรณีสำนวนการสอบสวนคดีฮั้ว สว.ถูกนำมาเผยแพร่ ถือเป็นการกระทบต่อความเชื่อมั่นของดีเอสไอและหลักกระบวนการยุติธรรม และยังเป็นการกระทำความผิดเกี่ยวกับเอกสารทางราชการ ซึ่งจำเป็นต้องเข้าสู่ชั้นศาล ซึ่งต้องปรากฏต่อหน้าคู่ความ ไม่ใช่ปรากฏสู่สาธารณะ

“ไม่ขอเดาว่ามีเกลือเป็นหนอนหรือไม่ เพราะอยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อเท็จจริง ซึ่งชุดทำสำนวนคดีฮั้ว สว.พร้อมให้ความร่วมมือตำรวจกองปราบฯ เข้าให้ปากคำชี้แจง และไม่ขอการันตีว่าสำนวนหลุดในชั้นดีเอสไอหรือไม่ เนื่องจากได้ส่งสำนวนให้อัยการคดีพิเศษไปแล้วก่อนถูกตีกลับ” พ.ต.ต.วรณันกล่าว

ถามว่า มีการพาดพิงไปถึงรัฐบาลชุดที่แล้ว โดยเฉพาะ พ.ต.อ.ทวี โฆษกดีเอสไอกล่าวว่า ขอให้กระบวนการตรวจสอบมีความชัดเจนก่อน เพื่อความโปร่งใสเป็นธรรม พร้อมตรวจสอบต้นตอที่มาหลักฐานข้อมูลส่วนบุคคล-ข้อมูลมือถือของนายภราดรหลุดสู่สาธารณะ หลังนายภราดรส่งหนังสือสอบถามขอให้อธิบดีดีเอสไอช่วยตรวจสอบข้อเท็จจริง

 “ยืนยันไม่ใช่การแจ้งความดำเนินคดีเพื่อดิสเครดิตใคร แม้ใกล้วันที่ 28 ส.ค.69 ที่ กกต.จะพิจารณาดำเนินคดีผู้กระทำความผิดในคดีฮั้ว สว. แต่การที่มีเอกสารหลักฐานในคดีถูกเปิดเผยออกสู่ภายนอกแบบไม่ถูกต้อง เป็นเรื่องที่กระทบต่อความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม จึงนิ่งนอนใจไม่ได้ ย้ำว่าไม่ใช่แรงกดดันจากทางการเมืองแน่นอน ส่วนใครจะถูกดำเนินคดีบ้างนั้น เป็นหน้าที่ของพนักงานสอบสวน” โฆษกดีเอสไอระบุ

ที่รัฐสภา นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) กล่าวถึงกระแสข่าว กกต.จะมีการลงมติส่งคดีฮั้ว สว.ไปยังศาลในวันที่ 28 ส.ค.นี้ว่า ขอเรียกร้องไปยัง กกต. ควรให้ข้อมูลที่ชัดเจนจะมีการลงมติในวันใด เพราะจากข้อมูลที่ติดตาม พบเป็นเพียงรายงานข่าวว่าจะมีการลงมติในวันที่ 28 ส.ค.นี้ ซึ่งสาระสำคัญไม่ใช่วันลงมติ แต่อยู่ที่ว่าจะลงมติอย่างไร

 “มีความกังวลว่า กกต.จะตัดตอนไม่ให้เรื่องไปถึงเครือข่ายนักการเมืองของพรรคการเมืองที่อยู่เบื้องหลัง เพราะหากดูจากคำสัมภาษณ์ของนายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. ก็เหมือนจะดูผิดหลักการ หรือพยายามที่จะหาทางลง ไม่สั่งฟ้องคนที่ไม่ใช่ผู้สมัคร สว.” นายพริษฐ์กล่าว

ถามว่า หากวันที่ 28 ส.ค.นี้ กกต.มีมติไม่ส่งฟ้องจริง นายพริษฐ์กล่าวว่า หาก กกต.ยกคำร้องใครก็ตามทั้งที่หลักฐานชัด ก็จะเดินหน้าฟ้อง กกต. ฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามมาตรา 157 เมื่อ กกต.ไม่ทำหน้าที่ส่งหลักฐานไปที่ศาล ก็จะดูช่องทางอื่นว่าจะมีกลไกอะไรหรือไม่ที่ทำให้ข้อมูลดังกล่าวไปถึงศาลฎีกาได้ และเราในฐานะสมาชิกรัฐสภา จะยื่นร่างแก้ไข พ.ร.ป.การเลือก สว. เพื่อให้ผู้เสียหายโดยตรงอย่างผู้สมัคร สว. ร้องไปยังศาลฎีกาได้โดยตรง

ถามว่า กรณีเปิดข้อมูลการโทร.ของนายภราดร ปริศนานันทกุล รมต.ประจำสำนักนายกฯ  กับนายกรวีร์ ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรค ภท. ที่อ้างว่ามีการติดต่อผู้สมัคร สว. ซึ่งทั้งสองคนออกมาปฏิเสธไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง พร้อมถามกลับว่าข้อมูลการโทร.ได้มาถูกต้องหรือไม่ และหากได้มาจริง มีการกระทำใดที่ผิดกฎหมายบ้าง  นายพริษฐ์กล่าวว่า ทั้งสองคนไม่ได้ปฏิเสธเรื่องการโทร.เข้าโทร.ออก เป็นเพียงการตั้งคำถามเรื่องข้อมูลว่าจริงหรือไม่ และได้มาได้อย่างไร   ข้อมูลที่ได้รับมาและอีกหลายภาคส่วนที่ได้รับมาเป็นข้อมูลที่ตนนำมากลั่นกรองแล้วระดับหนึ่ง

ถามว่า นายภราดรบอกยังไม่ถูกชี้มูลความผิด แต่ถูกพิพากษาไปแล้ว นายพริษฐ์กล่าวว่า  หากนายภราดรอยากได้ความเป็นธรรมจากกระบวนการศาล ก็หวังว่าเรื่องนี้จะไปถึงศาล

ไต่สวนนัดแรกคดี 44 สส.ส้ม

วันเดียวกัน นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ  สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรค ปชน. ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านฯ แถลงตอนหนึ่งหลังประชุม ครม.เงาว่า ในสมัยการประชุมนี้ การเสนอกฎหมายต่างๆ และติดตามการส่งเรื่องให้ประธานสภาฯ เพื่อตั้งคณะกรรมการไต่สวนอิสระไต่สวน ป.ป.ช. กรณีมีมติยกคำร้องคดีสู่หุ้นของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีต รมว.คมนาคม

 “เรื่องการยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลตาม รธน.มาตรา 151 ผมในฐานะผู้นำฝ่ายค้านฯ ได้นัดประชุมกับพรรคร่วมฝ่ายค้านอื่นๆ เรียบร้อยแล้ว โดยจะมีการหารือเป็นการภายในช่วง 1-2 สัปดาห์นี้ หากมีความคืบหน้าอย่างไร ก็พร้อมเรียนในกรอบที่สามารถสื่อสารได้” นายณัฐพงษ์กล่ว

ส่วน น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย รมช.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ในฐานะโฆษกพรรค ภท. ยืนยันว่า พรรคพร้อมสำหรับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ในวันที่ 25 ส.ค.นี้ ซึ่งในส่วนการอภิปรายไม่ไว้วางใจ เราจะไม่ใช้คำว่าองครักษ์ แต่หากเป็นการอภิปรายที่ไม่ได้อยู่ในขอบเขตของข้อบังคับการประชุม หรือเนื้อหาในญัตติ สมาชิกก็มีสิทธิ์ทักท้วงได้อยู่แล้ว

ที่ศาลฎีกา ถนนราชดำเนิน ศาลฎีกานัดไต่สวนพยานนัดแรก คดีหมายเลขดำที่ คมจ.1/2569 ที่ ป.ป.ช.ยื่นคำร้องขอให้วินิจฉัยการฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรงกับ 44 สส.อดีตพรรคก้าวไกล ก่อนหน้านี้ศาลฎีกาได้มีการนัดตรวจหลักฐานไปเมื่อวันที่ 4 ส.ค. โดยวันนี้จะเป็นการไต่สวนพยานผู้ร้องนัดแรก จากทั้งหมด 4 นัด มีพยานทั้งหมดที่ต้องเข้าไต่สวนจำนวน 9 ปาก ส่วนพยานผู้คัดค้านจำนวน 60 ปาก กำหนดเริ่มไต่สวนพยานนัดแรกวันที่ 3 พ.ย. 2569 และนัดสุดท้ายในวันที่ 18 พ.ค.2570 ก่อนนัดฟังคำพิพากษาต่อไป

การไต่สวนพยานผู้ร้องในวันนี้เป็นนายยุทธภูมิ เทพหัสดิน ณ อยุธยา พนักงานไต่สวนระดับสูง สำนักไต่สวนการทุจริตภาคการเมืองและองค์กรตามรัฐธรรมนูญ สำนักงาน ป.ป.ช.  เบิกความเป็นพยานปากแรก โดยเน้นพิจารณาพฤติการณ์ลงชื่อเเก้กฎหมายเป็นหลัก ภายหลังไต่สวนพยานเสร็จ ศาลนัดไต่สวนพยานผู้ร้องนัดถัดไปวันที่ 22 ก.ย.2569 เวลา 09.30 น.

นายนิธิ ละเอียดดี ทนายความผู้รับมอบอำนาจจากผู้คัดค้าน กล่าวว่า การไต่สวนพยานไป 1 ปาก โดยเป็นภาพรวมของกระบวนการว่า ทาง ป.ป.ช.ไต่สวนแล้วได้ความว่าอย่างไร ก่อนยื่นคำร้องให้ศาลพิจารณาคดีนี้ โดยมีเรื่องการรวบรวมหลักฐานของ ป.ป.ช.ที่ทางกลุ่มผู้คัดค้านมีข้อโต้แย้งของการรวบรวมพยานหลักฐาน และกระบวนการการไต่สวนที่เห็นว่าไม่เป็นไปตามกฎหมายและระเบียบ

 “หลังจากการไต่สวนก็มีข้อโต้แย้งจากผู้คัดค้าน ว่ากระบวนการไต่สวนอาจจะไม่สอดคล้องกับกฎหมาย และอาจไม่ได้รับความเป็นธรรมในเรื่องการรวบรวมพยานหลักฐาน การรับฟังพยานหลักฐานเฉพาะในส่วนที่จะเอาผิด และการสรุปสำนวน” นายนิธิระบุ

ด้านนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรค ปชน. กล่าวถึงคดี 44 อดีต สส.พรรคก้าวไกล เข้าชื่อยื่นแก้ไขมาตรา 112 ว่า ยืนยันในความบริสุทธิ์ของพวกเรา เราเพียงแค่ใช้อำนาจหน้าที่ในฐานะ สส. ข้อมูลพยานหลักฐานมีการเตรียมความพร้อมเอาไว้ตั้งแต่ตอนต้นอยู่แล้ว   ถ้าย้อนกลับไปตั้งแต่วันแรกที่เราได้มีการยื่นแก้ไขกฎหมายในส่วนนี้ ก็ไม่ได้คิดว่าจะเป็นความผิดอะไรในการใช้อำนาจของ สส.

“อยากให้มองอีกมุมหนึ่ง คือว่าสิ่งที่เราต้องการคือเราต้องการประเทศที่มีความเป็นประชาธิปไตย สส.ได้ทำหน้าที่ของตัวเองอย่างเต็มที่ อีกด้านหนึ่งเราอยู่ในระบบการเมือง ทั้งตัวรัฐธรรมนูญ องค์กรอิสระ และกลไกทางกฎหมาย กำลังถูกนำมาใช้เป็นอาวุธทางการเมืองในการทำให้คู่ขัดแย้งหรือคู่แข่งทางการเมือง ผู้ที่มีอำนาจใช้กลไกเหล่านี้มาทุบทำลายคู่ตรงข้ามทางการเมืองหรือไม่ ซึ่งถ้าเห็นตรงปัญหานี้ตรงกัน หนึ่งในวาระที่พรรค ปชน.เตรียมจะผลักดันในสมัยการประชุมนี้ คือการแก้ไขรัฐธรรมนูญ  พ.ร.ป.พรรคการเมือง รวมถึงเรื่องอื่นๆ ไปจนถึงคดีโกงเลือก สว.ด้วยเช่นกัน ซึ่งอยากจะให้ทุกคนช่วยจับตาและส่งเสริมเยอะๆ” นายณัฐพงษ์กล่าว

ถามว่า มีความมั่นใจหรือไม่ในการเตรียมรับมือว่าจะสามารถทำหน้าที่ตรวจสอบได้ถูกตามกฎหมายหรือไม่ นายณัฐพงษ์กล่าวว่า มั่นใจ เพราะอย่างที่บอกว่าตัวรูปคดีหลักๆ ไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนแปลง และเรายังเชื่อมั่นในความตรงไปตรงมา การใช้อำนาจหน้าที่ของพวกเราในฐานะ  สส.ตั้งแต่วันแรกที่มีการยื่นร่างกฎหมายนี้ด้วยซ้ำ  ดังนั้นไม่ได้เสียสมาธิจากวาระหลักๆ ที่เราอยากจะผลักดันในสมัยการประชุมนี้.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

"ใครรุก-ใครรับ"ในเกมไฟใต้ "การเมือง" กระตุก"กองทัพ"

ประเด็นข่าวการยิงจากเฮลิคอปเตอร์ไปถูกเยาวชนชายในช่วงเจ้าหน้าที่ติดตามจับกุมผู้ก่อเหตุการณ์ความรุนแรงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ไม่ได้เกิดขึ้นครั้งแรกใน จ.นราธิวาส

ผวจ.บุรีรัมย์ผงาด‘สถ.’ ปปช.สาวถึงแค่อธิบดี!

ครม.ไฟเขียวบิ๊ก มท. 20 ตำแหน่ง ผู้ว่าฯ บุรีรัมย์ขึ้นชั้นคุม สถ. ขณะที่ “ผู้ว่าฯ นครฯ”  โยกดูกรมที่ดิน  “เซมเบ้” ตายยากดู ปภ. ขณะที่ “ธีรุตม์” เข้ากรุ