“อนุทิน” นำทีม รมต.สวมเสื้อผ้าทอลายราชวัตร ถก ครม.สัญจรครั้งแรกสงขลา ชู 4 ด้าน "ศก.-สังคม-มั่นคง-ภัยพิบัติ” พัฒนา 5 จว.ด้ามขวาน มั่นใจแก้ไฟใต้ต้องดีขึ้น เหตุนายกฯ-มท.1 คนเดียวกัน สั่งทุกหน่วยบูรณาการร่วมกัน พร้อมดึงคนพื้นที่สื่อสารช่วยสร้างสันติสุข เล็ง ครม.สัญจรรอบหน้าอุดรธานี “ครม.” เคาะแพ็กเกจใหญ่ดูแลครอบคลุมภาคใต้ เดินหน้า 44 โครงการเร่งด่วน “เอกนิติ” จัดควิกวิน 6 ด้านช่วยฟื้นฟูธุรกิจ ผุดสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ 6 เดือนแรก ต่อด้วยรัฐช่วยจ่ายดอกเบี้ยคนละครึ่ง “เท้ง” ดักคอเทงบอื้อคนใต้ได้อะไร หรือแค่จัดเค้กให้กลุ่มทุนใกล้ชิด “ปชป.” บอกอย่าหวังแค่หาเสียง คนใต้ต้องการผลงานรูปธรรม
ที่ศูนย์ประชุมนานาชาติฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา วันที่ 1 ก.ย.2569 เวลา 10.00 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย เดินทางด้วยรถบัสไฟฟ้ามาเป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ (ครม.สัญจร) ครั้งที่ 1/2569 ซึ่งเป็นการประชุม ครม.สัญจรครั้งแรกของรัฐบาลอนุทิน
โดยนายกฯ และ ครม.สวมชุดผ้าทอลายราชวัตรสีฟ้าแกมเทา ซึ่งเป็นผ้าทอด้วยมือเป็นลายดอกเล็กๆ ที่คณะกรรมการดำเนินงานฝ่ายจัดเตรียมเครื่องแต่งกาย ของที่ระลึก และการจัดนิทรรศการจังหวัดสงขลา ได้จัดเตรียมให้ ครม.สวมใส่ ซึ่งก่อนการประชุม นายกฯ เยี่ยมชมนิทรรศการหน่วยงานในพื้นที่ ช่วงหนึ่งขณะเยี่ยมชมบูธเสน่ห์ไทยเสน่ห์สงขลา ของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ซึ่งมีมาสคอตอุลตร้าแมนมาโปรโมตการท่องเที่ยว นายกฯ ได้เข้าไปถ่ายรูปและทำท่าปล่อยพลังกับอุลตร้าแมน ซึ่งเป็นท่าเดียวกับท่าพลัสของพรรคภูมิใจไทย และ ททท.ยังได้มอบภาพถ่ายรูปนายกฯ ถ่ายคู่กับน้องเนเน่ รอยัล ให้นายกฯ ด้วย ก่อนที่นายกฯ จะพบปะกับนักศึกษาที่มาต้อนรับและร่วมถ่ายภาพเซลฟีอย่างเป็นกันเอง จากนั้นนายกฯ ถ่ายภาพร่วมกับ ครม. ผู้ว่าราชการจังหวัดกลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอ่าวไทย และผู้แทนภาครัฐ
นายกฯ กล่าวเปิดการประชุม ครม.สัญจรตอนหนึ่งว่า การประชุม ครม.ที่จังหวัดสงขลาเป็นครั้งแรกของรัฐบาลที่ตนเป็นนายกรัฐมนตรี ขอบคุณในการเตรียมงานที่เป็นไปด้วยความเรียบร้อยครอบคลุมในทุกประเด็น และสามารถทำให้รัฐมนตรีทุกท่านสามารถลงพื้นที่ปฏิบัติภารกิจได้อย่างเต็มที่ในจังหวัดสงขลา พร้อมรับทราบถึงปัญหาของพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเศรษฐกิจ เรื่องความมั่นคง เรื่องการท่องเที่ยว เรื่องของคุณภาพชีวิต ที่สำคัญที่สุดเรื่องความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินและการป้องกันภัยจากธรรมชาติและภัยที่เกิดขึ้นจากฝีมือมนุษย์
“รัฐบาลไม่นิ่งนอนใจ และพยายามที่จะหาทางแก้ไขปัญหาเพื่อให้เกิดความสันติสุข ความมั่นคงให้กับพี่น้องประชาชนตลอดเวลา และจะมีการนำผลการสรุปจากการประชุมเวิร์กช็อปมาให้ ครม.ได้พิจารณา ซึ่งจะมีทั้งมาตรการที่สามารถดำเนินการได้ทันทีแบบควิกวิน และข้อเสนอในระยะยาวที่จำเป็นต้องวางแผนอย่างต่อเนื่อง” นายกฯ กล่าว
มีรายงานว่า สำหรับเมนูอาหารนำเสิร์ฟให้ ครม.เป็นอาหารท้องถิ่นจังหวัดสงขลา เมนูอาหารว่าง (หรอยหนัด) ประกอบด้วย ต้มสามเหลี่ยมไส้ไก่หยองไข่แดงเค็ม ขนมไข่เตาถ่าน และเมลอนทองระโนด ขณะเมนูอาหารเช้า (หรอยแรงได้แรงอก) ประกอบด้วย ข้าวต้มปลากะพง 3 น้ำ จากกลุ่มแม่น้ำทะเลสงขลา ปลาท่องโก๋ สังขยาหรือนมข้น และเค้กสะหวา ส่วนเมนูอาหารกลางวัน (หรอยจังฮู้) ประกอบด้วย แกงส้มปลากะพง 3 น้ำ มะม่วงเบาสำรับสงขลา 2 วัตถุดิบ GI ขนานแท้ ปลากระบอกทองหอม ใบเหลียงผัดไข่ ก๋วยเตี๋ยวถนัดศรี ไก่ทอดหาดใหญ่ ข้าวมันไก่เบตงสำรับรสแห่งไก่สายพันธุ์ใต้ และลูกตาลกะทิสด ไอติมไทย-ไท และมีเมนูฮาลาล ประกอบด้วย ซุปเนื้อฮาลาล ข้าวมันไก่ฮาลาล ก๋วยเตี๋ยวเนื้อตุ๋นสูตรต้นตำรับ และลูกตาลกะทิสด ไอติมไทย-ไท
วาง 4 ด้านพัฒนา 5 จว.ชายแดนใต้
เวลา 12.25 น. นายอนุทินแถลงผลประชุมว่า วันนี้ ครม.กำหนดแนวทางเร่งด่วนหรือควิกวิน เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปดำเนินการอย่างเต็มที่ทันที ครอบคลุม 4 เรื่องสำคัญคือ เศรษฐกิจ สังคม ความมั่นคง และการบริหารจัดการภัยพิบัติ โดยด้านเศรษฐกิจ รัฐบาลต้องการให้เศรษฐกิจของ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ยะลา ปัตตานี นราธิวาส สงขลา และสตูล เติบโตจากศักยภาพของพื้นที่ด้วยตัวเอง ทั้งภาคเกษตร การค้า การลงทุน อุตสาหกรรม และการท่องเที่ยว โดยจะเร่งปลดล็อกข้อจำกัดที่เป็นอุปสรรคต่อการทำธุรกิจ ให้ผู้ว่าฯ เป็นผู้นำและผู้สนับสนุนไปพร้อมกัน รวมทั้งให้ทุกกระทรวงสนับสนุน เป้าหมายคือต้องการให้คนในพื้นที่มีโอกาส มีรายได้ และสามารถเติบโตไปกับเศรษฐกิจของภูมิภาค
นายอนุทินกล่าวว่า ด้านสังคมและคุณภาพชีวิต โดยรัฐบาลมอบหมายให้ออกแบบและก่อสร้างโรงพยาบาลหาดใหญ่แห่งที่ 2 วงเงินเบื้องต้น 250 ล้านบาท และจะได้หารือกับประเทศมาเลเซียเพื่อให้แรงงานไทยได้รับการคุ้มครองและดูแลอย่างเหมาะสม พร้อมลดภาระต้นทุนของผู้ประกอบการ ด้านความมั่นคง รัฐบาลจะเดินหน้าความมั่นคงควบคู่กับการพัฒนา หัวใจสำคัญคือรัฐต้องทำงานร่วมกับประชาชน ไม่ใช่ทำงานแยกกับประชาชน เพิ่มประสิทธิภาพเครือข่ายความปลอดภัยในพื้นที่ พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านความมั่นคง และนำเทคโนโลยีสมัยใหม่รวมถึง AI มาใช้เพิ่มประสิทธิภาพในการรักษาความปลอดภัย
ส่วนด้านการป้องกันและบริหารจัดการภัยพิบัติ รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณเร่งด่วน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการป้องกันและบรรเทาภัยพิบัติ วงเงินรวมกว่า 142 ล้านบาท ทำการก่อสร้างศูนย์พักพิงชั่วคราวที่ปัตตานี โครงการเพิ่มประสิทธิภาพระบบระบายน้ำของเทศบาลนครหาดใหญ่ และเทศบาลเมืองควนรัง จังหวัดสงขลา นอกจากนี้รัฐบาลเห็นชอบการดำเนินการปรับปรุงโครงการแก้มลิงคลองเรียนอีกด้วย ที่สำคัญได้เห็นชอบหลักการให้ปรับรูปแบบการช่วยเหลือผู้ประสบภัย จากการรอรับเงินเยียวยาไปสู่ระบบการประกันภัยแบบครัวเรือน แนวทางนี้จะช่วยให้ประชาชนได้รับเงินชดเชยเร็วกว่าและมากกว่าระบบเดิมเมื่อเกิดอุทกภัย วาตภัย และแผ่นดินไหว โดยมีเป้าหมายครอบคลุมที่อยู่อาศัยประมาณ 30 ล้านครัวเรือนทั่วประเทศ ไม่ใช่เฉพาะภาคใต้
นายกฯ กล่าวว่า นอกจากนี้รัฐบาลยังเดินหน้าโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ที่จะเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาภาคใต้ในระยะยาว ครม.ได้อนุมัติโครงการที่เกี่ยวกับการคมนาคมขนส่งในรูปแบบของรถไฟทางคู่ระยะที่ 2 วงเงิน 106,798.32 ล้านบาท ซึ่งระยะระยะที่ 2 มีเส้นทางภาคใต้ช่วงชุมพร-สุราษฎร์ธานี, สุราษฎร์ธานี-ชุมทางหาดใหญ่ และชุมทางหาดใหญ่-ปาดังเบซาร์ นอกจากนี้ ตนได้ขอให้สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) พิจารณาเร่งการศึกษาในการเชื่อมต่อจากชุมทางหาดใหญ่ไปยังอำเภอสุไหงโก-ลก จังหวัดนราธิวาส เพื่อให้การคมนาคมขนส่งทั้งระบบเป็นไปด้วยความสมบูรณ์ เป็นการเชื่อมสิ่งต่างๆ ตามเจตนารมณ์ของรัฐบาล โครงการนี้จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเดินทาง และการขนส่งเชื่อมโยงเศรษฐกิจภาคใต้กับภูมิภาคอื่นๆ ของประเทศ รวมถึงประเทศเพื่อนบ้านด้วย
นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ขณะเดียวกันรัฐบาลยังเดินหน้าโครงการสำคัญ เช่น สะพานข้ามทะเลสาบสงขลา และโครงการสะพานเชื่อมเกาะลันตา ซึ่งเมื่อวันที่ 31 ส.ค.ได้เป็นสักขีพยานในการเร่งดำเนินการระหว่างกรมทางหลวงชนบท กระทรวงคมนาคม และผู้รับจ้าง ทำให้ภาคใต้ของประเทศไทยจะมีสะพานเชื่อมแผ่นดินใหญ่ที่จังหวัดกระบี่ไปยังเกาะลันตาน้อยและลันตาใหญ่ จากนี้ไปประชาชนและนักท่องเที่ยวสามารถที่จะเดินทางโดยรถยนต์หรือแม้แต่การขี่จักรยานไปเที่ยวจากจังหวัดกระบี่ไปยังเกาะลันตาและเกาะลันตาน้อยได้ ซึ่งถือเป็นของการเดินทางที่ไม่ใช่ทางเรือเพียงอย่างเดียว และยังมีสะพานข้ามทะเลสาบสงขลาที่จะทำให้เกิดความชื่อมระหว่างจังหวัดสงขลาและจังหวัดพัทลุง จากเดิมที่ต้องเดินทาง 1 ชั่วโมงครึ่ง ลดเหลือเพียง 20 นาที ซึ่งจะเป็นเส้นทางเศรษฐกิจที่สำคัญอีกเส้นทางหนึ่งที่จะทำให้ต้นทุนการดำรงชีวิตการขนส่งสินค้าลดลงจำนวนมาก และจะเป็นการยกระดับเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจในพื้นที่ได้ขยายตัวเพิ่มขึ้น
ดึงคนพื้นที่ช่วยสร้างสันติสุข
“การมาประชุม ครม.ที่ภาคใต้ในครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงการประชุมในพื้นที่ แต่เป็นการนำปัญหาของประชาชนเข้าสู่การตัดสินใจของรัฐบาลโดยตรง เราไม่ได้รับฟังแล้วจบ ซึ่งรัฐบาลทำงานโดยยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง เศรษฐกิจดีขึ้น ความปลอดภัยต้องมีเพิ่มมากขึ้น ซึ่งเห็นได้อย่างชัดการประชุม ครม.นอกสถานที่ครั้งนี้ประสบความสำเร็จอย่างมาก ทำให้ผมคิดว่าคงต้องมีรูปแบบของการประชุม ครม.นอกสถานที่ไปตามพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ ขณะนี้กำหนดอย่างไม่เป็นทางการไว้ว่าในการประชุม ครม.สัญจรครั้งต่อไปคงไปภาคอีสาน น่าจะเริ่มจากศูนย์กลางธุรกิจเศรษฐกิจในภาคอีสาน โดยอาจเริ่มที่จังหวัดอุดรธานีเป็นจังหวัดต่อไป และพยายามไปให้ครอบคลุมทุกพื้นที่มากที่สุด ตอนนี้เป็นระดับภาคก่อนแล้วค่อยเป็นระดับจังหวัด หรือกลุ่มจังหวัดตามที่เวลาจะอำนวยในแต่ละช่วง” นายอนุทินกล่าว
ถามถึงโครงการประกันภัยถ้วนหน้า นายกฯ กล่าวว่า ให้การคุ้มครองประชาชนประมาณ 30 ล้านครัวเรือนทั่วประเทศ โดยคุ้มครองภัย 3 แบบ คือ อุทกภัย วาตภัย และแผ่นดินไหว แบ่งเป็นความคุ้มครองที่อยู่อาศัยวงเงินสูงสุด 100,000 บาทต่อหลังคาเรือน/ต่อครั้ง ไม่จำกัดจำนวนครั้งต่อไปและคุ้มครองชีวิต กรณีเสียชีวิตจ่ายผลประโยชน์รายละ 2 ล้านบาท โดยความช่วยเหลือเบื้องต้นสามารถจ่ายได้ภายใน 15 วัน และช่วยเหลือเพิ่มเติมภายในอีก 15 วัน โดยภาครัฐจะเป็นผู้ชำระค่าเบี้ยประกันประมาณ 15,500 ล้านบาทต่อปี ถ้าเทียบแล้วน้อยกว่าจำนวนเงินที่เราต้องจ่ายเรื่องของการเยียวยา ทั้งค่ารักษาพยาบาล ค่าถุงยังชีพ ค่าตั้งศูนย์พักพิง ถือว่าเป็นการประกันความเสี่ยง ถ้าไม่เกิดพายุเลยก็ถือว่าเป็นการป้องกันความเสี่ยงล่วงหน้าไม่ให้เกิดความเสียหายมากกว่านี้ ทั้งนี้ วงเงินที่คุ้มครองประมาณ 75,000 ล้านบาทต่อปี
“ที่ผ่านมาเราใช้ 45,000 ล้านบาทต่อปี ถ้าเป็นไปตามที่นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.การคลัง คำนวณมาเบื้องต้น เราจะใช้จ่ายเงินที่น้อยลง แต่การคุ้มครองประชาชนจะเป็นจำนวนที่มากขึ้น ซึ่งน่าจะเป็นประโยชน์มากกว่า” นายกฯ กล่าว
ต่อมาเวลา 13.30 น. นายอนุทินให้สัมภาษณ์ถึงการแก้ไขปัญหาความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ว่า ได้รับฟังความทุกข์ร้อนของพี่น้องประชาชน ทั้งเรื่องการบริหารแนวชายแดนจะดำเนินการอย่างไร หรือหากจะมีนโยบายในการปิดด่าน ก็ได้รับเสียงสะท้อนว่าหากปิดหมดก็ทำมาหากินลำบาก ซึ่งต้องรับฟัง ส่วนจุดไหนที่ยังไม่มีความเสี่ยงมากก็ต้องให้เจ้าหน้าที่เข้าไปควบคุมหรือกำกับดูแล สิ่งเหล่านี้สะท้อนถึงการสื่อสารซึ่งกันและกัน อีกเรื่องคือการปรับปรุงแผนควบคุมสถานการณ์และมาตรการแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน ซึ่งได้ประชุม สมช.ไปเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ต้องปรับปรุงรูปแบบการทำงานให้บูรณาการร่วมกันอย่างชัดเจน
“สมัยก่อนเมื่อพูดถึงการบูรณาการ นายกฯ คนหนึ่ง รัฐมนตรีมหาดไทยก็คนหนึ่ง แต่วันนี้เป็นคนเดียวกันแล้ว การบูรณาการจะเห็นเป็นรูปธรรม นายกฯ ก็กำกับดูแลตำรวจ กองทัพ ขณะที่ รมว.มหาดไทยก็ดูแลฝ่ายปกครอง ฉะนั้นจากนี้ไปก็จะเห็นว่านายอำเภอ ตำรวจ ทหาร หน่วยงานความมั่นคง พลเรือน จะร่วมกันทำงาน และก็ต้องมีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างหรือบุคลากรให้เหมาะสม โดยทั้ง 4-5 คนที่เป็นหัวเรือนี้ ต้องทำงานร่วมกันให้ได้” นายอนุทินกล่าว
ถามว่า ผลการหารือกับคนในพื้นที่โดยชูธงคนในพื้นที่ช่วยแก้ไฟใต้เป็นอย่างไร นายกฯ กล่าวว่า ต้องทำงานร่วมกัน ประชาชนบอกให้รัฐบาลต้องทำแบบนี้ รัฐบาลก็ต้องรับฟังทั้งหมด แต่ทุกท่านก็ต้องช่วยรัฐบาลด้วย เพราะรัฐบาลไม่มีทางรู้จักคนในพื้นที่ได้มากกว่าญาติพี่น้องของพวกเขาที่อยู่ในพื้นที่ ฉะนั้นอยากเห็นความสงบสุขเกิดขึ้นตลอดเวลาอยู่แล้ว รัฐบาลมีทั้งงบประมาณและสิ่งสนับสนุนต่างๆ
“เจตนาเพื่อทำให้พวกเขาสามารถสร้างสันติสุขในพื้นที่ของพวกเขาได้ ถ้าพวกเขาร่วมมือกันในการทำงาน แลกเปลี่ยนข่าวสารซึ่งกันและกัน และที่สำคัญคือการเจรจาต้องไม่ปิดช่องเจรจา ซึ่งมันต้องดีขึ้นจะมาบอกว่าปัญหาที่เกิดขึ้นมา 30-40 ปีแล้ว พอมาเปลี่ยนยุทธศาสตร์ครั้งเดียวโอ้โหจะเปลี่ยนแล้วมั่นใจได้เลย มันไม่มีใครพูดได้ แต่มั่นใจว่าฝ่ายรัฐบาลภายใต้การนำที่ผมเป็นนายกฯ มั่นใจว่าจะได้เห็นการบูรณาการความร่วมมือในฝ่ายบริหาร ที่ให้บริการพี่น้องประชาชนอย่างเป็นหนึ่งเดียวแน่นอน ตอนนี้สิ่งเดียวที่คาดหวัง และอยากให้เกิดขึ้นก็คือการร่วมมือของพี่น้องประชาชนทุกฝ่ายในการที่จะทำให้ความสงบสุขเกิดขึ้น" นายกฯ กล่าว
ครม.เคาะแพ็กเกจฟื้นฟู ศก.ใต้
ส่วนนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกฯ และ รมว.การต่างประเทศ กล่าวถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาชายแดนใต้ว่า นายกฯ มอบหมายให้ตนเองเป็นประธาน workshop ด้านความมั่นคง ซึ่งได้มีการหารือสถานการณ์ในปัจจุบัน และสถานการณ์ในวันที่ 22-23 สิงหาคมที่ผ่านมา เห็นว่าจะต้องมาดูและหาแนวทางต่างๆ ในการแก้ไขในการแก้ไขปัญหาสถานการณ์ภาคใต้ ให้เกิดความเข้มแข็งและเข้มข้นยิ่งขึ้น สอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบัน
“นายกฯ ได้กำชับคือ ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน เพราะความปลอดภัยและความเชื่อมั่นของประชาชนและภาคเอกชน เป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่ง โดยได้เน้นการทำงานแบบบูรณาการในพื้นที่ โดยเฉพาะในเรื่องการข่าว ข่าวกรอง ต้องทำงานในลักษณะทุกหน่วยงานเป็นทีมประเทศไทย แล้วต้องเป็นไปด้วยความแม่นยำ ทันท่วงที รวมทั้งเรื่องงานมวลชนที่จะต้องให้ความสำคัญมากขึ้น และมิติสุดท้ายคือเรื่องความร่วมมือกับมาเลเซีย ความมั่นคงชายแดน และการติดตามผู้ที่ก่อเหตุความไม่สงบ รวมถึงกระบวนการพูดคุยสันติสุขภาคใต้” นายสีหศักดิ์กล่าว
ก่อนหน้านั้นช่วงเช้า นายสีหศักดิ์ให้สัมภาษณ์ว่า วันที่ 6 ก.ย.นี้ ตนจะเดินทางไปพบกับ รมว.การต่างประเทศของมาเลเซีย โดยจะมีการติดตามและขยายผลในประเด็นต่างๆ ที่ผู้นำทั้งสองได้หารือไว้ก่อนหน้านี้ โดยเฉพาะเรื่องความร่วมมือในการสร้างความมั่นคงชายแดน เพื่อส่งเสริมการพัฒนาด้านเศรษฐกิจชายแดนร่วมกัน ซึ่งอยากพานายฐนัตถ์ สุวรรณานนท์ ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ ในฐานะหัวหน้าการพูดคุยสันติสุขชายแดนใต้ไปด้วย เพื่อพูดคุยในเรื่องนี้ เนื่องจากอยากให้นายฐนัตถ์ไปทำความรู้จักกับผู้บริหารของรัฐบาลมาเลเซีย
ขณะที่ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และ รมว.การคลัง กล่าวว่า หลังจากเมื่อวันที่ 31 ส.ค.ที่ผ่านมาได้ประชุมเชิงปฏิบัติการด้านเศรษฐกิจกับผู้แทนส่วนกลางทั้งภาคเอกชนและภาคประชาสังคมแสดงความคิดเห็น โดยได้เห็นปัญหาอุปสรรคหน้างานในพื้นที่และให้นำความต้องการของประชาชนในพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้มาเป็นที่ตั้ง ซึ่งต้องนำไปสู่แก้ปัญหาไปสู่การปฏิบัติจริง ทั้งการเพิ่มรายได้ กระจายโอกาส และปรับคุณภาพชีวิตให้สอดคล้องกับความต้องการของคนในพื้นที่
นายเอกนิติกล่าวว่า ข้อเสนอที่รัฐบาลสามารถขับเคลื่อนได้ทันที (Quick Win) ใน 6 ด้าน 1.สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ เสริมสภาพคล่อง (Soft Loan) นอกจากปลอดดอกเบี้ย 6 เดือน แล้วจะมีสินเชื่อ ดอกเบี้ยต่ำต่อเนื่อง ตั้งแต่ช่วงฟื้นฟูยังไม่มีรายได้ ปลอดดอกเบี้ย และหลังจากนั้นรัฐจะช่วยออกดอกเบี้ยคนละครึ่ง ซึ่งถือเป็นการฟื้นฟูจากน้ำท่วม ขณะเดียวกัน ธนาคารออมสิน จะจัดวงเงินสินเชื่อให้แก่ผู้ประกอบการทั่วไป ในระยะยาวเป็นเวลา 5 ปี ด้วยอัตราดอกเบี้ยต่ำ คงที่ร้อยละ 1.5% ต่อปีตลอดระยะเวลาโครงการ เพื่อช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจในพื้นที่
2.การปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่ ด้วยการขุดลอกร่องน้ำของท่าเรือสงขลา และท่าเรือปัตตานีให้มีความลึกมากขึ้นอีก 9-10 เมตร เพื่อรองรับการขนส่งของเรือสินค้าขนาดใหญ่ อีกทั้งจะสามารถช่วยระบายน้ำออกจากพื้นที่ได้สะดวกและรวดเร็วขึ้น หากเกิดกรณีอุทกภัย 3.การลดอุปสรรคการค้าชายแดนไทย-มาเลเซีย ด้วยการยกเลิกการจัดเก็บค่าธรรมเนียมล่วงเวลาของนักท่องเที่ยวที่ผ่านข้ามแดน และปรับรูปแบบการทำงานของการตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) ให้มีการทำงานผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่เชื่อมโยงกับระบบศุลกากร เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกให้แก่นักท่องเที่ยว
4.การเร่งปรับผังเมืองให้สอดคล้องกับการลงทุน และการพัฒนาของคนในพื้นที่ให้มีความยั่งยืน ซึ่งกระทรวงมหาดไทย จะเป็นผู้รับไปดำเนินการ 5.การสนับสนุนด้านการท่องเที่ยวในพื้นที่ โดยกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา จะจัดทำแพ็กเกจส่งเสริมการท่องเที่ยว รวมถึงประชาสัมพันธ์อาหารพื้นถิ่นของ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งเป็นการช่วยส่งเสริมเอกลักษณ์ให้แก่ชุมชนท้องถิ่น และ 6.การส่งเสริมการลงทุนในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ โดยสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) จะต่ออายุมาตรการให้อีก 3 ปี เพื่อให้การพัฒนาเศรษฐกิจในภาคใต้เป็นไปอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะช่วยพัฒนาเศรษฐกิจและยกระดับในระยะยาวอีกด้วย
ดักคอเทงบอย่าแจกกลุ่มใกล้ชิด
ด้าน น.ส.ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลประชุมว่า ครม.มีมติอนุมัติแต่งตั้ง พล.อ.ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เสนาธิการทหารบก ดำรงตำแหน่งเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (เลขาฯ สมช.) ตั้งแต่วันที่1 ต.ค.2569 ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป
ส่วน น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงว่า ครม.มีมติรับทราบผลการประชุมเชิงปฏิบัติการ (Workshop) ในพื้นที่ 5 จังหวัดภาคใต้ ตามที่สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เสนอ โดยที่ประชุม ครม.มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับไปพิจารณาข้อเสนอโครงการสำหรับ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อบรรจุไว้ในแผนปฏิบัติราชการประจำปีของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและขอรับการจัดสรรงบฯ 1.โครงการที่มีความจำเป็นเร่งด่วน พร้อมดำเนินการได้ทันที รวมทั้งสิ้น 44 โครงการ งบประมาณ 1,269.02 ล้านบาท 2.ข้อเสนอเชิงนโยบายของพื้นที่ที่ต้องการให้รัฐบาลสนับสนุน รวมทั้งสิ้น 59 โครงการ งบประมาณ 62,336.44 ล้านบาท
นอกจากนี้ ที่ประชุม ครม.ได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งดำเนินการเพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น ในพื้นที่ 5 จังหวัดให้เกิดผลเป็นรูปธรรมโดยเร็ว สำหรับโครงการที่เห็นควรขอรับการจัดสรรงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น วงเงินรวม 67 ล้านบาท อาทิ โครงการเพิ่มประสิทธิภาพระบบระบายน้ำ โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการป้องกันและบรรเทาความเสียหายจากภัยพิบัติ สร้างโรงพยาบาลหาดใหญ่แห่งที่ 2 โครงการตามแผนความต้องการฟื้นฟูทางหลวงของกรมทางหลวง จำนวน 45 โครงการ กรอบวงเงิน 835. 8 ล้านบาท เพื่อเร่งซ่อมแซมถนนและโครงสร้างพื้นฐานที่ได้รับความเสียหายจากสถานการณ์ภัยพิบัติตั้งแต่ปี 68
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนการประชุม ครม.สัญจร จ.สงขลาครั้งนี้ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ และ รมว.คมนาคม เป็นตัวแทนรัฐบาลมารับมอบหนังสือร้องเรียนจากเครือข่ายผู้เลี้ยงกุ้งไทยพัฒนาเพื่อความยั่งยืน ให้รัฐบาลเร่งเจรจากับประเทศมาเลเซียหลังระงับการนำเข้ากุ้งไทย กลุ่มชุมชนจะนะต้นแบบยื่นข้อเสนอสนับสนุนการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษอำเภอจะนะ และเครือข่ายปกป้องแผ่นดินชุมพร-ระนอง ยื่นหนังสือเรียกร้องให้ยกเลิกโครงการแลนด์บริดจ์ชุมพร-ระนอง และถอนร่างพระราชบัญญัติเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC)
ด้านนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านฯ กล่าวถึงการประชุม ครม.สัญจรว่า สิ่งที่สำคัญมากกว่านอกจากที่รัฐบาลประกาศว่าจะมีโครงการงบประมาณกว่า 5 หมื่นล้านบาทลงพื้นที่ภาคใต้ พรรค ปชน.ไม่ได้ติดใจตัวงบประมาณที่ลงไป แต่สิ่งสำคัญคือคนใต้จะได้ประโยชน์อะไรจากโครงการต่างๆ
"5 หมื่นล้านที่กำลังจะลงไปในพื้นที่จังหวัดภาคใต้ ต้องการให้รัฐบาลให้ภาพอย่างชัดเจนว่า อย่างน้อยอะไรเป็นเป้าหมายตัวชี้วัด ที่คนใต้จะได้ประโยชน์อะไร มีความชัดเจนของโครงการระดับหนึ่ง มากกว่าที่จะโยนเงินก้อนใหญ่ไปแล้วสุดท้ายคนที่ได้ประโยชน์อาจเป็นกลุ่มทุน แต่ประชาชนกลับไม่ได้ประโยชน์อะไร" นายณัฐพงษ์กล่าว
เช่นเดียวกับ นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าวว่า ถ้าคิดว่าทำ ครม.สัญจรเพียงเพื่อหาเสียง ตนคิดว่าอย่าทำดีกว่า จริงๆ ปัญหาภาคใต้มีเยอะกว่าที่คิด คือปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ นายกฯ ก็ตีกรรเชียงไม่ไป แต่ส่งคนอื่นไปแล้วใช้วิธีเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็น ซึ่งรับฟังมาเยอะแล้ว แต่ฟังแล้วมันไม่ถึงหูฝ่ายบริหาร นายอนุทินก็ไม่ชัดเจน
ถามว่าการลงพื้นที่ของรัฐบาลนายอนุทินอาจกระทบฐานเสียงของพรรคประชาธิปัตย์ได้ นายสาทิตย์กล่าวว่า คิดว่าไม่เป็นไร ถ้าท่านไปทำงาน คนใต้ก็พร้อมที่จะรับคนที่ไปทำงานเป็นรูปธรรม ส่วนเขาจะตัดสินใจทางการเมืองอย่างไรตนคิดว่าคนใต้คิดเองได้ว่าสถานการณ์การเมืองขณะนั้นเป็นอย่างไร
"พวกเราใจกว้าง อยากเห็นรัฐบาลไปทำงานและทำได้จริง อย่าแค่ไปหาเสียงอย่างเดียว" นายสาทิตย์กล่าว.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
บี้ปปช.สอบAIดีอีห่วยกว่าฟรี
“รักชนก” มาแล้ว ยื่น ป.ป.ช.สอบโครงการ TH-AI Passport อ้างกูรูบอกห่วยกว่าของฟรี หวังวันฟ้าสีทองได้เห็นคนทำผิดติดคุก
ศาลปค.ชี้ชะตา‘สรณ’ ปมอุทธรณ์สู้กก.สรรหา
"หมอสรณ" ลุ้น! ศาลปกครองสูงสุดชี้ชะตาเก้าอี้ "ปธ.กสทช." รับ-ไม่รับคำฟ้อง
รบ.ดินเนอร์6ก.ย./ซักฟอกล้มน้ำเงิน
"อนุทิน" เตรียมเปิดบ้านพักส่วนตัวกินข้าว ครม.พรรคร่วมรัฐบาล 6 ก.ย.นี้
ครม.จ่อไฟเขียว ‘ประกันอุทกภัย’
"อนุทิน" ควง ครม.ตรวจการบ้านแก้ปัญหาน้ำท่วมหาดใหญ่ ชี้ต้องไม่ซ้ำรอยวิกฤต โชว์หวาน "แป้น-หนู"
ปลุกมวลชนสู้ไฟใต้ เปรียบภูมิคุ้มกันแก้ปัญหายั่งยืน/ฉก.นราฯยัน99%ไม่มียิงจากฮ.
นายกฯ ประกาศเดินหน้าสร้างสันติสุขชายแดนใต้ เปิดเวทีรับฟัง ปชช. ชูพลังคนพื้นที่เป็นกำลังสำคัญ เปรียบเป็น
‘สมชัย’บุกกกต. บี้แจง3ปมร้อน ขู่ม.157ทั้ง2ชุด
"สมชัย" บุก กกต.จี้แจง 3 ปมร้อนภายใน 15 ก.ย. เปิดให้ชัดใครเสนอชื่อ “ณัฐวุฒิ” นั่งอนุฯ กก.วินิจฉัยชุด 12 สมัคร สส.

