"วรศิษฎ์" แถลงผลการเพิกถอนบรรจุ 5,925 ราย กรณีทุจริตสอบท้องถิ่น เดินหน้าเอาผิดวินัย-อาญาถึงที่สุด ยันไม่ว่าซี 10 ซี 11 หรือสูงกว่านั้น ถ้าผิดก็โดน ขณะที่ กมธ.ฟอกเงินฯ เปิดข้อมูลทุจริตสอบท้องถิ่น พบพฤติการณ์ทำเป็นขบวนการ แบ่งหน้าที่ทั้ง จนท.-นายหน้า-บุคคลภายนอก เรียกรับเงินสด-โอนเงิน-ซื้อทอง แลกแก้หรือเพิ่มคะแนน พบกระแสเงินหมุนเวียนราว 9 พันล้าน
เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2569 นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย แถลงชี้แจงข้อเท็จจริงกรณีผลการเพิกถอนการบรรจุผู้ที่มีการแก้ไขคะแนนการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2568 โดยมีนายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร รองปลัดกระทรวงมหาดไทย รักษาราชการแทนอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) และนายบุญประสงศ์ นวลสายย์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ร่วมชี้แจง ที่กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กรุงเทพฯ
รมช.มหาดไทยกล่าวว่า การแถลงในวันนี้ จะมีการจัดแบ่งออกเป็น 2 ช่วงหลัก คือ ช่วงก่อนเกิดเหตุทุจริต และช่วงหลังตรวจพบเหตุทุจริต พร้อมแนวทางแก้ไขปัญหา โดยในช่วงแรก เมื่อต้นปี 2567 ได้มีการจัดซื้อจัดจ้างเพื่อหาผู้รับจ้างจัดการสอบ ซึ่งในครั้งแรกมหาวิทยาลัยบูรพาได้รับการประกาศเป็นผู้ชนะ แต่ก่อนการลงนามสัญญา ได้มีภาคประชาชนจากจังหวัดศรีสะเกษเดินทางมาร้องเรียนเรื่องความไม่ชอบมาพากลและการเรียกรับผลประโยชน์ กระทรวงมหาดไทยจึงได้ประสานหน่วยงานภาคีเครือข่าย ทั้ง ป.ป.ช., ป.ป.ท. และ บก.ปปป. มาร่วมวางแนวทางป้องกัน พร้อมตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงและจัดทำบันทึกข้อตกลง (MOU) ตรวจสอบการสอบทุกขั้นตอน ต่อมาคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงได้เสนอ 3 ประเด็นสำคัญคือ ขอให้ใช้ผลสอบภาค ก ของ ก.พ., เพิ่มมาตรการป้องกันการทุจริต และให้ภาคีเครือข่ายร่วมตรวจทุกขั้นตอน ซึ่ง กสถ.ได้มีมติเห็นชอบตามแนวทางเพิ่มมาตรการและการดึงภาคีเครือข่ายเข้ามาร่วมตรวจสอบ
“การปรับเพิ่มมาตรการดังกล่าว ทำให้กระบวนการสอบและกรอบงบประมาณเปลี่ยนแปลงไป ไม่สามารถใช้สัญญาตัวเดิมได้ กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นจึงหารือไปยังกรมบัญชีกลาง และได้รับคำตอบว่าเป็นสิทธิ์ที่ทำได้ จึงนำไปสู่การยกเลิกสัญญากับมหาวิทยาลัยเดิม ทั้งนี้ ต้องขอเน้นย้ำว่า การยกเลิกสัญญาไม่ได้เกิดจากคำสั่งของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย หรือฝ่ายการเมืองอย่างที่มีการบิดเบือน แต่เป็นอำนาจของ กสถ.และคณะกรรมการตามขั้นตอน และหากละเลยข้อร้องเรียนในวันนั้น ก็เท่ากับเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ต่อมาได้เปลี่ยนมาใช้วิธีประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ (e-bidding) ที่เปิดกว้าง โดยเปิดรับสมัครผู้สอบก่อนเพื่อทราบจำนวนที่แน่นอนในการกำหนดราคากลาง เพื่อไม่ให้รัฐเสียประโยชน์ มีการสืบราคากลางจากหลายสถาบัน และผลการประมูลปรากฏว่ามหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) ชนะการประกวดราคา แม้จะมีการยื่นอุทธรณ์จากมหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ แต่คณะกรรมการวินิจฉัยของกรมบัญชีกลางได้วินิจฉัยยกอุทธรณ์ จึงยืนยันให้ มศว เป็นผู้รับจ้างอย่างโปร่งใส”
นายวรศิษฎ์กล่าวต่อไปว่า หลังจากจัดการสอบเสร็จสิ้น และมีการตรวจพบการทุจริตเมื่อวันที่ 22 มิ.ย.2567 ป.ป.ช.ซึ่งเป็นหนึ่งในภาคีตาม MOU ตั้งแต่ปี 2567 ได้เข้าตรวจสอบทันที พร้อมทั้งตั้งข้อสังเกตต่อข้อกล่าวหาเรื่องการล้มประมูลเพื่อโกงว่า หากคิดจะโกงจริงย่อมไม่มีทางดึง ป.ป.ช.และตำรวจเข้ามาตรวจสอบตั้งแต่ต้น โดยการทำงานแบ่งเป็น 3 ส่วน คือ ป.ป.ช. รับผิดชอบคดีทุจริตหลัก, เจ้าหน้าที่ตำรวจมุ่งสืบสวนจับกุมขบวนการนายหน้าเรียกรับเงินหลอกลวงประชาชนรายวัน และกระทรวงมหาดไทยดำเนินการทางด้านการบริหาร ตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงและสอบวินัยร้ายแรง ทั้งนี้ ผลการตรวจสอบพบผู้ที่มีการแก้ไขคะแนนสอบให้ผ่านเกณฑ์จำนวน 5,925 คน กสถ.จึงได้ประกาศผลสอบใหม่ และสั่งการให้ ก.จังหวัด และ อปท.ทั่วประเทศ ดำเนินการถอดถอนผู้ที่บรรจุไปแล้วให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 31 สิงหาคม 2567 ซึ่งปัจจุบันถอดถอนเสร็จสิ้นครบถ้วนแล้ว
“สำหรับมาตรการดำเนินงานต่อไป ได้กำหนดแนวทางไว้ชัดเจน ได้แก่ การส่งข้อมูลผู้กระทำผิดให้ 5 หน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย (ป.ป.ช., ป.ป.ท., ปปง., DSI, บก.ปปป.) ดำเนินคดีอาญา, การแจ้งรายชื่อผู้แก้ไขคะแนนไปยังหน่วยงานจัดสอบภาครัฐทุกแห่งเพื่อเฝ้าระวัง, การหารือร่วมกับคณะกรรมการกฤษฎีกาเพื่อเรียกคืนเงินเดือนและสิทธิประโยชน์จากผู้ถูกถอดถอน, การชะลอการจ่ายค่างวดงานงวดสุดท้ายให้แก่ มศว พร้อมปรึกษาอัยการสูงสุดเรื่องความรับผิดชอบใน 3 งวดแรกที่จ่ายไปแล้ว, การตั้งทีมสนับสนุนทางกฎหมายระดับจังหวัดเพื่อช่วยเหลือ อปท.หากถูกฟ้องร้อง ตลอดจนการสั่งการให้ผู้ว่าฯ และนายอำเภอจับตาไม่ให้ อปท.นำผู้ถูกถอดถอนกลับไปทำสัญญาจ้างเหมาบริการ โดยจะมีหนังสือสั่งการให้ชะลอการจ้างบุคคลกลุ่มนี้ไว้ก่อน” นายวรศิษฎ์กล่าว
นายวรศิษฎ์กล่าวต่อไปว่า ในส่วนของการคืนความเป็นธรรมให้แก่ผู้สอบได้ตัวจริง ทั้งกลุ่มที่บรรจุไปแล้วแต่เสียสิทธิในการเลือกลำดับพื้นที่ และกลุ่มที่อยู่ระหว่างรอขึ้นบัญชีเรียกบรรจุ กระทรวงมหาดไทยจะเสนอ ก.กลาง ปรับแก้หลักเกณฑ์การโอนย้ายให้รวดเร็วขึ้น คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือนตุลาคมนี้ และเมื่อทราบตำแหน่งว่างที่ชัดเจน จะดำเนินการเรียกบรรจุผู้สอบได้ตัวจริงจากบัญชีทดแทนให้ครบถ้วนภายในเดือนพฤศจิกายน 2567 เพื่อรักษาประโยชน์และความเป็นธรรมแก่ผู้มีความรู้ความสามารถอย่างแท้จริง
“ท้ายนี้ ขอยืนยันถึงความจริงจังของรัฐบาลในการปราบปรามการทุจริต โดยต้องชี้แจงว่าไม่เคยมีการสอบแข่งขันครั้งใดที่มีการดึงหน่วยงานตรวจสอบอย่าง ป.ป.ช.เข้ามาร่วมจับตาดูตั้งแต่ต้นจนสามารถเปิดโปงขบวนการได้ขนาดนี้ ส่วนคำว่า 'ปิดจ๊อบ' ของอธิบดี เป็นเพียงการปิดขั้นตอนการบริหารจัดการบัญชีผู้สอบและการถอดถอนผู้ทุจริตออก ไม่ใช่การยุติการดำเนินคดีอาญา ทั้ง ป.ป.ช.และตำรวจยังคงเดินหน้าสืบสวนขยายผลเพื่อเอาผิดผู้บงการและผู้เกี่ยวข้องทุกคน ไม่ว่าจะดำรงตำแหน่งระดับสูงแค่ไหน ทั้งระดับซี 10, ซี 11 หรือสูงกว่านั้น จะต้องถูกดำเนินคดีอย่างตรงไปตรงมาจนถึงที่สุดอย่างแน่นอน” นายวรศิษฎ์กล่าวทิ้งท้าย
ด้านนายพิทักษ์เดช เดชเดโช ประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินและยาเสพติด สภาผู้แทนราษฎร แถลงผลการประชุมว่า ที่ประชุมพิจารณา 2 เรื่องสำคัญ ได้แก่ กรณีทุจริตการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเข้ารับราชการส่วนท้องถิ่น และกรณีประชาชนได้รับความเสียหายจากการถูกชักชวนให้ลงทุนซื้อทองคำ
สำหรับกรณีทุจริตสอบท้องถิ่น กมธ.ได้ติดตามเส้นทางการเงินและการบังคับใช้กฎหมายป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน โดยเชิญผู้แทนมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ, สำนักงาน ป.ป.ช., สำนักงาน ป.ป.ท. และกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นเข้าชี้แจง
จากข้อมูลพบลักษณะการกระทำเป็นขบวนการ มีการวางแผนและแบ่งหน้าที่ เกี่ยวข้องกับบุคคลหลายกลุ่ม ทั้งเจ้าหน้าที่ ผู้ประสานงาน นายหน้า และบุคคลภายนอก โดยมีพฤติการณ์เรียกรับผลประโยชน์ทั้งเงินสด การโอนเงิน และการซื้อทองคำ เพื่อแลกกับการแก้ไขหรือเพิ่มคะแนนสอบ รวมถึงพบข้อมูลกระแสเงินหมุนเวียนประมาณ 9,000 ล้านบาท ซึ่ง กมธ.เห็นว่าต้องเร่งตรวจสอบเส้นทางการเงินและบทบาทของผู้เกี่ยวข้องแต่ละราย
กมธ.ยังกังวลว่าการตรวจสอบผู้เข้าสอบเป็นรายบุคคลยังไม่ครบถ้วน โดยกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นยังไม่ได้เปรียบเทียบกระดาษคำตอบต้นฉบับกับไฟล์สแกนของผู้เข้าสอบทั้งหมด ขณะที่ ป.ป.ช.อยู่ระหว่างตรวจสอบกระดาษคำตอบกว่า 800,000 แผ่น จึงเสนอให้เร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงให้ครบถ้วนก่อนดำเนินมาตรการที่อาจกระทบสิทธิของผู้เข้าสอบ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย
นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ในฐานะประธาน กมธ.การกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน ให้สัมภาษณ์ว่า คณะทำงานของนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ที่ได้มีการรวบรวมข้อมูล จนถึงวันนี้ ป.ป.ช.ยังไม่ได้รับข้อมูลดังกล่าว จึงไม่ทราบว่านายกรัฐมนตรีอนุทินรออะไร ทำไมไม่ส่งตามที่คณะทำงานต้องการจะเช็กบิล ทำไมถึงชะลอเรื่องนี้เอาไว้ ทำไมไม่ส่งเรื่องนี้ไปยัง ป.ป.ช. โดยขณะนี้ ป.ป.ช.ยังตรวจสอบเรื่องกระดาษคำตอบอยู่เลย และมีการชี้แจงว่าได้ขอความร่วมมือไปยังมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ผ่านมาแล้วหลายเดือน ป.ป.ช.ทำไมปล่อยให้ล่าช้าขนาดนี้ ไม่เอากระดาษคำตอบมาตรวจสอบ.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
อนุทินนั่งหัวโต๊ะ ดาต้าเซ็นเตอร์ ลุยเอาผิดบริษัท
นายกฯ นั่งหัวโต๊ะบอร์ดดาต้าเซ็นเตอร์นัดแรก ลุยปิดช่องโหว่ทั้งระบบ
เดินหน้าประกันภัยพิบัติ ‘วรงค์’จับตา‘คอมมิชชัน’
"คลัง" เดินหน้าประกันภัยพิบัติ 30 ล้านครัวเรือน สั่ง คปภ.เร่งออกแบบกรมธรรม์ ครอบคลุม 3 ภัยธรรมชาติ
ดันนักกีฬาสู่อันดับต้นโลก
นายกฯ เปิดทำเนียบฯ ต้อนรับนักตบลูกยางสาวไทยชุดแชมป์เอเชีย-ตั๋วโอลิมปิก 2028
ปิดทางซักฟอกกกต. ฝ่ายค้านจวกน่าเกลียดถกไฟใต้บังหน้า/หนูเมินสนธิลงถนน
“นายกฯ” ลั่นประเทศไทยเป็นของคนไทยทุกคน ไม่ต้องมีใครมาทวงคืน หลัง “สนธิ” นัดนำมวลชนลงถนนทวงคืนประเทศ 7 ก.ย.นี้
บี้ให้ตาย! เพิกถอนครบแล้ว 5,925 ราย โกงสอบท้องถิ่น ฟันวินัย-อาญาถึงที่สุด ยังสาวไม่ถึงตัวบงการ
นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย แถลงชี้แจงข้อเท็จจริง กรณีผลการเพิกถอนการบรรจุผู้ที่มีการแก้ไขคะแนนการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2568
จ่อรื้อระบบใหม่ ดาต้าเซ็นเตอร์ เบรกใบอนุญาต
"เอกนิติ" ไม่ทน! เตรียมประชุมบอร์ดดาต้าเซ็นเตอร์ พร้อมดึง "ชัชชาติ" ร่วมด้วย ลั่นทุบโต๊ะรื้อระบบใหม่

